MPJ กางแผนรับมือวิกฤตฮอร์มุซ ชูสัญญาค่าบริการผันแปรคุมต้นทุนน้ำมัน-รายได้ดอลลาร์สมดุล
บมจ.เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ เผยสถานการณ์ขัดแย้งตะวันออกกลางกระทบจำกัด เหตุสัดส่วนลูกค้าในภูมิภาคมีเพียง 2% ยันโมเดลธุรกิจแกร่งด้วยสัญญาปรับราคาตามต้นทุนพลังงานจริง พร้อมบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนแบบ Natural Hedge คาดครึ่งหลังปี 69 พลิกวิกฤตเป็นโอกาสรับดีมานด์สินค้าบูรณะประเทศพุ่ง
13 มีนาคม 2569 - นายจีระศักดิ์ มานะตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ MPJ เปิดเผยถึงภาพรวมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ท่ามกลางภาวะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" โดยระบุว่าบริษัทฯ ได้วางโครงสร้างการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนไว้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะปัจจัยด้านราคาน้ำมันที่มีความผันผวนสูง
ซึ่งบริษัทฯ มีข้อตกลงในสัญญาการให้บริการที่ระบุเงื่อนไขการปรับราคาค่าบริการ (Fuel Surcharge) ตามการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดจริง ทำให้สามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นและลดผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในส่วนของโครงสร้างรายได้และการดำเนินงาน ธุรกิจลานตู้คอนเทนเนอร์และบริการ Freight Forwarder ของบริษัทฯ ได้รับผลกระทบทางตรงค่อนข้างน้อย เนื่องจากฐานลูกค้าหลักไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง โดยมีสัดส่วนรายได้จากกลุ่มลูกค้าในตะวันออกกลางเพียง 2% ของพอร์ตฟอลิโอทั้งหมด เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกรวมไปยังภูมิภาคอื่น นอกจากนี้ บริษัทยังมีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนผ่านบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ เพื่อรองรับรายได้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีสัดส่วนราว 5% ให้สมดุลกับรายจ่ายที่เป็นเงินตราต่างประเทศ (Natural Hedge) เพื่อลดความผันผวนจากค่าเงินบาท
“ต้องยอมรับว่าการขนส่งของสินค้านำเข้าส่งออกหลักของโลกยังคงเป็นการขนส่งทางเรือ เนื่องจากมีต้นทุนในการขนส่งต่ำ ดังนั้นหากสถานะการสงครามยังยืดเยื้ออยู่ ทำให้มองว่าอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในแต่ละภูมิภาคอาจมีการขยายการขนส่งทางรางเพิ่มขึ้น เพื่อให้การขนส่งสินค้าในแต่ละภูมิภาคมีความยืดหยุ่นสามารถรองรับการเกิดสถานการณ์การปิดเส้นทางเดินเรือ”
สำหรับทิศทางธุรกิจในระยะยาว MPJ ประเมินว่าหากสถานการณ์คลี่คลายลงและเส้นทางทะเลแดง (Red Sea) สามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้เต็มรูปแบบในช่วงปลายไตรมาส 2 ของปี 2569 จะกลายเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ผลักดันผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากจะเกิดความต้องการ (Demand) มหาศาลในการนำเข้าสินค้าเพื่อการบูรณะและซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการส่งออกสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้างและสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ผู้บริหารยังให้ความเห็นเชิงเปรียบเทียบว่า วิกฤตการณ์ครั้งนี้จะส่งผลกระทบที่ต่างจากช่วงสถานการณ์โควิด-19 เนื่องจากไม่ใช่การชะงักงันของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก แต่เป็นการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือตามกลยุทธ์ของสายเรือแต่ละแห่ง ทำให้ปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนจะไม่รุนแรงเท่าในอดีต เนื่องจากสายเรือสามารถบริหารจัดการหมุนเวียนตู้ไปยังภูมิภาคอื่นที่ยังดำเนินกิจกรรมทางการค้าได้ตามปกติ
“ภาวะสงครามครั้งนี้อาจจะไม่ส่งผลกระทบเรื่องภาวะตู้ขาดแคลนเหมือนช่วงโควิด เนื่องจากโควิดทั่วโลกหยุดการขนส่ง… แต่กรณีครั้งนี้สายเรือจะปรับเปลี่ยนเส้นทางและปรับ Volume หมุนตู้ที่มีไปยังประเทศอื่น”