ท่อง 5 ถนนสายหนังสือทั่วเอเชียที่เปลี่ยน 'ตัวอักษร' ให้กลายเป็นเสน่ห์ของเมือง
สำหรับคนรักหนังสือ อะไรจะดีไปกว่าการได้เดินเล่นบนถนนสายหนังสือ แวะเวียนเข้าร้านนั้นร้านนี้ พลิกปกค้นหาเล่มที่ถูกใจ
เมืองเล็กใหญ่แทบทุกแห่ง ล้วนมีร้านหนังสือซุกซ่อนอยู่ แต่ลองจินตนาการถึงการเดินเล่นบนพื้นที่ที่มีร้านเหล่านั้นเรียงรายอยู่เต็มเส้นทาง ราวกับเป็นเมืองหนังสือ มันจะเพลินแค่ไหน
หนังสืออาจเป็นภาพแทนของความรู้ แต่หากขยับมามองในภาพกว้างของความเป็นเมือง ถนนหนังสือพิเศษและมีความสำคัญกว่านั้น เพราะสามารถเป็นทั้งพื้นที่รวมตัวสาธารณะให้ผู้คนมารวมตัว สร้างสัมพันธ์ เชื่อมต่อกันผ่านความสนใจร่วมในบรรยากาศผ่อนคลาย เป็นมิตร และมีชีวิตชีวา
ที่สำคัญคือเต็มไปด้วยร้านหนังสือที่แต่ละร้านก็มีเสน่ห์จากการคัดเลือกหนังสือ ความเชี่ยวชาญเฉพาะ และเรื่องราวที่แตกต่างกันไป
ถนนหนังสือยังเชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการวางผังเมือง เพราะเป็นการช่วยสนับสนุนร้านหนังสืออิสระและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ รวมถึงร้านรวงต่างๆ และสถานที่ท่องเที่ยวโดยรอบ ดึงดูดผู้คนให้มาเยือน กลายเป็นจุดศูนย์กลางในการฟื้นฟูเมือง ทำให้ย่านนั้นและบริเวณโดยรอบน่าอยู่และน่าท่องเที่ยว ขับเอกลักษณ์และเสน่ห์เฉพาะตัวของเมืองนั้นๆ มากขึ้น
แต่การที่ถนนสายหนังสือจะเกิดขึ้นได้ อาจต้องพึ่งพาหลายกลไก ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ปลายปีที่แล้วมีโครงการหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่ทำให้คนรักหนังสือตื่นเต้น นั่นคือ ‘BKK BOOK District’ ที่แว่วว่าจะสร้างย่านหนังสือให้กรุงเทพฯ เป็นแลนด์มาร์กด้านการอ่านและสิ่งพิมพ์ เช่นเดียวกับถนนหนังสือที่หลายคนเคยไปเยือนในต่างประเทศ
เก็บความตื่นเต้นที่จะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ไว้ก่อน แล้วลองมาสำรวจดูว่าถนนสายหนังสือที่น่าสนใจในประเทศใกล้เคียงเราที่ไหนน่าสนใจบ้าง เรื่องราวที่มาเป็นยังไง ที่สำคัญคือมันสร้างเศรษฐกิจที่ช่วยขับเคลื่อนเมืองได้ยังไงบ้าง
Jimbocho
ย่านหนังสือมือสองที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง พร้อมฉายาเมืองหนังสือที่เท่ที่สุดในโลก
รูป: Jimbocho - thehistoriantraveller.com
สำหรับคนรักหนังสือ ‘จิมโบโจ’ คือย่านที่ต้องได้ไปเยือนสักครั้ง เพราะนี่คือย่านหนังสือมือสองที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่สำคัญ จิมโบโจเพิ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นย่านที่ ‘คูล’ ที่สุดในโลกประจำปี 2025 ก็ยิ่งทำให้ย่านนี้มีทั้งความ ‘คลาสสิก’ และ ‘เท่’ เหมือนกับตัวย่านเองที่ผสมผสานระหว่างเสน่ห์ย้อนยุคและความทันสมัยอย่างลงตัว
จิมโบโจเต็มไปด้วยร้านหนังสือมือสองกว่า 150-200 ร้าน ครอบคลุมหนังสือทุกประเภท ตั้งแต่วรรณกรรมคลาสสิก มังงะ ปรัชญา ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงหนังสือวิชาการหายาก และหนังสือโบราณ รวมถึงสำนักพิมพ์ ร้านจำหน่ายอุปกรณ์ศิลปะ และร้านขายแฮนด์บิลภาพยนตร์ที่นักท่องเที่ยวหลายคนหลงใหล
นอกจากนี้ กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นจากคาเฟ่สไตล์เรโทร แกงกะหรี่ราดข้าวร้อนๆ และเสียงดนตรีสดเคล้าเครื่องดื่มในคลับดนตรี ที่เรียงรายอยู่ตามถนนยาซุกุนิ และตรอกซอกซอยต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่ดึงดูดให้ผู้คนมาเยือนจิมโบโจ แต่แม้จะดูคึกคัก ที่นี่ก็ยังมีไวบ์ที่เงียบสงบกว่าย่านพลุกพล่านหลายแห่งในโตเกียว จนทำให้จิมโบโจเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของทั้งคนรักหนังสือ นักศึกษา นักเขียน และนักท่องเที่ยว
จากจุดกำเนิดช่วงยุคเมจิ ปลายศตวรรษที่ 19 จิมโบโจอยู่ในพื้นที่ใกล้กับมหาวิทยาลัยสำคัญหลายแห่ง ในห้วงเวลานี้เองที่ความต้องการหนังสือเรียน หนังสือวิชาการ และตำราเก่าเพิ่มสูงขึ้น ร้านหนังสือจึงเริ่มเปิดเพื่อตอบสนองความต้องการของเหล่านักศึกษา นักวิชาการ และนักเขียน
หลังจากนั้นจิมโบโจค่อยๆ ผ่านกาลเวลา พัฒนากลายเป็นย่านหนังสือที่ดังที่สุดของโตเกียวด้วยหลายปัจจัย ทั้งความหลากหลายของหนังสือ ที่หากลองมาใช้เวลาค้นดีๆ อาจได้พบหนังสือหายาก ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ไปจนถึงเอกสารโบราณ
ไม่แปลกที่จิมโบโจจะเป็นแหล่งที่ปัญญาชนทั้งนักเขียน นักแปล นักประวัติศาสตร์ อาจารย์ และนักสะสมหนังสือ รวมถึงนักอ่านจากทั่วโลกมองว่าเป็นสวรรค์ของคนรักหนังสือ ทำให้ที่นี่เสมือนเป็นทั้งคลังประวัติศาสตร์และแหล่งบ่มเพาะความรู้ที่สำคัญ
ด้วยความที่ระบบนิเวศของจิมโบโจนั้นแข็งแกร่ง ร้านแต่ละร้านมีความเชี่ยวชาญเฉพาะของตนเอง ทั้งร้านหนังสือ และร้านรวงอื่นๆ ยิ่งรวมกับบรรยากาศโดยรวมของถนนหนทาง ทำให้คนที่มาเยือนอยากเดินเล่นทั้งย่าน เป็นการเพิ่ม foot traffic ทำให้เกิดการ ‘รวมตัว’ ที่แข็งแรง ของทั้งผู้ประกอบการในย่าน และนักท่องเที่ยว จนเกิดเป็นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง
อีกข้อได้เปรียบในเชิงกลยุทธ์ คือหลายร้านในจิมโบโจเป็นธุรกิจครอบครัวที่ถูกส่งต่อรุ่นสู่รุ่น ทำให้ค่าเช่าต่ำเพราะถือครองที่ดินเอง ไม่ได้ถูกกดดันด้วยกำไรระยะสั้น และกล้าขายหนังสือที่เฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะทาง
โครงสร้างของหลายร้านแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่จุดเริ่มต้น ยังทำให้การเดินเล่นดูหนังสือที่นี่แถมมาด้วย ‘ประสบการณ์’ ที่หาที่ไหนไม่ได้ จินตนาการถึงการเดินพลิกหาหนังสือ ท่ามกลางกลิ่นกระดาษ ถูกโอบล้อมด้วยชั้นหนังสือสูงจรดเพดาน และไม่ใช่แค่ร้านเดียว แต่คือมวลรวมของย่าน นอกจากความอิ่มเอมใจแล้ว บรรยากาศแบบที่ต้อง ‘ใช้เวลา’ เช่นนี้ก็ทำให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนของนักท่องเที่ยวสูง จึงเป็นการสร้างรายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ ‘ทวีคูณ’ ขึ้น ขณะที่ย่านก็ไม่ถูกทำลายด้วย overtourism
อีกปัจจัยที่สำคัญคือรัฐบาลท้องถิ่นก็ไม่ได้แทรกแซงมากเกินไป แต่สนับสนุนทางอ้อม ทั้งการอนุรักษ์อาคาร การจัดงาน Book Festival เช่น งาน Kanda Used Book Festival ก็ยิ่งเป็นการเสริมภาพลักษณ์ย่านหนังสือของจิมโบโจให้เติบโตขึ้น ดึงดูดเม็ดเงินนักท่องเที่ยวมากขึ้น เกิดเป็นผลลัพธ์ทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ยั่งยืน
Gyeongui Line Book Street
ถนนหนังสือจากเส้นทางรถไฟเก่า ภาพสะท้อนแนวคิดการพัฒนาพร้อมกับรักษาอัตลักษณ์
รูป: Gyeongui - english.visitkorea.or.kr
ถนนสายหนังสือ Gyeongui Line Book Street หรือที่เรียกกันว่า G-line ของกรุงโซล เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่สะท้อนแนวคิดของเมืองที่ต้องการพัฒนาไปพร้อมกับการยังคงรักษาอัตลักษณ์หรือความดั้งเดิมบางอย่างไว้ เพราะถนนความยาว 6.3 กิโลเมตรแห่งนี้ ถูกพัฒนาบนรางรถไฟสายเก่า
ในอดีต ทางรถไฟสาย Gyeongui เป็นเส้นทางที่วิ่งระหว่างสถานีโซลและสถานีโดราซาน ในเมืองพาจู ต่อมาถูกยกเลิกไป เมื่อรถไฟลงใต้ดิน พื้นที่บนดินจึงว่าง รัฐบาลเมืองโซล (Seoul Metropolitan Government) จึงมีแนวคิดเปลี่ยนรางรถไฟเก่าเป็นสวนสาธารณะและพื้นที่ทางวัฒนธรรม
ในปี 2016 จึงเกิดเป็นโครงการฟื้นฟูเมืองที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรม โดยเพิ่มธีม ‘หนังสือ’ เข้ามาเพื่อสร้างอัตลักษณ์ ภายใต้แนวคิด ‘หนังสือเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน’ และช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการพิมพ์
พื้นที่นี้มีทั้งร้านหนังสือ ร้านหนังสืออิสระ ร้านหนังสือเด็ก ร้านหนังสือเฉพาะทาง และหอศิลป์ ให้แวะเวียน ขณะที่จุดที่ยาวที่สุดของถนนซึ่งครอบคลุมย่านยอนนัม มักถูกเรียกว่า ‘ยอนทรัล’ เพราะมีลักษณะคล้ายกับเซ็นทรัลพาร์กของนิวยอร์ก บรรยากาศของ G-line จึงเอื้อต่อการเดินเล่นของนักอ่านสุดๆ
เนื่องจากถนนสายนี้ตั้งอยู่ครอบคลุมทั้งย่านมาโป ฮงแด และยอนนัม อันเป็นใจกลางย่านวัยรุ่นและความครีเอทีฟ แถมยังใกล้มหาวิทยาลัยอย่างฮงอิก (Hongik University) และยอนเซ (Yonsei University) ที่นี่จึงไม่ได้เป็นย่านร้านหนังสือเก่า ไม่ใช่ตลาดหนังสือแบบดั้งเดิม แต่เป็นพื้นที่สาธารณะที่รวมทั้งความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และไลฟ์สไตล์ เข้าไว้ด้วยกัน มีทั้งจุดถ่ายรูป คาเฟ่ บางครั้งก็มีการจัดกิจกรรม จึงทำให้เกิดประสบการณ์ที่หลากหลาย ถือเป็นความสำเร็จของการเปลี่ยนพื้นที่คมนาคมเก่าให้กลายเป็นพื้นที่แห่งปัญญาอย่างแท้จริง
ที่สำคัญคือ ที่นี่ยังสร้างบรรยากาศแห่ง ‘การอ่าน’ ที่ทำให้การอ่านกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวัน และลดภาพจำของหนังสือว่าเป็นสิ่ง ‘จริงจัง’ หรือ ‘เชย’
ด้วยความที่ G-line เกิดจากแนวคิดของรัฐบาลเมืองโซล ซึ่งมีบทบาทในการออกแบบพื้นที่ จัดโครงสร้าง และคุมธีม รัฐจึงทำหน้าที่เสมือนผู้ควบคุม ไม่ใช่ผู้ขาย สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ช่วยลดความเสี่ยงของผู้ประกอบการ ทำให้ธุรกิจหนังสือเล็กๆ อยู่ได้ เกิดเป็นระบบนิเวศที่มีความเสถียร
รูป: Jimbocho - thehistoriantraveller.com
หากเจาะลงไปในฝั่งของหนังสือ อย่างที่กล่าวไปว่า ร้านส่วนใหญ่ในย่านนี้คือร้านหนังสืออิสระ สำนักพิมพ์เล็ก และร้านหนังสือเฉพาะทาง ในแง่ธุรกิจจึงแข่งขันกันด้วย ‘เสน่ห์’ อันเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละร้าน และเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกตามตัวตนร้านอย่างแท้จริง
เมื่อพื้นที่ที่ถูกออกแบบมาให้มีความเป็น ‘ไลฟ์สไตล์’ ที่ผสมผสานอยู่ จึงทำให้ G-line ไม่ได้ขายเพียงหนังสือเป็นหลัก แต่ขายประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นร้านหนังสือ พื้นที่สาธารณะ คาเฟ่ ร้านอาหาร แกลเลอรี หรือร้านออกแบบ ทุกส่วนทำงานสอดประสานและส่งเสริมกันในภาพรวม G-line จึงดึงดูดทั้งคนรุ่นใหม่ นักท่องเที่ยว คนในพื้นที่ เกิดเป็นแพตเทิร์นของ ‘การใช้จ่าย’ ที่กระจายไปหลายจุด
ที่นี่จึงเป็นอีกพื้นที่ที่สะท้อนความเก่งของการสร้าง ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ของเกาหลีใต้ เพราะการลงทุนในการพัฒนาพื้นที่เก่าอย่างจริงจัง ปรับให้เข้ากับบริบทของยุคสมัย ขณะที่เลือกเกาะเกี่ยวองค์ความรู้และการส่งต่อ จึงทำให้ G-line ยิ่งเสริมภาพลักษณ์ของกรุงโซลให้เป็นเมืองแห่งความคิดสร้างสรรค์ เป็นเมืองที่อ่านหนังสือ และเป็นเมืองที่ให้พื้นที่กับความคิด สิ่งที่ได้กลับมาจึงอาจไม่ใช่ปัจจัยที่เป็นเงินสะพัดจำนวนมากและรวดเร็ว แต่คือการสร้างนิเวศอันยั่งยืนของเมือง
Mahila Haat Book Market
ขุมทรัพย์คนรักหนังสือและของเก่าทั่วอินเดีย ความเรียลที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและโครงสร้างเมือง
รูป : Mahila Haat - www.linkedin.com
การมาเยือนอินเดียอาจไม่ได้ทำให้ใครหลายคนนึกถึงการเดินเล่นช้อปปิ้งหนังสือ แต่สำหรับคนอินเดีย ตลาดหนังสือดารยาจันจ์ (Daryaganj Book Market) ที่ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าเดลี เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่มีชื่อเสียงมากที่สุดสำหรับคนรักหนังสือทั่วอินเดีย
Daryaganj Book Market นับเป็นตลาดหนังสือกลางแจ้งที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอินเดีย คนในพื้นที่มักเรียกว่า Sunday Barzaar หรือตลาดวันอาทิตย์ เพราะจะเปิดทุกวันอาทิตย์ มีชื่อเสียงจากความหลากหลายของหนังสือ ตั้งแต่ตำราเรียน คู่มือสอบแข่งขัน และคู่มือวิชาชีพ ไปจนถึงนวนิยาย ชีวประวัติ นิตยสาร และหนังสือหายาก ในราคาเป็นมิตร
ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่ที่นี่ยังมี ‘ขุมทรัพย์’ ของเก่าให้ได้ลองค้นหา เช่น เหรียญเก่า เครื่องประดับ เครื่องเขียน เสื้อผ้า รวมถึงเครื่องดนตรีหลากหลายชนิด เช่น กีตาร์ เปียโน กลอง วีณา ทับลา และซิตาร์ ที่นี่จึงเป็นสวรรค์สำหรับนักอ่านและนักล่าของถูกอย่างแท้จริง
ความที่ตั้งอยู่ย่านเมืองเก่า ทำให้ที่นี่คึกคักอย่างมาก ยิ่งรวมกับบรรยากาศและเสน่ห์แบบอินเดีย Daryaganj Book Market จึงเป็นแลนด์มาร์กของทั้งนักอ่าน นักท่องเที่ยว และนักสะสม
ประวัติศาสตร์ของที่นี่ต้องย้อนไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ย่าน Daryaganj ถือเป็นศูนย์กลางของโรงพิมพ์ สำนักพิมพ์ และหนังสือพิมพ์ (รวมถึง Times of India ในอดีต) โดยสำนักพิมพ์จะขายหนังสือล้นสต็อก (overstock) ส่วนหนังสือพิมพ์หรือตำราที่ใช้แล้วก็จะถูกนำมาขายต่อ ขณะที่พ่อค้าแผงลอยเริ่มรวมตัวกันทุกสัปดาห์ จนเกิดเป็นการก่อรูปของตลาดแห่งนี้
เมื่อหนังสือที่ถูกขายส่วนใหญ่เป็นตำราเรียน หนังสือสอบ นิยาย หนังสือภาษาอังกฤษ-อินเดีย แถมราคาถูก จึงทำให้ได้รับความนิยม เพราะเป็นตลาดที่ทำให้ ‘ความรู้’ สามารถเข้าถึงได้ทุกชนชั้น
หากมองความสำเร็จของ Daryaganj Book Market ในเชิงกลยุทธ์ ร้านหนังสือ (ซึ่งจริงๆ แล้วส่วนใหญ่จะเป็นแผงลอย) ถือว่ามีตำแหน่งที่ชัดเจน เพราะความที่เป็นหนังสือมือสองหรือหนังสือล้นสต็อกจากสำนักพิมพ์ และหนังสือเรียนรุ่นเก่า จึงมีต้นทุนเกือบเป็นศูนย์และไม่ต้องลงทุนการผลิตเลย ขณะที่ตลาดซึ่งจะเปิดแค่วันอาทิตย์จึงทำให้เกิด sense of urgency ที่ผู้มาเยือนต้องมาเพียงวันเดียวเท่านั้น
ในแง่หนึ่ง หนังสือที่นำมาขายจึงเป็นการระบายสต็อกให้สำนักพิมพ์ ลดต้นทุนคลังสินค้า และเพิ่ม cash flow ให้สำนักพิมพ์ ขณะที่เป็นการสร้างงานให้กับพ่อค้าแผงลอย คนขนของ คนซ่อมหนังสือ อันเป็นงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบ แถมยังเป็นการลดขยะและเพิ่มอายุสินทรัพย์ความรู้อย่างหนังสืออีกด้วย
อย่างไรก็ดี ความไม่เป็นทางการนี่เองก็อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านกฎหมาย ในปี 2019Daryaganj Book Market จึงย้ายไปที่มาฮิลา ฮาต (Mahila Haat) ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินเดลี เกต (Delhi Gate) ใกล้กับถนนอาซาฟ อาลี (Asaf Ali Road) เพื่อเพิ่มความเป็นระเบียบขึ้น แถมยังมีพื้นที่กว้างขวางกว่า ลดความแออัด และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ขณะที่ยังคงความเป็นสัญลักษณ์ของตลาดหนังสือแห่งเดลีอยู่
ที่นี่จึงเป็นตัวอย่างของตลาดหนังสือที่มีเอกลักษณ์อย่างยิ่ง ไม่ต้อง curated ไม่มีไลฟ์สไตล์ แต่คือความเรียล และคือโครงสร้างพื้นฐานของความรู้ในประเทศกำลังพัฒนาที่น่าเรียนรู้
Chongqing South Road
ถนนสายความรู้และการศึกษา แหล่งรวมนิเวศหนังสือแห่งความทรงจำร่วมของชาวไทเป
รูป : Chongqing - www.travel.taipei
ในยุคก่อนที่ร้านหนังสือ Eslite สาขาที่โด่งดังอย่าง Dunhua ซึ่งเป็นร้านหนังสือแห่งแรกของโลกที่เปิด 24 ชม. จะสร้างปรากฏการณ์เป็นจุดนัดพบยามค่ำคืน ถนนฉงชิงใต้คือสวรรค์ช้อปปิ้งหนังสือยอดนิยมในไทเปมาก่อน
หากเป็นยุคเฟื่องฟู ถนนแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ Taipei Main Station สถานีรถไฟอันเป็นศูนย์กลางคมนาคมของเมืองไทเป มีร้านหนังสือเรียงรายมากกว่า 100 ร้าน ครอบคลุมสิ่งพิมพ์ทุกประเภท ตั้งแต่นิยาย หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ไปจนถึงหนังสือจากจีนที่พิมพ์ด้วยอักษรจีน และแม้แต่หนังสือเตรียมสอบที่หายาก เรียกได้ว่ามีทุกอย่างที่นักอ่านต้องการ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไต้หวันให้ความสำคัญกับการศึกษาและการสอบแข่งขัน ความต้องการหนังสือเรียนและตำราจึงสูงมาก และด้วยความที่อยู่ใกล้โรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถาบันกวดวิชา สำนักพิมพ์และร้านหนังสือจึงย้ายมาเกาะกลุ่มกันจนทำให้ถนนสายนี้ทั้งเส้นกลายเป็นถนนความรู้ของประเทศ ในทางหนึ่ง ถนนสายนี้จึงเติบโตจากความต้องการในเชิงการศึกษา ไม่ใช่การท่องเที่ยวหรือการสร้างภาพลักษณ์ของเมือง
เมื่อเป็นเช่นนั้น นักเรียน นักศึกษา ครูบาอาจารย์ จึงต้องมาที่นี่ เพื่อหาหนังสือสอบเฉพาะทาง หนังสือเรียนจากหลากสำนักพิมพ์ ขณะที่สำนักพิมพ์ใหญ่เลือกมาตั้งสำนักงานในย่านนี้ หนังสือตำราเรียนออกใหม่สดๆ ร้อนๆ จึงกระจายได้เร็ว ถนนแห่งนี้จึงรุ่งเรืองมากในช่วงทศวรรษ 1970-1990
ความนิยมของถนนสายนี้ไม่ใช่แค่ไต้หวัน แต่นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศอย่างเช่นญี่ปุ่นและฮ่องกงก็เดินทางมาซื้อหนังสือที่นี่ ในยุคที่ยังไม่มีใครรู้จักเอไอ ว่ากันว่าถ้าลองไปถามเจ้าของร้านหนังสือในย่านนี้ (ที่มักนั่งสบายๆ อ่านหนังสือพิมพ์) เพื่อหาหนังสือที่ต้องการ พวกเขาเหล่านั้นสามารถแนะนำให้ได้ราวกับเป็น ‘กูเกิล’ เลยทีเดียว
ขณะที่หลายร้านในย่านนี้เป็นทั้งสำนักพิมพ์, ผู้จัดพิมพ์, ผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก ความสำเร็จในเชิงเศรษฐกิจของถนนสายนี้จึงเกิดขึ้นเนื่องจาก ‘ความชัดเจน’ ของร้านหนังสือ และ ‘ความต้องการ’ ที่แน่นอนของคนซื้อหนังสือที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะตำราเรียน
อย่างไรก็ตาม ความที่ถนนสายนี้พึ่งพาหนังสือเรียนมากเกินไป และปรับตัวช้ากับการมาถึงของโลกดิจิทัล รวมถึงการขายแบบออนไลน์ จึงทำให้ย่านนี้เสื่อมความนิยมลงไปหลังปี 2000 หากแต่คนไต้หวันรุ่นเก๋าจำนวนมากยังมี ‘ความทรงจำ’ กับถนนแห่งนี้
เมื่อรวมกับบรรยากาศสังคมยุคใหม่ที่เริ่มโหยหา ‘เสน่ห์แบบอดีต’ รวมถึงการเริ่มมีร้านกาแฟ ร้านหนังสือเฉพาะทาง มีสำนักพิมพ์อิสระเกิดขึ้น ก็ทำให้ถนนสายนี้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักอ่านที่อยากมาดื่มด่ำบรรยากาศถนนสายหนังสือแห่งนี้ และเลือกซื้อหนังสือดีๆ สักเล่มมาอ่านสบายๆ อยู่ดี
Nguyen Van Binh
ถนนหนังสือเก่าแก่ใจกลางเมือง เมื่อรัฐบาลท้องถิ่นอยากส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน
รูป : Ho Chi Minh - vinpearl.com
‘เหงียนฟานบินห์’ หรือที่รู้จักในชื่อถนนหนังสือโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Book Street) นับเป็นหนึ่งในถนนที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง ประวัติศาสตร์ของถนนสายนี้ยาวนานและมีการเปลี่ยนชื่อหลายครั้ง แต่ละชื่อสะท้อนถึงยุคสมัยต่างๆ ของเมืองโฮจิมินห์
ย้อนกลับไปช่วงที่เวียดนามถูกฝรั่งเศสยึดครองตอนกลางถึงปลายศตวรรษที่ 19 ถนนแห่งนี้เป็นที่รู้จักในชื่อถนนฮ่องกง (Hong Kong Street) เชื่อกันว่าสะท้อนถึงสถานะของเมืองในฐานะศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นคาร์ดิส (Cardis) ซึ่งเป็นชื่อที่ฟังดูเป็นตะวันตกมากขึ้น และในที่สุดก็เปลี่ยนชื่อเป็นเหงียนเฮา (Nguyen Hau) หลังจากเวียดนามได้รับเอกราชในปี 1955
กระทั่งในปี 2000 จึงเปลี่ยนเป็นถนนเหงียนฟานบินห์ (Nguyen Van Binh) เพื่อเป็นเกียรติแก่บาทหลวงและปัญญาชนผู้มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์เวียดนาม ซึ่งเป็นจุดสำคัญ เพราะแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงความคิดของเมืองที่หันมาให้ความสำคัญกับความรู้และการเรียนรู้
ขณะที่โฮจิมินห์เป็นเมืองเศรษฐกิจโตเร็ว แต่พื้นที่วัฒนธรรมการอ่านเริ่มเลือนหาย รัฐบาลท้องถิ่น (Ho Chi Minh City People’s Committee) จึงริเริ่มโครงการที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สร้างพื้นที่สาธารณะเชิงความรู้ และใช้หนังสือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของเมือง นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเป็น ‘ถนนหนังสือ’ ในปี 2016 และเป็นแห่งแรกของเวียดนาม
ถนนหนังสือโฮจิมินห์ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ทอดยาวจากถนนไห่บาจุงไปจนถึงมหาวิหารนอเทรอดาม บนระยะทางเพียง 144 เมตรแห่งนี้ มีแผงหนังสือจากสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น Alphabooks, Nha Nam, Ho Chi Minh City General Publishing House, Kim Dong หรือ Thai Ha ด้วยความที่อยู่ในจุด tourist core ของเมือง นักท่องเที่ยวจึงเข้าถึงได้ง่าย หรือแม้กระทั่งเดินผ่านโดยบังเอิญก็ได้
ร้านหนังสือแต่ละแห่งมีหนังสือหลากหลายประเภทตั้งแต่วรรณกรรม การเมือง สังคม วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และภาษาต่างประเทศ รวมถึงการ์ตูน นิยาย และอีกมากมาย แม้จะเป็นถนนสายเล็กๆ แต่ด้วยความที่ปลูกต้นไม้เรียงราย จึงทำให้บรรยากาศร่มรื่น สดชื่น น่าเดินเล่นใช้เวลามาก
ด้วยความที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการถนนสายนี้ รัฐจึงมีบทบาททั้งในการออกแบบพื้นที่ วางแผนจัดสรรประเภทและสัดส่วนของผู้เช่าพื้นที่ จึงช่วยลดความเสี่ยงของผู้ประกอบการ (ที่ต้องผ่านการคัดเลือก) ร้านหนังสือกล้าลงทุน ขณะที่ราคาหนังสือที่ไม่สูงมาก
บรรยากาศโดยรวมของถนนและร้านค้าที่มีความเป็นมิตร ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ นักท่องเที่ยวจึงแวะง่าย ในมุมหนึ่งจึงสามารถขยายตลาดนักอ่านใหม่ๆ ได้ ควบคู่ไปกับการจัดอีเวนต์ เวิร์กช็อป จึงเกิดเป็นระบบนิเวศที่เสถียร
ไม่ใช่แค่ร้านหนังสือ แต่ร้านรวงโดยรอบทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของร้านหนังสือแต่ละร้าน ก็ทำให้ถนนสายนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่น่าค้นหา ที่ไม่ว่าใครก็ต้อง ‘หยุด’ เพื่อใช้เวลากับพื้นที่แห่งนี้