โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

MPJ กางแผนรับมือวิกฤตฮอร์มุซ ชูสัญญาค่าบริการผันแปรคุมต้นทุนน้ำมัน-รายได้ดอลลาร์สมดุล

การเงินธนาคาร

อัพเดต 13 มี.ค. เวลา 12.22 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. เวลา 05.22 น.

บมจ.เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ เผยสถานการณ์ขัดแย้งตะวันออกกลางกระทบจำกัด เหตุสัดส่วนลูกค้าในภูมิภาคมีเพียง 2% ยันโมเดลธุรกิจแกร่งด้วยสัญญาปรับราคาตามต้นทุนพลังงานจริง พร้อมบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนแบบ Natural Hedge คาดครึ่งหลังปี 69 พลิกวิกฤตเป็นโอกาสรับดีมานด์สินค้าบูรณะประเทศพุ่ง

13 มีนาคม 2569 - นายจีระศักดิ์ มานะตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ MPJ เปิดเผยถึงภาพรวมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ท่ามกลางภาวะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" โดยระบุว่าบริษัทฯ ได้วางโครงสร้างการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนไว้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะปัจจัยด้านราคาน้ำมันที่มีความผันผวนสูง

ซึ่งบริษัทฯ มีข้อตกลงในสัญญาการให้บริการที่ระบุเงื่อนไขการปรับราคาค่าบริการ (Fuel Surcharge) ตามการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดจริง ทำให้สามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นและลดผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของโครงสร้างรายได้และการดำเนินงาน ธุรกิจลานตู้คอนเทนเนอร์และบริการ Freight Forwarder ของบริษัทฯ ได้รับผลกระทบทางตรงค่อนข้างน้อย เนื่องจากฐานลูกค้าหลักไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง โดยมีสัดส่วนรายได้จากกลุ่มลูกค้าในตะวันออกกลางเพียง 2% ของพอร์ตฟอลิโอทั้งหมด เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกรวมไปยังภูมิภาคอื่น นอกจากนี้ บริษัทยังมีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนผ่านบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ เพื่อรองรับรายได้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีสัดส่วนราว 5% ให้สมดุลกับรายจ่ายที่เป็นเงินตราต่างประเทศ (Natural Hedge) เพื่อลดความผันผวนจากค่าเงินบาท

“ต้องยอมรับว่าการขนส่งของสินค้านำเข้าส่งออกหลักของโลกยังคงเป็นการขนส่งทางเรือ เนื่องจากมีต้นทุนในการขนส่งต่ำ ดังนั้นหากสถานะการสงครามยังยืดเยื้ออยู่ ทำให้มองว่าอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในแต่ละภูมิภาคอาจมีการขยายการขนส่งทางรางเพิ่มขึ้น เพื่อให้การขนส่งสินค้าในแต่ละภูมิภาคมีความยืดหยุ่นสามารถรองรับการเกิดสถานการณ์การปิดเส้นทางเดินเรือ”

สำหรับทิศทางธุรกิจในระยะยาว MPJ ประเมินว่าหากสถานการณ์คลี่คลายลงและเส้นทางทะเลแดง (Red Sea) สามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้เต็มรูปแบบในช่วงปลายไตรมาส 2 ของปี 2569 จะกลายเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ผลักดันผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากจะเกิดความต้องการ (Demand) มหาศาลในการนำเข้าสินค้าเพื่อการบูรณะและซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการส่งออกสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้างและสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ผู้บริหารยังให้ความเห็นเชิงเปรียบเทียบว่า วิกฤตการณ์ครั้งนี้จะส่งผลกระทบที่ต่างจากช่วงสถานการณ์โควิด-19 เนื่องจากไม่ใช่การชะงักงันของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก แต่เป็นการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือตามกลยุทธ์ของสายเรือแต่ละแห่ง ทำให้ปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนจะไม่รุนแรงเท่าในอดีต เนื่องจากสายเรือสามารถบริหารจัดการหมุนเวียนตู้ไปยังภูมิภาคอื่นที่ยังดำเนินกิจกรรมทางการค้าได้ตามปกติ

“ภาวะสงครามครั้งนี้อาจจะไม่ส่งผลกระทบเรื่องภาวะตู้ขาดแคลนเหมือนช่วงโควิด เนื่องจากโควิดทั่วโลกหยุดการขนส่ง… แต่กรณีครั้งนี้สายเรือจะปรับเปลี่ยนเส้นทางและปรับ Volume หมุนตู้ที่มีไปยังประเทศอื่น”

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...