โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธพส.เปิดอาคารโซน C ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ต้นแบบ Smart City

Khaosod

อัพเดต 19 ก.พ. เวลา 08.40 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 08.40 น.

ธพส. ประกาศความพร้อมเปิดใช้งานอาคารโซน C ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ โชว์อาคารสำนักงานอัจฉริยะมาตรฐานของรัฐ ชู “อาคารพดด้วง” ต้นแบบอาคารประหยัดพลังงานครบฟังก์ชัน ทั้งคลินิกความร่วมมือกับ โรงพยาบาลรามาธิบดี พื้นที่ Co-working และศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ รองรับผู้ใช้งานแตะ 8,000 คนต่อวัน พร้อมดันรายได้ปี 2568 แตะ 4,000 ล้านบาท

นายธีธัช สุขสะอาด รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (DAD) หรือ ธพส. ภายใต้ กระทรวงการคลัง ในฐานะเป็นผู้พัฒนาที่ดินราชพัสดุ ผู้บริหารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ เปิดเผยว่าจุดแข็งของ ธพส. คือการพัฒนาอาคารประหยัดพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาตรฐานอาคารเขียวไทย ล่าสุดการพัฒนาอาคารโซน C ของศูนย์ราชการฯ และพร้อมเปิดให้บริการแล้ว นับเป็นอาคารรัฐต้นแบบ และถือเป็นแฟล็กชิพสำคัญของ ธพส. ในการพัฒนาอาคารสำนักงานเกรด A ที่ผสานนวัตกรรมที่ตอกย้ำความเป็น Smart City

โดยอาคารโซน C ของศูนย์ราชการฯ พัฒนาในรูปแบบกลุ่มอาคาร 4 อาคารล้อมรอบ พร้อมอาคารศูนย์กลางที่เรียกว่า "อาคารพดด้วง" ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวใจของโครงการ

อาคารพดด้วงถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ (Multi-purpose) สามารถใช้งานได้หลากหลาย ทั้งศูนย์อาหาร ร้านค้า และบริการด้านสุขภาพ โดยพื้นที่ชั้น 2 อยู่ระหว่างการปรับปรุงเพื่อรองรับคลินิกของ โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยนอกก่อนเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลัก ขณะที่ชั้น 3 จัดเป็นพื้นที่ฟิตเนสและสโมสรเพื่อรองรับเจ้าหน้าที่และหน่วยงานภายในศูนย์ราชการ

สำหรับชั้น 4-5 ถูกพัฒนาเป็นพื้นที่ทำงานแบบเปิดหรือ Co-working space เปิดให้ประชาชนทั่วไป ฟรีแลนซ์ และผู้ประกอบการขนาดเล็กเช่าใช้บริการได้ ทั้งแบบรายวัน รายเดือน หรือกึ่งถาวร รวมถึงบริการ Virtual Office สำหรับจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงาน และ Service Office ที่มีขนาดตั้งแต่ 2-50 คน ตลอดจนพื้นที่จัดกิจกรรมและห้องฟังก์ชันสำหรับงานประชุมหรืออีเวนต์ต่าง ๆ

นายธีธัช ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวถือเป็นการยกระดับบทบาทศูนย์ราชการในมิติใหม่ ไม่ได้จำกัดเฉพาะการให้บริการหน่วยงานรัฐ แต่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาใช้บริการระหว่างการติดต่อราชการหรือทำงานได้ โดยชั้น 7 ของอาคารยังรองรับห้องประชุมและงานขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมระดับหลายพันคน

ในด้านขนาดโครงการ อาคารโซน C มีพื้นที่ก่อสร้างรวมประมาณ 660,000 ตร.ม. และมีพื้นที่สำนักงานมากกว่า 510,000 ตร.ม. ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ ปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐย้ายเข้ามาแล้ว 17 หน่วยงาน จากแผนทั้งหมด 25 หน่วยงาน โดยเริ่มทยอยเข้าใช้งานตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา อาทิ กลุ่มงานด้านการปกครองและหน่วยงานดิจิทัล รวมถึงหน่วยงานอื่นที่ใช้พื้นที่ตั้งแต่ 3,000-10,000 ตร.ม.

ปัจจุบันมีผู้ใช้งานภายในพื้นที่อาคารโซน C เฉลี่ยประมาณ 5,000 คนต่อวัน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 7,000-8,000 คนต่อวันเมื่อหน่วยงานครบตามแผน ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็น “เมืองขนาดย่อม” จึงต้องจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วนเพื่อรองรับการใช้ชีวิตและการทำงาน

ด้านแนวคิดการพัฒนา นายธีธัชกล่าวว่า อาคารถูกออกแบบให้เป็นต้นแบบด้านการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานทดแทน โดยเปลือกอาคารใช้ระบบ Solar Shield ที่ช่วยลดความร้อนเข้าสู่อาคารได้ประมาณ 37% ลดภาระระบบปรับอากาศอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมติดตั้งโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าประมาณ 2,200 กิโลวัตต์ต่อวัน ซึ่งเพียงพอกับการใช้งานในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังติดตั้งระบบปรับอากาศแบบ Radiant Cooling ที่ปล่อยความเย็นจากพื้นเพื่อรักษาอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอ ลดการใช้พลังงาน และติดตั้งม่านอากาศตามทางเข้า-ออกเพื่อลดการสูญเสียความเย็น รวมถึงระบบกรองอากาศที่สามารถดักจับฝุ่นระดับ 0.2 ไมครอน ช่วยลดฝุ่น PM2.5 ได้ราว 85%

ในด้านบริการพื้นที่เชิงพาณิชย์ อัตราค่าเช่า Service Office อยู่ในช่วงประมาณ 6,000-10,000 บาทต่อเดือน ส่วนการเช่ารายวันอยู่ในระดับหลักร้อยบาท ขณะที่พื้นที่ราชการมีกรมธนารักษ์เป็นผู้เช่าหลักและจัดสรรพื้นที่ให้หน่วยงานต่าง ๆ ต่อไป

นายธีธัชกล่าว เพิ่มเติมว่า ศูนย์ราชการฯ ซึ่งถูกพัฒนาในแนวคิด Smart City โดยผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาบริหารจัดการทั้งระบบขนส่ง Smart Parking การนำทางภายในอาคารผ่านป้ายดิจิทัล และแอปพลิเคชัน GCC Government Complex Super App ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานตรวจสอบข้อมูลการเดินทาง การจองที่จอดรถ และบริการต่าง ๆ ได้แบบเรียลไทม์

ระบบยังรวมถึงการเก็บข้อมูลเชิงสถิติของผู้ใช้งานเพื่อวางแผนบริการและกิจกรรมภายในพื้นที่ ตลอดจนระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศและเซ็นเซอร์ด้านความปลอดภัย เช่น ระบบตรวจจับแรงสั่นสะเทือนและแผ่นดินไหว เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ใช้อาคาร

นอกจากนี้ในอาคารยังมีศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการ (IOC) ทำหน้าที่ติดตามข้อมูลจากระบบต่าง ๆ แบบรวมศูนย์ เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการอาคารขนาดใหญ่ให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น

นายธีธัช กล่าวอีกว่า ธพส. ไม่เพียงพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะเท่านั้น แต่ยังขยายการรับงานพัฒนาพื้นที่ราชพัสดุให้กับหน่วยงานราขการอื่นๆ อาทิ ล่าสุดเพิ่งเซ็น MOU กับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อพัฒนาอาคารสำนักงานและที่พักอาศัยบริเวณเอกมัย และอาคารพักอาศัย อีก 4 อาคาร บริเวณสนามบินน้ำ รวมมูลค่าโครงการเกือบ 2,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปีนี้

ตลอดจนอาคารสำนักงานของกรมสรรพสามิต ตั้งอยู่ในซอยพหลโยธิน 11 และโครงการบ้านพักข้าราชการในพื้นที่ยานนาวา, นนทบุรี และห้วยขวาง รวมถึงการปรับปรุงศูนย์ประชุมเชียงใหม่ ใช้งบประมาณ 160 ล้านบาท เพื่อยกระดับให้ได้รับใบรับรองมาตรฐานการบริการแสดงสินค้า

สำหรับความร่วมมือกับโรงพยาบาลรามาธิบดีในโครงการที่พักอาศัยผู้สูงอายุนั้น ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงชะลอโครงการเพื่อรอความชัดเจนจากคณะกรรมการบริหารโครงการร่วม

นายธีธัช ยังกล่าวถึงรายได้ของ ธพส. ด้วยว่าในปี 2567 มีรายได้อยู่ที่ 3,045 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าในปี 2568 รายได้จะเติบโตขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท จากการเริ่มรับรู้รายได้ของอาคารโซน C ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ

อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ ธพส. ได้เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกและแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งกรรมการผู้จัดการ โดยมีผู้สมัครจำนวน 5 ราย ทั้งนี้นายธีธัช เป็นหนึ่งในผู้สมัคร และคาดว่าภายใน 2 เดือนจะประกาศผลการคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ คนใหม่ของ ธพส.

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธพส.เปิดอาคารโซน C ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ต้นแบบ Smart City

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...