“เวียดนาม” แซงเม็กซิโก-จีน ขึ้นแท่นประเทศเกินดุลการค้ากับสหรัฐสูงสุดของโลก เดือน ม.ค.69
"เวียดนาม" แซงเม็กซิโก-จีน ขึ้นแท่นประเทศเกินดุลการค้ากับสหรัฐสูงสุดของโลก เดือน ม.ค.69 ท่ามกลางความตึงเครียดการค้าและข้อกล่าวหาว่าอาจถูกใช้เป็นทางผ่านสินค้าจีนเพื่อเลี่ยงภาษี
วันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 13.12 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เวียดนามกลายเป็นประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐมากที่สุดในเดือนมกราคม แซงหน้าทั้งเม็กซิโกและจีน ตามข้อมูลทางการของสหรัฐที่เผยแพร่ล่าสุด โดยการส่งออกของเวียดนามไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่การส่งออกโดยตรงจากจีนไปยังสหรัฐปรับตัวลดลงอย่างมาก
ข้อมูลของสหรัฐที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี ระบุว่า ดุลการค้าเกินดุลของเวียดนามกับสหรัฐในเดือนมกราคมอยู่ที่ 19,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าทั้งหมดของสหรัฐ รองลงมาคือไต้หวัน เม็กซิโก และจีน โดยการส่งออกของเวียดนามไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้น 53% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มาอยู่ที่มากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ ในเดือนเดียวกัน ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากจีนของสหรัฐในช่วงเดียวกันลดลง 46%
ดุลการค้าเกินดุลของเวียดนามกับสหรัฐเริ่มสูงกว่าของจีนตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2568 และในช่วงสามไตรมาสที่ผ่านมาอยู่ในอันดับรองจากเม็กซิโกเท่านั้น โดยตลอดทั้งปี 2568 เวียดนามมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐรวม 178,000 ล้านดอลลาร์
การส่งออกของเวียดนามไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากมาตรการภาษีที่สูงขึ้นต่อสินค้าจีนทำให้การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐลดลง ขณะเดียวกัน เวียดนามก็เพิ่มการนำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบและสินค้าเพื่อการนำไปส่งออกต่อ โดยข้อมูลของเวียดนามระบุว่าการนำเข้าสินค้าจากจีนในเดือนมกราคมแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาหลายครั้งว่า เวียดนามอาจถูกใช้เป็นทางผ่านของสินค้าจีนที่ส่งต่อไปยังสหรัฐ เนื่องจากสินค้าที่ติดฉลาก “Made in Vietnam” จะเผชิญภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าสินค้าจีนโดยตรง โดยสินค้าที่ถูกพบว่ามีการส่งผ่านอย่างผิดกฎหมายอาจถูกเรียกเก็บภาษีสูงถึง 40% แม้ว่าทำเนียบขาวจะยังไม่ได้กำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนในการพิจารณาว่าสินค้าใดเข้าข่ายการหลีกเลี่ยงภาษี
ในขณะเดียวกันเวียดนามและสหรัฐยังคงเจรจาข้อตกลงการค้ากันมาหลายเดือน แต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ เนื่องจากความกังวลของสหรัฐต่อช่องว่างดุลการค้าที่ขยายตัว รวมถึงความเห็นต่างเกี่ยวกับอัตราภาษีที่สหรัฐต้องการเรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากเวียดนาม
ทั้งนี้สหรัฐได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียดนาม 20% ในเดือนสิงหาคม และหลังจากศาลสูงสหรัฐมีคำตัดสินให้มาตรการภาษีทั่วโลกของทรัมป์เป็นโมฆะในเดือนกุมภาพันธ์ รัฐบาลสหรัฐได้ออกมาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลก 10% เป็นเวลา 150 วัน พร้อมทั้งเปิดการสอบสวนการค้ากับเวียดนามและประเทศอื่น ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับพฤติกรรมการค้าที่อาจไม่เป็นธรรม
อ้างอิง : www.reuters.com