โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มหกรรมเยาวชน “แจ่มเจอนี่!” เวทีปลุกพลังวัยทีน ร่วมพัฒนาชุมชนท้องถิ่น

Manager Online

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

จากข้อมูลจากรายงานสุขภาพไทย 2568 ระบุว่าอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าภายในหนึ่งปี ขณะที่ผลสำรวจของศูนย์ศึกษาปัญหาการพนันพบว่าเยาวชนกว่าร้อยละ 32 เข้าไปเกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างของระบบนิเวศในชุมชนท้องถิ่น ที่ยังขาดกลไกเชิงโครงสร้างในการส่งเสริมการเติบโตและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนอย่างเป็นระบบ

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย และมูลนิธินวัตกรรมสร้างสรรค์สังคม (SIY) ได้ร่วมกันจัดมหกรรม "แจ่มเจอนี่! (Journey)" งานแสดงผลงานและมอบรางวัล อปท. ด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน ประจำปี 2568 ณ พิพิธภัณฑ์สวนป่าเบญจกิติ กรุงเทพฯ เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด "การมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย" ที่เปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และลงมือพัฒนาชุมชนของตนเองอย่างเป็นรูปธรรม

นายกู้เกียรติ นิ่มเนียม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศมีจำนวนกว่า 7,800 แห่งดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนรวมกว่า 20,000 แห่ง มีบุคลากรทางการศึกษากว่าแสนคน และรับผิดชอบดูแลเด็กและเยาวชนนับล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งการที่ สถ. ได้ผนึกกำลังร่วมกับ สสส. และมูลนิธินวัตกรรมสร้างสรรค์สังคม (SIY) ก็เพื่อวางรากฐานการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในระดับท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ ผ่านการสร้างกลไกสนับสนุนที่เอื้อต่อการเติบโตและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันสามารถผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการมีส่วนร่วมของเยาวชนได้แล้วถึง 32 แห่ง และมี อปท. ต้นแบบที่โดดเด่นด้านการสร้างกระบวนการให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงครอบคลุมอีก 180 แห่ง ทั่วประเทศ

"การพัฒนาเด็กเหมือนการเตรียมดินก่อนปลูกพืช ยิ่งรากแน่น ต้นก็ยิ่งแข็งแกร่ง ฉะนั้นเป้าหมายสำคัญคือการสร้างนิเวศการเรียนรู้ที่เอื้อให้เด็กและเยาวชนเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ พร้อมเป็นฟันเฟืองหลักในการพัฒนาท้องถิ่นของตนเองให้เข้มแข็งและยั่งยืนสืบไป" นายกู้เกียรติ กล่าวสรุป

สอดคล้องกับ ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนงานว่า หัวใจสำคัญของสุขภาวะชุมชนที่ยั่งยืนคือการเสริมพลังคนในพื้นที่ โดยใช้ทุนทางสังคมที่มีอยู่เป็นตัวตั้ง ผ่านกลไกการทำงานที่เรียกว่า “3 สร้าง” ได้แก่ สร้างการเรียนรู้ สร้างการมีส่วนร่วม และสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยนวัตกรรม โดยมีการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันของ 4 องค์กรหลัก คือ ท้องถิ่น ท้องที่ หน่วยงานราชการ และองค์กรชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับหลักศาสตร์พระราชา "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" อันเป็นแนวทางที่ สสส. ยึดใช้ในการขับเคลื่อนงานมากว่า10 ปี

ดร.นิสา เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีเครือข่ายสภาเด็กและเยาวชนในตำบลสุขภาวะที่เข้มแข็งกว่า 243 อปท. ทั่วประเทศ เป้าหมายของ สสส. คือการเปลี่ยนบทบาทเยาวชนจาก "ผู้รับประโยชน์" สู่ "หุ้นส่วนการพัฒนาท้องถิ่น" ที่ได้ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมออกแบบนโยบายสาธารณะระดับตำบล

8203;"เราต้องการเปลี่ยนบทบาทเยาวชนจาก 'ผู้รับประโยชน์' สู่ 'หุ้นส่วนการพัฒนาท้องถิ่น' ที่ได้ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมออกแบบนโยบายสาธารณะระดับตำบล เพราะสุขภาวะชุมชนที่ยั่งยืนต้องวางอยู่บนพื้นฐานของพื้นที่กลางที่ปลอดภัย พร้อมบูรณาการ การหนุนเสริมทุนทางสังคมและคนในชุมชน" ผู้อำนวยการสำนัก 3 สสส. กล่าวสรุป

8203;ทางด้าน นายโชติเวชญ์ อึ้งเกลี้ยง ประธานมูลนิธินวัตกรรมสร้างสรรค์สังคม (SIY) กล่าวว่า SIY มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผ่านการลงมือทำจริง โดยสนับสนุนให้เกิด “นวัตกรรมสุขภาวะ” ที่ตอบโจทย์พื้นที่ เช่น นวัตกรรม “สติ ไดร์ฟ” รณรงค์ความปลอดภัยทางถนนของสภาเด็กฯ ต.บ้านกรด จ.พระนครศรีอยุธยา, นวัตกรรม “คลินิกเสียง” (Sound Clinic) ใช้เสียงบำบัดเพื่อเยียวยาคนทุกวัยของสภาเด็กฯ ต.นาทวีนอก จ.สงขลา เป็นต้น นอกจากนี้ SIY ยังพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ coachforchange.co เพื่อเป็นระบบนิเวศการเรียนรู้ให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและเยาวชนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

8203;ตัวอย่างที่ประธานมูลนิธินวัตกรรมสร้างสรรค์สังคม (SIY) กล่าวถึงนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากการดำเนินงานเชิงรุกในระดับพื้นที่ แต่ก็พบว่ามี อปท. หลายแห่งประสบความสำเร็จในการบูรณาการงานเยาวชนเข้ากับแผนพัฒนาท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างเช่น เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด ได้ขับเคลื่อนผ่าน “สภาเด็กและเยาวชน” มาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี

นายธรรมศักดิ์ ชิตทรงสวัสดิ์ ผู้อำนวยการส่วนบริหารการศึกษา เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด เปิดเผยถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อนงานเยาวชนว่า เทศบาลเมืองร้อยเอ็ดได้รับสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการแสดงศักยภาพของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ เพื่อให้พวกเขามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและแก้ไขปัญหาของเพื่อนวัยเดียวกันได้อย่างตรงจุด ฉะนั้นบทบาทของเทศบาลคือ ไม่ใช่ทำหน้าที่เป็น

”ผู้สั่งการ” แต่เป็น “ผู้หนุนเสริม” ทั้งงบประมาณและทรัพยากรที่จับต้องได้

8203;"เราให้ความสำคัญจนบรรจุเรื่องเด็กและเยาวชนลงในแผนพัฒนาเทศบาลมานับ 10 ปี เราจัดพื้นที่ปฏิบัติงานให้สภาเด็กฯ ทั้งห้องประชุมและคอมพิวเตอร์ ณ สถานแสดงพันธุ์ปลาเทศบาล เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกให้เขาได้มาคิดและทำงานร่วมกันได้อย่างเต็มที่" นายธรรมศักดิ์กล่าว

8203;ผลจากการขับเคลื่อนงานที่เป็นระบบ ทำให้สภาเด็กและเยาวชนเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดได้สร้างผลงานที่โดดเด่นจนคว้ารางวัลระดับนวัตกรรม ในโครงการรณรงค์ต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้าและโครงการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาและแนะแนวโดยเพื่อน ซึ่งทั้งสองโครงการเกิดขึ้นจากการคิดและลงมือทำโดยเยาวชนทั้งหมด ขณะที่ สสส. ได้เข้ามาเติมเต็มในส่วนของ “พี่เลี้ยงผู้เชี่ยวชาญ” ทั้งจากมหาวิทยาลัยและนักจิตวิทยา เพื่อให้เด็กๆ มีความมั่นใจและปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

8203;"เมื่อก่อนเทศบาลอาจคิดกิจกรรมแบบหนึ่ง แต่พอเด็กๆ และ สสส. เข้ามาช่วย ความคิดมันกว้างขึ้น เด็กเขามีมุมมองที่ลึกซึ้งกว่าเราในบางเรื่อง เช่น ปัญหาความรักหรือความกดดันจากการเรียน ซึ่งเขาไม่กล้าคุยกับครู แต่ถ้าเป็นเพื่อนที่เข้าใจและคุยภาษาเดียวกัน เขากล้าเล่าและหาทางออกร่วมกันได้"

นายธรรมศักดิ์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ความเข้มแข็งของเยาวชนที่นี่คือการรวมกลุ่มภายใต้ชื่อ "กลุ่มต้นกล้าสาเกต" ซึ่งมีการวางแผนส่งต่องานอย่างเป็นระบบ โดยรุ่นพี่ชั้น ม.6 จะทำหน้าที่ฝึกอบรมน้องๆ ชั้น ม.4-5 เพื่อให้องค์ความรู้และประสบการณ์ไม่หยุดชะงักเมื่อรุ่นพี่จบการศึกษา นอกจากนี้ เยาวชนยังมีบทบาทสำคัญในกิจกรรมใหญ่ของจังหวัด เช่น วันเด็ก และงานลอยกระทงที่เน้นการทำกระทงอนุรักษ์ธรรมชาติเพื่อสร้างรายได้และทักษะการเป็นผู้นำ

8203;ขณะที่เทศบาลตำบลสันนาเม็ง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ พลิกโฉมการทำงานด้านเด็กและเยาวชนร่วมกับ สสส. จากเดิมที่มีสภาเด็กฯ เพียงในนาม สู่การสร้าง “ระบบนิเวศแห่งความไว้วางใจ” โดยดึงกลุ่มเยาวชน ‘หัวโจก’ มาเสริมพลังความรู้เรื่องภัยบุหรี่ไฟฟ้า และใช้สนามกีฬาเป็นพื้นที่ดึงเด็กออกจากหน้าจอ เปลี่ยนบทบาทจากผู้รับประโยชน์สู่การเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมด้วยตนเอง

นางสวาท โกชุม นายกเทศมนตรีตำบลสันนาเม็ง สะท้อนปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้เด็กเห็นคุณค่าในตัวเองจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างยั่งยืนว่า ความสำเร็จที่ไม่ได้เกิดจากการที่ผู้ใหญ่คอยชี้นำอยู่ฝ่ายเดียว แต่เกิดจากการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของโครงการและร่วมคิดแผนพัฒนาชุมชนอย่างเป็นอิสระ ที่สำคัญผู้บริหารท้องถิ่นยึดหลักว่า ต้องเปิดโอกาสให้เยาวชนทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยไม่แบ่งแยกตามฐานะหรือสัญชาติ และมองเยาวชนในฐานะ "กองหนุน" และบางครั้งในฐานะ "แม่ทัพ" ในการขับเคลื่อนชุมชน

“เวลาขับเคลื่อนงาน เราทำคนเดียวไม่ได้ เยาวชนคือแรงมหาศาลที่จะเติบโตไปเป็นกำลังหลักของบ้านเมือง บางเรื่องเราสลับบทบาทกัน ให้เยาวชนเป็นแม่ทัพวางแผนกิจกรรมเอง และให้ผู้ใหญ่เป็นกองหนุนคอยตบกรอบให้เข้าที่ สิ่งที่ได้กลับมาคือความสำเร็จในการลดละเลิกบุหรี่ไฟฟ้าได้จริง”

ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่ตัวเลขการสูบบุหรี่ที่ลดลง แต่คือการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ที่เด็กทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม จนสามารถตั้งกลุ่มทำงานได้อย่างเข้มแข็งและมีรุ่นพี่กลับมาส่งต่อความรู้สู่รุ่นน้อง กลายเป็นต้นแบบท้องถิ่นที่พิสูจน์ว่า เมื่อผู้ใหญ่ยอมเป็น “กองหนุน” เยาวชนก็พร้อมจะเป็น “แม่ทัพ” ที่พาชุมชนไปสู่สุขภาวะที่ดีขึ้นได้จริง

ด้าน นางสาวณัฐกรณ์ แหละหิม หรือ “เจน” ผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่สู่สุขภาวะที่ดี ตำบลเกาะหมาก อ.ปากพยูน จ.พัทลุง เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนงานเยาวชนในพื้นที่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนัก 3 สสส.ว่า เป้าหมายหลักของโครงการคือการเปลี่ยนแปลงการทำงานพัฒนาชุมชนแบบเดิมๆ ที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มผู้ใหญ่เพียงฝ่ายเดียว

โครงการนี้จึงมุ่งสร้าง “โปรแกรมการเรียนรู้ 4 ด้าน” ประกอบด้วย การสร้างรายได้ วินัยและความสัมพันธ์ การท่องเที่ยว และการอนุรักษ์ทรัพยากร เช่น การทำบ้านปลา โดยนำปราชญ์ชาวบ้านมาถ่ายทอดวิชาให้แก่เยาวชนแกนนำ เพื่อถอดบทเรียนให้กลายเป็นหลักสูตรที่บรรจุลงในระบบการศึกษาอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่าความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่ตัวกิจกรรม แต่คือ “ทัศนคติของผู้ใหญ่” ในหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าโครงการของภาคประชาชนจะเดินหน้าไปได้ไกลเพียงใด

“ที่ผ่านมาผู้ใหญ่มักมองข้ามและไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเด็ก แต่เราลืมไปอย่างหนึ่งว่าในขณะที่เราแก่ลงทุกวัน เด็กกลุ่มนี้เขาก็โตขึ้นทุกวันเหมือนกัน ถ้าผู้ใหญ่รับฟังเสียงเด็กบ้าง มันจะเป็นการสะท้อนสิ่งที่ดีออกมา และทำให้การทำงานพัฒนาร่วมกันเป็นไปอย่างครบวงจร การฟังความต้องการที่แท้จริงของเด็กจะช่วยให้การพัฒนาตรงจุดและมีประสิทธิภาพที่สุด”

สำหรับการเข้าร่วมงานมหกรรม “แจ่มเจอนี่” ในครั้งนี้ เจน เผยว่า ได้รับแรงบันดาลใจอย่างมหาศาลจากการเห็นความสำเร็จของสภาเด็กและเยาวชนในพื้นที่อื่นๆ และตั้งเป้าจะกลับไปปลุกปั้น “สภาเด็กและเยาวชนตำบลเกาะหมาก” ให้เกิดขึ้นจริง แม้จะยังมีความกังวลเรื่องการสนับสนุนจากท้องถิ่น แต่เธอมองว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องปรับ Mindset เพื่อให้เยาวชนได้เปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ตาม” มาเป็น “ผู้ร่วมสร้าง” อนาคตของตนเองร่วมกับคนทุกวัยในชุมชนอย่างแท้จริง

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...