ธพส.เปิดอาคารโซน C ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ต้นแบบ Smart City
ธพส. ประกาศความพร้อมเปิดใช้งานอาคารโซน C ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ โชว์อาคารสำนักงานอัจฉริยะมาตรฐานของรัฐ ชู “อาคารพดด้วง” ต้นแบบอาคารประหยัดพลังงานครบฟังก์ชัน ทั้งคลินิกความร่วมมือกับ โรงพยาบาลรามาธิบดี พื้นที่ Co-working และศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ รองรับผู้ใช้งานแตะ 8,000 คนต่อวัน พร้อมดันรายได้ปี 2568 แตะ 4,000 ล้านบาท
นายธีธัช สุขสะอาด รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (DAD) หรือ ธพส. ภายใต้ กระทรวงการคลัง ในฐานะเป็นผู้พัฒนาที่ดินราชพัสดุ ผู้บริหารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ เปิดเผยว่าจุดแข็งของ ธพส. คือการพัฒนาอาคารประหยัดพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาตรฐานอาคารเขียวไทย ล่าสุดการพัฒนาอาคารโซน C ของศูนย์ราชการฯ และพร้อมเปิดให้บริการแล้ว นับเป็นอาคารรัฐต้นแบบ และถือเป็นแฟล็กชิพสำคัญของ ธพส. ในการพัฒนาอาคารสำนักงานเกรด A ที่ผสานนวัตกรรมที่ตอกย้ำความเป็น Smart City
โดยอาคารโซน C ของศูนย์ราชการฯ พัฒนาในรูปแบบกลุ่มอาคาร 4 อาคารล้อมรอบ พร้อมอาคารศูนย์กลางที่เรียกว่า "อาคารพดด้วง" ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวใจของโครงการ
อาคารพดด้วงถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ (Multi-purpose) สามารถใช้งานได้หลากหลาย ทั้งศูนย์อาหาร ร้านค้า และบริการด้านสุขภาพ โดยพื้นที่ชั้น 2 อยู่ระหว่างการปรับปรุงเพื่อรองรับคลินิกของ โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยนอกก่อนเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลัก ขณะที่ชั้น 3 จัดเป็นพื้นที่ฟิตเนสและสโมสรเพื่อรองรับเจ้าหน้าที่และหน่วยงานภายในศูนย์ราชการ
สำหรับชั้น 4-5 ถูกพัฒนาเป็นพื้นที่ทำงานแบบเปิดหรือ Co-working space เปิดให้ประชาชนทั่วไป ฟรีแลนซ์ และผู้ประกอบการขนาดเล็กเช่าใช้บริการได้ ทั้งแบบรายวัน รายเดือน หรือกึ่งถาวร รวมถึงบริการ Virtual Office สำหรับจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงาน และ Service Office ที่มีขนาดตั้งแต่ 2-50 คน ตลอดจนพื้นที่จัดกิจกรรมและห้องฟังก์ชันสำหรับงานประชุมหรืออีเวนต์ต่าง ๆ
นายธีธัช ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวถือเป็นการยกระดับบทบาทศูนย์ราชการในมิติใหม่ ไม่ได้จำกัดเฉพาะการให้บริการหน่วยงานรัฐ แต่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาใช้บริการระหว่างการติดต่อราชการหรือทำงานได้ โดยชั้น 7 ของอาคารยังรองรับห้องประชุมและงานขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมระดับหลายพันคน
ในด้านขนาดโครงการ อาคารโซน C มีพื้นที่ก่อสร้างรวมประมาณ 660,000 ตร.ม. และมีพื้นที่สำนักงานมากกว่า 510,000 ตร.ม. ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ ปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐย้ายเข้ามาแล้ว 17 หน่วยงาน จากแผนทั้งหมด 25 หน่วยงาน โดยเริ่มทยอยเข้าใช้งานตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา อาทิ กลุ่มงานด้านการปกครองและหน่วยงานดิจิทัล รวมถึงหน่วยงานอื่นที่ใช้พื้นที่ตั้งแต่ 3,000-10,000 ตร.ม.
ปัจจุบันมีผู้ใช้งานภายในพื้นที่อาคารโซน C เฉลี่ยประมาณ 5,000 คนต่อวัน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 7,000-8,000 คนต่อวันเมื่อหน่วยงานครบตามแผน ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็น “เมืองขนาดย่อม” จึงต้องจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วนเพื่อรองรับการใช้ชีวิตและการทำงาน
ด้านแนวคิดการพัฒนา นายธีธัชกล่าวว่า อาคารถูกออกแบบให้เป็นต้นแบบด้านการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานทดแทน โดยเปลือกอาคารใช้ระบบ Solar Shield ที่ช่วยลดความร้อนเข้าสู่อาคารได้ประมาณ 37% ลดภาระระบบปรับอากาศอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมติดตั้งโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าประมาณ 2,200 กิโลวัตต์ต่อวัน ซึ่งเพียงพอกับการใช้งานในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ยังติดตั้งระบบปรับอากาศแบบ Radiant Cooling ที่ปล่อยความเย็นจากพื้นเพื่อรักษาอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอ ลดการใช้พลังงาน และติดตั้งม่านอากาศตามทางเข้า-ออกเพื่อลดการสูญเสียความเย็น รวมถึงระบบกรองอากาศที่สามารถดักจับฝุ่นระดับ 0.2 ไมครอน ช่วยลดฝุ่น PM2.5 ได้ราว 85%
ในด้านบริการพื้นที่เชิงพาณิชย์ อัตราค่าเช่า Service Office อยู่ในช่วงประมาณ 6,000-10,000 บาทต่อเดือน ส่วนการเช่ารายวันอยู่ในระดับหลักร้อยบาท ขณะที่พื้นที่ราชการมีกรมธนารักษ์เป็นผู้เช่าหลักและจัดสรรพื้นที่ให้หน่วยงานต่าง ๆ ต่อไป
นายธีธัชกล่าว เพิ่มเติมว่า ศูนย์ราชการฯ ซึ่งถูกพัฒนาในแนวคิด Smart City โดยผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาบริหารจัดการทั้งระบบขนส่ง Smart Parking การนำทางภายในอาคารผ่านป้ายดิจิทัล และแอปพลิเคชัน GCC Government Complex Super App ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานตรวจสอบข้อมูลการเดินทาง การจองที่จอดรถ และบริการต่าง ๆ ได้แบบเรียลไทม์
ระบบยังรวมถึงการเก็บข้อมูลเชิงสถิติของผู้ใช้งานเพื่อวางแผนบริการและกิจกรรมภายในพื้นที่ ตลอดจนระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศและเซ็นเซอร์ด้านความปลอดภัย เช่น ระบบตรวจจับแรงสั่นสะเทือนและแผ่นดินไหว เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ใช้อาคาร
นอกจากนี้ในอาคารยังมีศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการ (IOC) ทำหน้าที่ติดตามข้อมูลจากระบบต่าง ๆ แบบรวมศูนย์ เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการอาคารขนาดใหญ่ให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น
นายธีธัช กล่าวอีกว่า ธพส. ไม่เพียงพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะเท่านั้น แต่ยังขยายการรับงานพัฒนาพื้นที่ราชพัสดุให้กับหน่วยงานราขการอื่นๆ อาทิ ล่าสุดเพิ่งเซ็น MOU กับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อพัฒนาอาคารสำนักงานและที่พักอาศัยบริเวณเอกมัย และอาคารพักอาศัย อีก 4 อาคาร บริเวณสนามบินน้ำ รวมมูลค่าโครงการเกือบ 2,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปีนี้
ตลอดจนอาคารสำนักงานของกรมสรรพสามิต ตั้งอยู่ในซอยพหลโยธิน 11 และโครงการบ้านพักข้าราชการในพื้นที่ยานนาวา, นนทบุรี และห้วยขวาง รวมถึงการปรับปรุงศูนย์ประชุมเชียงใหม่ ใช้งบประมาณ 160 ล้านบาท เพื่อยกระดับให้ได้รับใบรับรองมาตรฐานการบริการแสดงสินค้า
สำหรับความร่วมมือกับโรงพยาบาลรามาธิบดีในโครงการที่พักอาศัยผู้สูงอายุนั้น ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงชะลอโครงการเพื่อรอความชัดเจนจากคณะกรรมการบริหารโครงการร่วม
นายธีธัช ยังกล่าวถึงรายได้ของ ธพส. ด้วยว่าในปี 2567 มีรายได้อยู่ที่ 3,045 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าในปี 2568 รายได้จะเติบโตขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท จากการเริ่มรับรู้รายได้ของอาคารโซน C ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ
อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ ธพส. ได้เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกและแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งกรรมการผู้จัดการ โดยมีผู้สมัครจำนวน 5 ราย ทั้งนี้นายธีธัช เป็นหนึ่งในผู้สมัคร และคาดว่าภายใน 2 เดือนจะประกาศผลการคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ คนใหม่ของ ธพส.
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธพส.เปิดอาคารโซน C ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ต้นแบบ Smart City
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th