เพราะ ‘ช็อกมินต์’ ไม่มีตรงกลาง ประวัติศาสตร์ของอาหารที่ถ้าไม่รักก็เกลียดเลย
[อยากรู้แต่ไม่มีเวลา อ่านแค่ตรงนี้พอ]
บางคนบอกว่ารสชาติ ‘ช็อกโกแลตมินต์’ มันเหมือนกับ ‘ยาสีฟัน’ แต่บางคนก็บอกว่านี่คือการผสมผสานที่เข้ากันอย่างสดชื่นหอมหวาน ทำให้ข้อถกเถียงเรื่อง ‘ช็อกมินต์’ เป็นประเด็นหนึ่งที่สามารถแบ่งคนออกเป็น 2 ฝั่งได้อย่างชัดเจน คือถ้าไม่รักหรือชอบ ก็จะเกลียดไปเลย แต่ที่แน่ๆ ต้นกำเนิดของรสชาติแบบช็อกมินต์มีความเป็นมายาวนานกว่าที่หลายคนคิด
-----------------------------------
นักประวัติศาสตร์บันทึกว่าช็อกโกแลตมีความเป็นมาอันยาวนาน และมีความสำคัญต่ออารยธรรมที่รุ่งเรืองในอดีต หรือพูดให้ตรงกว่านั้นคือมีการนำผลโกโก้ไปทำเป็นเครื่องดื่มประกอบพิธีกรรมต่างๆ ของชนเผ่ามายาและจักรวรรดิแอซเท็กในยุคโบราณ และชาวยุโรปก็นำโกโก้มาทำเครื่องดื่มร้อนตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ก่อนจะพัฒนามาเป็นช็อกโกแลตในรูปแบบ ‘ของหวาน’ ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นลูกอม เค้ก คุกกี้ ไอศกรีม ค็อกเทลในงานปาร์ตี้ รวมถึงช็อกโกแลตแบบแท่งทั่วๆ ไปซึ่งคนจำนวนมากโปรดปราน
เรียกได้ว่าช็อกโกแลตถูกนำไปผสมกับอาหาร ผลไม้ และเครื่องเทศหลายอย่างจนเกิดเป็นรสชาติแปลกใหม่ไม่รู้กี่แบบ เช่น ช็อกโกแลตกล้วย ช็อกโกแลตส้ม ช็อกโกแลตเนยถั่ว ช็อกโกแลตวิสกี้ ช็อกโกแลตเกลือคาราเมล ช็อกโกแลตอบเชย ไปจนถึงช็อกโกแลตชีส
แต่พอ ‘ช็อกโกแลต’ ถูกนำไปผสมกับ ‘มินต์’ กลับกลายเป็นข้อถกเถียงที่ทำให้คนแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนจนน่าประหลาดใจ
ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา ทุกๆ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ในแต่ละปีถูกยกให้เป็นวันช็อกโกแลตมินต์ (National Chocolate Mint Day) ซึ่งโดยทั่วไปก็จะมีกิจกรรมที่เกี่ยวกับช็อกมินต์เกิดขึ้น และสิ่งที่ตามมาเป็นประจำก็คือ การมีคนถกเถียงกันว่าทำไมรสชาติแบบช็อกมินต์ถึงเป็นที่ชื่นชอบ และคนที่ชอบช็อกมินต์ก็มักจะอดไม่ได้ที่จะต้องออกมาปกป้องของโปรดของตัวเอง
ประเด็น ‘ชอบหรือไม่ชอบช็อกมินต์’ ก็เคยทำให้คนออสเตรเลียถกเถียงกันจนแบ่งเป็น 2 ฝั่งเหมือนกัน โดยสื่อด้านอาหาร Taste สำรวจความเห็นของคนอ่านในปี 2021 โดยแบ่งเป็นทีมรักช็อกมินต์ซึ่งติดแฮชแท็ก#TeamMintChocolateและทีมเกลียดช็อกมินต์ซึ่งติดแฮชแท็ก#TeamMintChocoHateโดยผลสรุปออกมาว่าคนที่รักและคนที่เกลียดช็อกมินต์นั้นมีจำนวนใกล้เคียงกันเลยทีเดียว แต่ไม่มีคนออกตัวว่ารู้สึก ‘เฉยๆ’ หรือ ‘กินได้แต่ไม่ชอบ’
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารคาดเดาว่าการที่คนบางกลุ่ม ‘รัก’ ช็อกมินต์ แต่อีกกลุ่มถึงขั้น ‘เกลียด’ อาจจะเป็นเพราะร่างกายของแต่ละคนมีต่อมรับรสและกลิ่นที่มีความไวไม่เท่ากัน บางคนที่ต่อมรับรสและกลิ่นไวเป็นพิเศษจึงอาจจะรู้สึกว่ากลิ่นมินต์หรือรสชาติของมินต์ที่มีความขื่นแฝงอยู่นั้น ‘เด่นชัด’ เกินไป
อีกประเด็นที่มีคนตอบเยอะว่าทำไมถึงไม่ชอบของกินรสช็อกมินต์ ก็คือมีความรู้สึกว่าเวลากินช็อกมินต์จะเหมือนกับกำลังกิน ‘ยาสีฟัน’ ซึ่งถ้าไปดูประวัติศาสตร์จริงๆ ก็เข้าใจได้ เพราะถึงแม้ว่าการผสมมินต์ลงในเครื่องดื่มโกโก้จะทำกันมานานแล้วในครัวเรือนตั้งแต่ราวๆ ศตวรรษที่ 16 แต่การผลิตไอศกรีมช็อกมินต์ออกมาวางจำหน่ายจริงๆ เพิ่งจะเกิดขึ้นในสหรัฐฯ เมื่อปี 1973 นี่เอง
เมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์การผลิต ‘ยาสีฟันผสมมินต์’ ออกมาตีตลาด จะเห็นได้ว่ายาสีฟันที่มีรสและกลิ่นมินต์ถูกผลิตมาขายกันนานกว่านั้นมาก ตั้งแต่ปลายๆ ยุค 1890s ซึ่งก็รวมถึงน้ำยาบ้วนปากกลิ่นมินต์ด้วย เพราะมินต์มีสรรพคุณที่ทำให้รู้สึกเย็นสดชื่น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่คนส่วนใหญ่ในประเทศฝั่งตะวันตกจะมีความทรงจำในการผูกโยงมินต์เข้ากับยาสีฟันโดยอัตโนมัติ
ทางฝั่งเอเชียก็เถียงกันหนักไม่แพ้ฝั่งตะวันตก ยกตัวอย่างช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กระแส ‘ช็อกมินต์’ เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะซีรีส์ฮิตอย่าง ‘Tale of the Nine Taled’ ซึ่งนักแสดงชายชื่อดัง ‘อีดงอุก’ (Lee Dong Wook) รับบทเป็น ‘เทพจิ้งจอกเก้าหาง’ ที่ชอบกินไอศกรีมช็อกโกแลตมินต์ หลังจากนั้นบริษัทขนมและเครื่องดื่มในเกาหลีใต้ก็ออกผลิตภัณฑ์หลายๆ อย่างที่เป็นรสช็อกมินต์ออกมา ทั้งเวเฟอร์ช็อกมินต์ เหล้าโซจูกลิ่นช็อกมินต์ และที่ฮือฮาสุดก็คือ ‘ไก่ทอดราดซอสช็อกมินต์’
พอกระแสช็อกมินต์แรงขึ้นก็เลยมีคนไปตั้งกระทู้ถกเถียงในฟอรัมออนไลน์เกาหลีใต้ โดยบางคนบอกว่าไอศกรีมรสช็อกมินต์ว่า ‘แย่’ อยู่แล้ว ยังจะมีของกินรสช็อกมินต์อื่นๆ ออกมาอีก ฝั่งคนที่ชอบช็อกมินต์ก็ออกมาแย้งว่ารสชาตินี้มันก็อร่อยดี ทำไมจะต้องตั้งแง่และต่อต้านด้วย จนสื่ออย่าง Korea JoongAng Daily รายงานเชิงขำๆ ว่านี่คือปรากฏการณ์ที่ทำให้คนเกาหลีแตกแยกได้จริงๆ เพราะถ้าใครไม่รักช็อกมินต์ก็มักจะเกลียดไปเลย
และถ้าไปถามนักการตลาดอย่าง ‘โชยอนมี’ ซึ่งทำงานให้กับ Orion บริษัทขนมรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ก็มีข้อสันนิษฐานเพิ่มเติมว่า คนที่ตอบรับต่อผลิตภัณฑ์ช็อกมินต์มากที่สุดน่าจะเป็นคน Gen Y และ Gen Z เพราะการโฆษณาในสื่อออนไลน์ที่เจาะกลุ่มคนเหล่านี้มีผลกระตุ้นยอดขายผลิตภัณฑ์ช็อกมินต์อย่างมีนัยสำคัญ โดยดูจากยอดขายสินค้าในช่วง 3 สัปดาห์ที่เริ่มวางจำหน่ายเมื่อปี 2022 สามารถทำรายได้ให้กับบริษัทมากถึง 1,200 ล้านวอน หรือประมาณ 1.1 ล้านดอลลาร์
ส่วนคนดังๆ ที่อยู่ฝั่ง ‘รักช็อกมินต์’ ในเกาหลีใต้ ก็เช่น อีดงอุก และไอยู (IU) ไอดอลมากความสามารถ ขณะที่คนดังซึ่งอยู่ฝั่ง ‘ไม่เอาช็อกมินต์’ เท่าที่มีให้เห็นในข่าวคือ RM หรือ ‘คิมนัมจุน’ แห่งวงบอยแบนด์ BTS ส่วนฝั่งไทยก็มี ‘อุ๊งอิ๊ง’ แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ที่มีคอนเทนต์พูดถึงช็อกมินต์กลายเป็นไวรัลหลายชิ้น และมีคนไปซื้อเครื่องดื่มช็อกมินต์ตามจนยอดขายพุ่งขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
อ้างอิง
- Hotel Chocolat. Where did mint chocolate come from?.https://bit.ly/45ixUpv
- Korea JoongAng Daily. Haters gonna hate, but mint chocolate wins no matter what.https://tinyurl.com/ytcev4ja
- Taste. So… apparently mint chocolate can be just as polarising as CORIANDER.https://tinyurl.com/7ks9c3uw
- VoxCreative. A Brief History of Mint, from Air Freshener to Breath Freshener.https://tinyurl.com/bddfwwhn