โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธปท. วิเคราะห์คู่แข่งไทยส่ง "ทุเรียน" ไปจีน ประเทศไหนน่ากลัวที่สุด ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 มิ.ย. 2566 เวลา 12.24 น. • เผยแพร่ 03 มิ.ย. 2566 เวลา 05.58 น.

ธปท. ภาคใต้ เสนอบทวิเคราะห์สถานการณ์ทุเรียนไทย ส่งออกไปตลาดจีน เทียบประเทศคู่แข่ง 7 ประเทศ ชี้ 3 ปีข้างหน้ายังไม่น่าห่วง แต่ 5 ปีข้างหน้าค่อนข้างน่ากังวล

วันที่ 3 มิถุนายน 2566 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคใต้ ได้นำเสนอบทความเรื่อง “จับตาสถานการณ์ทุเรียนไทย” เขียนโดย “ณิชมล ปัญญาวชิโรกุล” และ “กฤตยา ตรีวรรณไชย” ซึ่งระบุว่า ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ไทยครองแซมป์ “ผู้ส่งออกทุเรียนอันดับ 1 ของโลก” โดยเฉพาะในตลาดผู้บริโภคหลักของโลกอย่างจีน ซึ่งไทยครองส่วนแบ่งการตลาดเกือบทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่คาดว่าจะเข้ามาสั่นคลอนตลาดทุเรียนไทย ทั้งฝั่งของคู่แข่งที่เข้ามาแย่งชิงตลาดมากขึ้น และผู้บริโภคชาวจีนที่ให้ความสนใจทุเรียนจากประเทศอื่นมากขึ้น

ซึ่งผู้เขียนบทความต้องการฉายภาพสถานการณ์ทุเรียนโลกที่กำลังเปลี่ยนไป เพื่อให้ทุกฝ่ายรู้สึก รู้ทัน และช่วยกันเตรียมรับมือกับความท้าทายของทุเรียนไทยในอนาคต

ตลาดทุเรียนไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากความนิยมของจีนที่เพิ่มขึ้น

  • -ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกทุเรียนของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากความต้องการบริโภคทฺเรียนของจีนที่เพิ่มขึ้นมาก โดยในปี 2565 มูลค่าการส่งออกทุเรียนไทยทำสถิติสูงสุดที่ 1.24 แสนล้านบาท ครองแซมป์ผลไม้ส่งออกอันดับ 1 ของไทย
มูลค่าส่งออกทุเรียนไทย
  • ทุเรียนไทยเกือบทั้งหมดส่งออกไปตลาดจีนในรูปของทุเรียนผลสด เนื่องจากเดิมไทยเป็นประเทศเดียวที่จีนอนุญาตให้ส่งทุเรียนผลสดไปขายมานานหลายปี
  • ความนิยมบริโภคทุเรียนของจีนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาทุเรียนปรับตัวสูงขึ้น และเกษตรกรไทยหันมาปลูกทุเรียนมากขึ้น โดยในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ราคาทุเรียนเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 33 บาท เป็น 111 บาท/กิโลกรัม และส่งผลให้พื้นที่ปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว

สถานการณ์ทุเรียนโลก กำลังเปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งฝั่งของผู้บริโภค และคู่แข่งผู้ปลูกทุเรียน

จีนยังต้องการบริโภคทุเรียนอีกมาก แต่เริ่มนำเข้าจากประเทศอื่นมากขึ้น

แนวโน้มความต้องการบริโภคทุเรียนของจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจีนเป็นผู้บริโภคหลักที่นำเข้าทุเรียนผลสดสูงถึง 80% ของปริมาณการนำเข้าทั่วโลก

การนำเข้าทุเรียน

แต่ยังมีโอกาสบริโภคเพิ่มขึ้นได้อีกมาก เนื่องจาก

  • อัตราการบริโภคทุเรียนต่อคนของจีนยังไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับประเทศผู้บริโภคทุเรียนอื่น ๆ แม้แต่กลุ่มเมืองใหญ่ของจีน ที่เป็นผู้บริโภคหลักในปัจจุบันก็ยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้อีกเช่นกัน
อัตราการบริโภคทุเรียน
  • การขนส่งในจีนดีขึ้น การพัฒนาระบบขนส่งโลจิสติกส์ของจีนอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถกระจายสินค้าไปยังเมืองรองด้านในและพื้นที่ชุมชนได้มากขึ้น
  • จีนเริ่มเปิดใจกับทุเรียนจากชาติอื่น สายพันธุ์อื่นมากขึ้น จากเดิมที่บริโภคทุเรียนหมอนทองจากไทยเป็นหลัก แต่เมื่อไม่นานนี้ ก็ได้อนุญาตให้เวียดนามและฟิลิปปินส์ส่งทุเรียนผลสดมาขายในจีนเช่นกัน

เวียดนาม

ได้รับใบอนุญาตเป็นประเทศที่สองเมื่อ ก.ค. 2565 และได้ส่งทุเรียนหมอนทองเข้าไปขายในราคาใกล้เคียงกับไทย ทำให้ได้ส่วนแบ่งการตลาดไปกว่า 5% จากเดิมที่ไม่มีเลย

ฟิลิปปินส์

ได้รับใบอนุญาตล่าสุดเมื่อ ม.ค. 2566 และเริ่มส่งทุเรียนพื้นเมืองพันธ์ปูยัตเข้าไปให้ชาวจีนได้ลองทาน

ทั้งนี้ ประเมินว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า จีนมีโอกาสบริโภคเพิ่มขึ้นอีก 1 กิโลกรัมต่อคนต่อปี แปลว่า จะต้องการทุเรียนเพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านตัน

ทุเรียนไม่ได้ปลูกเฉพาะในไทย ไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่สามารถส่งทุเรียนผลสดไปจีนอีกต่อไป

เจาะลึกคู๋แข่งทุเรียน

แนวโน้มการเข่งขันในตลาดทุเรียนโลกรุนแรงขึ้น ทั้งจากไทยที่ปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นกว่า 8%ต่อปี และประเทศคู่แข่งที่ขยายพื้นที่ปลูกเพื่อบุกตลาดส่งออกมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดทุเรียนผลสดในจีน ที่หลายประเทศเร่งพัฒนาคุณภาพทุเรียนและต่อคิวขอใบอนุญาตส่งออกทุเรียนสดจากจีนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม คู่แข่งแต่ละประเทศมีจุดแข็งและระดับความน่ากังวลแตกต่างกัน ดังนี้

เวียดนาม (ได้ใบอนุญาต ก.ค.2565) / น่ากังวลที่สุด

  • มีผลผลิตมากและเพิ่มขึ้นเร็ว
  • เน้นทุเรียนหมอนทอง ฤดูกาลผลผลิตช่วงเดียวกับไทย (พ.ค.-ก.ย.)
  • ขนส่งเร็วกว่าและถูกกว่าไทย

ลาว (ต่อคิวขอใบอนุญาต) / น่ากังวลในระยะยาว

  • ทุนจีนและเวียดนามเริ่มลงทุนปลูกจริงจัง ผลผลิตจะเร่งขึ้นในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
  • ขนส่งเร็วกว่าไทย ไปได้ทั้งทางบกและรถไฟ

มาเลเซีย (ต่อคิวขอใบอนุญาต) / น่ากังวลพอสมควร

  • มีผลผลิตมาก สัดส่วนส่งออกปัจจุบันยังน้อย
  • เน้นทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง
  • มีประสบการณ์ส่งมูซานคิงแช่แข็งไปจีน
  • ขนส่งนานกว่าไทย

กัมพูชา (ต่อคิวขอใบอนุญาต) / ยังไม่น่ากังวล

  • พื้นที่ปลูกน้อย และแนวโน้มผลผลิตไม่มาก

ฟิลิปปินส์ (ได้ใบอนุญาต ม.ค.2566) / ยังไม่น่ากังวล แม้ได้รับใบอนุญาตแล้ว

  • พื้นที่ปลูกน้อย แนวโน้มผลผลิตไม่มาก
  • ขนส่งนานกว่าไทย ไปได้เพียงทางเรือและเครื่องบิน ทำให้ควบคุมคุณภาพยาก

อินโดนีเซีย (ยังไม่ขออนุญาต) / ยังไม่น่ากังวลมาก

  • แม้มีผลผลิตมาก (อันดับ 1 ของโลก) แต่เน้นบริโภคเองในประเทศเกือบทั้งหมด
  • ยังต้องใช้เวลาพัฒนาคุณภาพเพื่อส่งออก

จีน

  • เริ่มทดลองปลูกทุเรียนสำเร็จแล้ว แต่ยังไม่น่ากังวล เพราะพื้นที่ปลูกน้อยมาก แนวโน้มผลผลิตยังไม่ถึง 1% ของไทย

ผลผลิตที่พร้อมเข้าสู่ตลาดจีนจะเพิ่มขึ้นเร็ว ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อราคาทุเรียนในระยะข้างหน้า

  • -ภายในระยะ 3 ปีนี้ ยังไม่น่ากังวลมาก คาดว่าผลผลิตของคู่แข่งอาจยังเข้าสู่ตลาดจีนไม่มากนัก เนื่องจากต้องใช้เวลาพัฒนาคุณภาพทุเรียนขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุ และทำการตลาดในจีน หากรวมกับผลผลิตของไทยที่จะเพิ่มขึ้น จะเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับแนวโน้มการบริโภคของจีน แต่ราคาอาจถูกกดดันเป็นบางช่วง โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตไทยและคู่แข่งออกพร้อมกัน
  • แต่ในระยะ 5 ปีข้างหน้า น่ากังวลมากขึ้น เมื่อคู่แข่งเริ่มปรับตัวได้ คาดว่าจะมีผลผลิตที่พร้อมส่งออกไปตลาดจีนเพิ่มขึ้นมาก และอาจมากกว่าแนวโน้มการบริโภคของจีน (Oversupply) ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อทั้งการส่งออกและราคาทุเรียนของไทย
คาดการณ์ปริมาณทุเรียน

ทุเรียนไทยยังได้เปรียบอยู่มาก แต่ต้องไม่ชะล่าใจ ควรร่วมมือกันพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าทุเรียนไทยกำลังจะเผชิญกับความท้าทายที่มากขึ้นในอนาคต แต่ไทยเองยังมีข้อได้เปรียบคู่แข่งอยู่มาก โดยเฉพาะเรื่องปริมาณผลผลิตที่มีมาก คุณภาพทฺเรียนที่เป็นที่ยอมรับ และประสบการณ์ส่งออกไปตลาดจีนที่ยาวนาน ดังนั้น หากทุกฝ่ายร่วมกันพัฒนาทุเรียนไทยอย่างต่อเนื่อง อาทิ ทำการตลาดในเมืองรองของจีน รวมถึงประเทศอื่น รักษาคุณภาพทุเรียนโดยเฉพาะปัญหาทุเรียนอ่อนช่วงต้นฤดูกาลผลผลิต ส่งเสริมความรู้ เรื่องเทคนิคการปลูกทุเรียนเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และบริหารจัดการเส้นทางขนส่งทุเรียนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ก็จะทำให้ไทยสามารถป้องกันตำแหน่ง “เซมป์ส่งออกทุเรียนอันดับ 1 ของโลก” ได้ไม่ยาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...