โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

Bolt เปิดเกมเขย่าตลาดแอปเรียกรถ คนขับโอดหลังโดนเรียกเก็บ 15%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 มิ.ย. 2566 เวลา 03.45 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2566 เวลา 09.30 น.
ที่มาภาพ: bolt.eu/en/blog/bolts-response-to-barcelonas-ride-hailing-regulations/

ส่องแอปเรียกรถน้องใหม่ Bolt เปิดเกมดีเดย์เก็บค่าคอมมิชชั่นคนขับ 15% พร้อมควัก 300 ล้านบาท ปูพรมบุกตลาดในไทย ฟาก “คนขับ” โอด เก็บค่าคอมมิชชั่น 15% แต่ค่าวิ่งรถถูกกว่าคู่แข่ง

วันที่ 13 มิถุนายน 2566 ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า Bolt แอปพลิเคชั่นเรียกรถสัญชาติเอสโตเนีย ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งทางอิเล็กทรอนิกส์ จากกรมการขนส่งทางบกเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2566 และได้เริ่มเก็บค่าคอมมิชชั่น 15% จากพาร์ตเนอร์คนขับในวันที่ 12 มิ.ย. 2566 ที่ผ่านมา และเริ่มมีโปรโมชั่นสำหรับผู้ใช้งานแอปเรียกรถแล้ว

ด้านพาร์ตเนอร์ผู้ขับหรือ “ไรเดอร์” ของ Bolt จำนวนมากที่รวมตัวกันในโซเชียลมีเดียต่างวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเก็บค่าคอมมิชชั่น 15% ของ Bolt ว่าทำให้การเปิดแอปรับส่งคนไม่คุ้มค่า เนื่องจาก Bolt มีจุดเด่นในเรื่องค่าโดยสารที่ถูกกว่าคู่แข่งในตลาดอยู่แล้ว แต่เมื่อเก็บค่าคอมมิชชั่นเพิ่มยิ่งทำให้รายได้ลดลง

ก่อนหน้านี้ Bolt ยังไม่มีการเก็บค่าคอมมิชชั่นกับคนขับ ทำให้เมื่อระบบคิดว่าโดยสารเท่าไหร่ คนขับจะได้รับเต็มจำนวน จนเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา รายได้คนขับถูกหัก 15% ทุกเที่ยวการเดินทาง ทำให้พาร์ตเนอร์คนขับจำนวนมากแสดงความไม่เห็นด้วย และเรียกร้องให้บริษัท หรือผู้โดยสารช่วยรับภาระค่าคอมมิชชั่นด้วย แทนที่หักทั้งหมดจากคนขับ รวมถึงมีการชักชวนให้พาร์ตเนอร์รายอื่น ๆ ยกเลิกการขับรถกับ Bolt

สำหรับ Bolt เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการขนส่งสัญชาติเอสโตเนีย ที่ให้บริการทั้งในส่วนของการเรียกรถโดยสาร/แท็กซี่ ให้เช่าจักรยาน/สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และโซลูชั่นขนส่งสำหรับองค์กรธุรกิจ ซึ่งดำเนินการใน 46 ประเทศ และมีฐานผู้ใช้งาน 100 ล้านคนทั่วโลก แต่สำหรับในประเทศไทยยังมีเฉพาะบริการเรียกรถ (Ride Hailing) ซึ่งเริ่มเข้ามาให้บริการตั้งแต่ปี 2020 โดยไม่เก็บค่าคอมมิชชั่นหรือค่าใช้งานระบบจากพาร์ตเนอร์คนขับ จึงมีค่าโดยสารราคาถูกกว่าคู่แข่ง ทำให้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ

นายณัฐดลย์ สุขศิริฐานันท์ ผู้จัดการประเทศไทยของ Bolt ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า อัตราการเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่น 15% เป็นการคำนวณแล้วเห็นว่ามีความเหมาะสม เพื่อที่จะให้มีรายได้เติมกลับเข้ามาให้แพลตฟอร์ม สามารถนำไปบริหารจัดการระบบ ที่จะทำให้ผู้ใช้งานทั้งในฝั่งพาร์ตเนอร์คนขับและผู้ใช้แอปพลิเคชั่นได้รับประโยชน์สูงสุด และไม่กระทบกับรายได้ของพาร์ตเนอร์คนขับมากจนเกินไป

นอกจากนี้ Bolt ยังมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่เข้ามาให้บริการในเอเชีย และตั้งใจจะให้เป็นศูนย์กลางในการขยายธุรกิจของ Bolt ในภูมิภาคนี้ ดังนั้นจึงมีงบประมาณในการลงทุน 300 ล้านบาท ในระยะเวลา 3-5 ปี เพื่อพัฒนาระบบและขยายฐานผู้ใช้งาน เพื่อขึ้นสู่การเป็นผู้นำในตลาดขนส่งทางอิเล็กทรอนิกส์ที่จะมีมูลค่าสูงถึง 1.6 แสนล้านบาท ในปี 2028 (พ.ศ. 2571)

“เงินเหล่านี้จะนำไปหมุนเวียนเพื่อสร้างสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ใช้งาน รวมถึงเรื่องของโปรโมชั่น และจะส่งเสริมรายได้ของไรเดอร์หรือพาร์ตเนอร์คนขับ ให้มีรายได้ที่เพียงพอและต่อเนื่อง และการเริ่มเก็บคอมมิชชั่น 15% มองว่าจะเป็นการทำให้ Bolt แข่งขันได้ และไม่กระทบกับผู้ขับมากนัก”

ปัจจุบันผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งทางอิเล็กทรอนิกส์ จากกรมการขนส่งทางบก มีจำนวน 6 ราย ได้แก่ แกร็บ Grab, โรบินฮู้ด Robinhood, ฮัลโหลภูเก็ต เซอร์วิส Hello Phuket Service, เอเชีย แค็บ Asia Cab, บอนกุ Bonku, แอร์เอเชีย ซูเปอร์แอป Airasia Super App และโบลต์ Bolt

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...