‘จา พนม’ เปิดใจ ผ่าตัดด่วน 8 ชั่วโมง หลังตรวจพบมะเร็งท่อน้ำดีระยะ 3
จา พนม เปิดใจครั้งแรกหลังป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะ 3 โดยเล่าว่า “ตอนอยู่ในห้องผ่าตัดเกือบ 8 ชั่วโมง โชคดีที่ว่าบุญนำพาและความอนุเคราะห์จากครอบครัว ทำให้เราได้ผ่าตัดและฉายแสงคีโมทุกสิ่งทุกอย่างสมบูรณ์ หลังจากที่ผมกลับมาถ่ายหนังจีนเรามีอาการตาเหลือง เพราะเราดูแต่กระจกแล้วตาเหลือง เปิดเสื้อออกมาตัวเหลืองอีก ก็เลยไปโรงพยาบาล ทางแพทย์ก็บอกว่ามีเนื้อในท่อน้ำดี ก็ได้รับการผ่าตัด
‘เคลลี่’ เปิดใจนาที ‘จา พนม’ โทรฯบอกป่วยมะเร็ง หลังซุ่มเงียบรักษา ตลอดเวลาเพื่อนไม่เคยบ่นให้สงสาร
พอได้ยินว่าเรามีแจ็คพอต ก็จิตตก เพราะเรามีไปดูงานที่ต่างประเทศ มันต้องแคนเซิลหมด เราต้องเอาสุขภาพของเรากลับมาก่อน ก็เลยโทรไปแจ้งทางทีมงาน ซึ่งตอนนี้วินิจฉัยทางแพทย์ก็บอกว่าอาจจะเป็นเนื้อร้ายทางบริเวณท่อน้ำดี แต่ขอเช็คอีกทีนึง ตอนนั้นประมาณ 8 ชั่วโมงและกว่าจะฟื้นขึ้นมา ก็อยู่ในระยะที่สามจะเข้าที่สี่ เลยผ่าตัดเร่งด่วน
เราก็ไม่ได้บอกใครเลยเราต่อสู้ได้ คือมันสุดวิสัย ไม่อยากเอาความทุกข์อะไรไปบอกให้ใครมา ถามว่าหายขาดไหมมันก็ต้องติดตามกับทางหมอ แต่ตอนนี้ไม่มีเนื้อร้าย และต้องเช็คระบบเลือด แล้วทางแพทย์บอกว่าผ่าตัดหมดแล้วก็คือหมดแล้ว แต่ตอนนี้เราต้องบำบัดตัวเองในการเสิร์ฟโปรตีนเสริมกล้ามเนื้อและจิตใจ ตอนนี้ผมได้พลังจากลูกจากครอบครัวและจากเพื่อนทีมงานที่ส่งกำลังใจมาให้ ผมรู้สึกว่าเราต้องยืนหยัดต่อไป และทีมงานสตั๊นมาหาที่บ้านก็เลยมีกำลังใจอยากจะกลับมาทำต่อไป เพื่อนต่างประเทศก็ให้กำลังใจ ตอนทราบข่าวก็ช็อค แต่ตอนนี้เราได้รับการรักษาเรียบร้อยแล้ว
มันก็ช็อคนะแต่เราตั้งสติได้ แต่ตอนนี้ต้องทำใจให้คิดบวกไว้ เชื่อความสามารถของทีมแพทย์ที่มีความสามารถ ทีมไทยก็มีความสามารถที่กำจัดเนื้อร้ายโดยเฉพาะ บวกกับที่เราไปบวช มันก็ช่วยให้เราไม่มีจิตที่ฟุ้งซ่าน ตอนที่เราเข้าไปอุโมงค์ทีซีสแกน คือห้ามกระดุกกระดิกเลย ประมาณ 1 ชั่วโมงที่ผมอยู่ในนั้น ต้องหายใจอย่างเดียว เหมือนการทำสมาธิ ก็โชคดีที่ได้เข้ามาเครื่องมือที่ทันสมัยจากพระองค์ท่านด้วย
ตอนนี้ก็รวบรวมนักแสดงและทีมงานต่างประเทศรับรองมีอะไรสนุกสนุกแน่นอน กลับมาเป็นหนัง อาการปวดของเรามันตายไปแล้วอะไรที่มันไม่ดีก็ผ่าน เรามาสู้กันใหม่ ชีวิตนี้ถามว่าจะวางแผนยังไงก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดหน้าที่ของความเป็นนักแสดงคือผู้กำกับ และหน้าที่ของครอบครัวเป็นพ่อดูแลลูก ก็ขอบคุณภรรยา เราก็สู้กันต่อไป