บก.ปอศ.แจ้งข้อหา “เวย์-นานา” เพิ่ม เข้าข่าย พ.ร.ก.กู้ยืมเงินฯ-แชร์ลูกโซ่ ยอดเสียหายรวม 170 ล้านบาท
บก.ปอศ.แจ้งข้อหา “เวย์-นานา” เพิ่ม เข้าข่าย พ.ร.ก.กู้ยืมเงินฯ-แชร์ลูกโซ่ ยอดเสียหายรวม 170 ล้านบาท โดยขณะนี้มีผู้เสียหายรวมประมาณ 17 ราย
วันที่ 23 มกราคม 2569 เวลา 16.30 น. พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายปริญญา อินทชัย หรือ “เวย์ ไทยเทเนียม” และนางนานา ไรบีนา ภรรยา เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน ณ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ จากกรณีที่นักธุรกิจรายหนึ่งโอนเงินเข้าบัญชีของผู้ต้องหา รวม 10 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 14 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 ส่งผลให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ โดยเชื่อว่าเป็นการกระทำร่วมกันของทั้งสองคน
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ระบุว่า ในวันนี้นายปริญญาได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม โดยภายหลังพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม พบว่าพฤติการณ์ของนายปริญญาไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงเท่านั้น แต่ยังมีพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงการใช้เงินและใช้บัญชีของตนเองโอนเงินกลับไปยังกลุ่มผู้เสียหาย จึงได้มีการปรับสถานะคดีเป็นความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
ก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกให้นายปริญญาเข้าพบแล้ว และในวันนี้ได้มีการประสานเข้ามาว่าจะเดินทางมาพบพนักงานสอบสวน ส่งผลให้นายปริญญาเข้ารับทราบข้อกล่าวหา โดยปัจจุบันนายปริญญาถูกกล่าวหาร่วมกับนางนานา ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฉ้อโกงให้การกู้ยืม ซึ่งเป็นคดีเดียวกันกับที่ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ในวงเงินความเสียหายจำนวน 14 ล้านบาท
หลังเข้าพบพนักงานสอบสวน นายปริญญาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ขณะที่ในส่วนของนางนานา พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างแจ้งพฤติการณ์เพิ่มเติม เนื่องจากมีผู้เสียหายรายใหม่ทยอยเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพิ่มเติม ซึ่งตามกฎหมายจำเป็นต้องแจ้งข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เพิ่มเติมให้ผู้ต้องหาทราบ โดยในส่วนของนิติบุคคล พนักงานสอบสวนได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในคราวเดียวกันด้วย
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้เสียหายที่มาแจ้งความเพิ่มเติมในส่วนของนางนานา ไม่ประสงค์ให้เปิดเผยชื่อ ส่งผลให้ยอดความเสียหายเพิ่มจากเดิมประมาณ 150 ล้านบาท เป็นประมาณ 170 ล้านบาท โดยขณะนี้มีผู้เสียหายรวมประมาณ 17 ราย
สำหรับแนวทางการดำเนินคดี หลังจากพนักงานสอบสวนพบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้ว นายปริญญาและนางนานายังคงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ พยานเอกสาร และพยานผู้เชี่ยวชาญ คาดว่าจะสามารถรวบรวมสำนวนการสอบสวนแล้วเสร็จได้ภายในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569
ทั้งนี้ ในกระบวนการยุติธรรม พนักงานสอบสวนต้องรับฟังคำชี้แจงจากผู้เสียหายควบคู่กับคำให้การของผู้ต้องหา โดยคดีนี้ได้มีการตั้งคณะพนักงานสอบสวนขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อพิจารณาพยานหลักฐานจากทั้งสองฝ่ายประกอบกัน ซึ่งขณะนี้พยานบุคคลได้สอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และคาดว่าสำนวนทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กำหนด
ในส่วนของผู้เสียหายรายสำคัญ อาทิ นางสาวเจนสุดา ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เสียหายที่มีพฤติการณ์ถูกชักชวนลงทุน และนางสาวพอลล่า ซึ่งได้ให้ถ้อยคำครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว โดยมีพยานหลักฐานประกอบทั้งหลักฐานการโอนเงิน ภาพถ่าย และการสนทนาต่างๆ ซึ่งมีลักษณะพฤติการณ์การชักชวนลงทุนในรูปแบบเดียวกัน
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวด้วยว่า สำหรับผู้เสียหายที่มีความกังวลเกี่ยวกับการติดตามทรัพย์สินและการชดใช้หนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ติดตามตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติกู้ยืมเงิน ซึ่งถือเป็นความผิดมูลฐาน โดยในวันนี้ได้ดำเนินการในส่วนของกฎหมายฟอกเงิน และรายงานข้อมูลไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แล้ว พร้อมตั้งเจ้าหน้าที่สืบสวนเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินตามระเบียบปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินที่อยู่ในทะเบียนใดๆ
หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินใดเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ปปง. จะดำเนินการตามขั้นตอนในการเฉลี่ยทรัพย์คืนแก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนของความเสียหาย ส่วนกรณีที่ทรัพย์สินมีไม่เพียงพอ ผู้เสียหายยังสามารถใช้สิทธิ์ดำเนินคดีทางแพ่งเพิ่มเติมได้
ด้าน พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผู้กำกับการ 4 บก.ปอศ. เปิดเผยว่า การเข้าพบพนักงานสอบสวนของนายปริญญาในวันนี้ เป็นเพียงการมารับทราบข้อกล่าวหา มิได้เป็นการควบคุมตัว โดยเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายตามปกติ
ทั้งนายปริญญาและนางนานา ได้ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย โดยมีทนายความเข้าร่วมรับฟังการสอบสวน ส่วนกรณีการกำชับไม่ให้ทนายความให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน ถือเป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหา ทั้งนี้ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในประเด็นการเฉลี่ยทรัพย์คืนแต่อย่างใด