โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดูข่าวก็เครียด ไม่ดูก็รู้สึกตามโลกไม่ทัน สำรวจสภาวะความเครียดจากการเสพข่าว เมื่อบาดแผลทางใจเริ่มจากการไถจอ

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตรอบด้าน ทั้งสงคราม ความขัดแย้ง และความรุนแรงที่ปะทุขึ้นในทุกมุมโลก การติดตามข่าวสารกลายเป็นสิ่งที่เราทำโดยแทบไม่ต้องคิด เพราะในฐานะพลเมืองของสังคมประชาธิปไตย เราต่างเชื่อว่าการรับรู้คือหน้าที่ รวมถึงเราจำเป็นต้องเข้าใจว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เพื่อตัดสินใจ เตรียมตัว และเพื่อไม่ให้ความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับเพื่อนมนุษย์ถูกมองข้ามไป

อย่างไรก็ตามยิ่งพยายามทำหน้าที่พลเมืองผู้ตื่นรู้ผ่านการเสพข่าวสารไปมากมายสักเท่าไหร่ สิ่งที่สะท้อนกลับมาหาตัวเราเป็นด่านแรกกลับกลายเป็นความรู้สึกหนักอึ้งที่สะสมอยูภายใน และเมื่อถึงจุดหนึ่งสิ่งนี้ก็อาจทำให้เราเริ่มอยากถอยห่างออกจากข่าวมากขึ้นไปทุกที แต่พอไม่ตามข่าวก็กลับยิ่งสร้างความรู้สึกผิดมหันต์ให้ก่อเกิดภายในจิตใจมากกว่าเดิม เพราะมันเหมือนกับว่าเรากลายเป็นคนที่ละทิ้งโลกทั้งใบไป โดยไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ติดตามก็เครียด ไม่ติดตามก็รู้สึกผิด สภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนเพียงไม่กี่คน แต่กำลังแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมากทั่วโลก ซึ่งมันมีชื่อเรียกและคำอธิบายที่สมเหตุสมผล

Doomscrolling เมื่อเราจมจ่อมอยู่กับความวายป่วงบนหน้าฟีด

ในเช้าอันแสนสดใส ช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นวันใหม่ แทนที่เราจะตื่นมาบิดขี้เกียจ หรือกลิ้งไปมาบนที่นอนเพื่อให้ความงัวเงียหายไป แต่สำหรับหลายคนพวกเขากลับเลือกใช้วิธีปลุกตัวเองด้วยการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถหน้าฟีดไปมา ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนมีแต่ข่าวคราวที่ไม่น่าอภิรมย์นัก

เพราะโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย ทำให้ผู้คนต้องคอยติดตามข่าวสารอยู่ตลอดเวลา การไถฟีดอย่างไม่รู้จบ จึงนับได้ว่าเป็นสิ่งที่แยกขาดจากคนในยุคปัจจุบันไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา ที่ได้เซ็ตมาตรฐานให้ผู้คนต้องติดอยู่กับหน้าจอ ทำให้พฤติกรรมการไถฟีดอย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อเสพความวายป่วงของโลกใบนี้นี้ถูกเรียกว่า ‘doomscrolling’

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเตือนว่า มันกำลังกลายเป็นภัยเงียบต่อสุขภาพกายและใจ เพราะสมองของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้รับมือกับความเครียดได้เป็นช่วงสั้นๆ ทว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ข้อความจากสื่อที่เราได้รับมา มีแต่ความเลวร้ายมากกว่าความหวัง ดังนั้นความเครียดจึงเริ่มจะสะสมในใจของเราไปเรื่อยๆ

Secondary Traumatic Stress ความเครียดจากการเห็นความเจ็บปวดของผู้คน

จากการที่เราเสพข่าวสารอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงซ้ำๆ ทุกวันเป็นเวลานาน และต้องเห็นความน่าสลดที่เกิดขึ้นกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองมากมาย สิ่งที่จะตามมาคือความเครียดที่ฝังลึกจากการรับรู้ถึงความเจ็บปวดของผู้อื่น หรือที่เรียกว่าสภาวะรับผลกระทบจากบาดแผลทางใจมือสอง (Secondary Traumatic Stress)

ซึ่งก่อนหน้านี้ สภาวะนี้มักเกิดขึ้นกับกลุ่มนักข่าว บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับความเจ็บปวด หรือความเป็นความตายของผู้คน แต่สิ่งที่น่ากังวลใจคือ ในปัจจุบันสิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นกับคนธรรมดาอย่างเรา ที่เพียงแค่นั่งอ่านข่าวอยู่คนเดียวในห้อง

ซึ่งเหตุผลมาจากการที่สมองของเราไม่ได้แยกแยะว่า สิ่งที่เห็นบนหน้าจอนั้นเกิดขึ้นต่อหน้าหรือไม่ เมื่อสมองถูกหลอกว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย มันจะส่งสัญญาณกระตุ้นระบบประสาทให้เข้าสู่สภาวะ 'สู้หรือหนี' (Fight-or-Flight Response) ร่างกายก็จะหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนออกมา ทำให้สุดท้ายแล้วการแบกรับความเครียดจำลองนี้ ถ้าหากสะสมไปเรื่อยๆ ก็อาจนำไปสู่บาดแผลทางใจในที่สุด

ความกลัวที่ลุกลามไปยังอนาคต

เมื่อการดำดิ่งอยู่บนหน้าฟีดที่เต็มไปด้วยเรื่องเลวร้ายทำให้เกิดความเครียดสะสม สิ่งที่จะตามมาก็คือ ความรู้สึกหวาดกลัวจากความปั่นป่วนของโลก ซึ่งทำให้ภาพอนาคตของเราเริ่มดูไม่แน่นอน และเต็มไปด้วยความเสี่ยง

เหล่านี้ได้ผลักให้ใครหลายคนตกอยู่ในสภาวะ 'ความวิตกกังวลล่วงหน้า' (Pre-emptive Anxiety) หรือขั้นกว่าอย่าง 'ความกลัวต่อการดำรงอยู่' (Existential Fear) ซึ่งเป็นความรู้สึกว่าตัวตนและวิถีชีวิตของเรากำลังถูกคุกคามจากโลกที่สั่นคลอน ราวกับว่าทุกสิ่งรอบตัวพร้อมจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นชัดจากจำนวนผู้ป่วยโรควิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2050 ตัวเลขอาจพุ่งสูงถึง 87 ล้านคน จนหลายคนเริ่มเรียกช่วงเวลานี้ว่า ‘ยุคแห่งความวิตกกังวล’

ซึ่งแนวโน้มที่น่ากังวลนี้ ไม่ได้เกิดจากการระบาดของโควิด-19 เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลจากความไม่มั่นคงระดับโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งความขัดแย้งทางการเมือง ภัยพิบัติ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งหมดนี้ปรากฏอยู่บนหน้าฟีดข่าวให้เราเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ดังนั้นทางออกของปัญหานี้จึงอาจเริ่มต้นการสร้าง 'ขอบเขต' ในการเสพข่าวสารอย่างพอดี โดยจำกัดเวลาการรับรู้ข่าวสาร และแยกพื้นที่ส่วนตัวออกจากหน้าจอให้ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้วินาศกรรมอันหนักหน่วงจากโลกภายนอก เข้ามากัดกินพื้นที่แห่งความสงบสุขในชีวิตจริงของเราในทุกลมหายใจ

และเราต้องพึงตระหนักอยู่เสมอว่า โลกใบนี้กว้างใหญ่และมีวิกฤติการณ์เกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา การอนุญาตให้ตัวเองได้ ถอยห่างจากหน้าจอเพื่อกลับมาดูแลจิตใจบ้าง ไม่ใช่การปิดตาหลีกหนีความจริง และไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพในการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของเราลดลงแต่อย่างใด แต่มันคือการถอยกลับมาเคารพตัวเองในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่ง

เพราะสุดท้ายการรักษาความมั่นคงทางจิตใจของตัวเราต่างหาก คือหน้าที่ขั้นพื้นฐานที่สุด เพราะหากโลกพังแล้วใจเรายังพังไปตามอีก เราก็ไม่อาจลุกขึ้นมาช่วยเหลือสังคม ตั้งคำถาม หรือทวงความยุติธรรมให้กับใครอีกได้เลย

อ้างอิง:

ScienceDirect.ScienceDirect Article. https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S245195882400071X

Harvard Health.Doomscrolling dangers. https://www.health.harvard.edu/mind-and-mood/doomscrolling-dangers

PubMed.PubMed Article. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/38429976/

iSTRONG.Secondary Traumatization. https://www.istrong.co/single-post/secondary-traumatization?srsltid=AfmBOooGxwMjj9S_UrceC-TgteaLJdn4jKVxzKCD0cRRkVLpK2gqjEHP

MentalHealth.Anxiety and television. https://www.mentalhealth.com/library/anxiety-and-television

Harvard Health.Understanding the stress response. https://www.health.harvard.edu/healthy-aging-and-longevity/understanding-the-stress-response

บทความต้นฉบับได้ที่ : ดูข่าวก็เครียด ไม่ดูก็รู้สึกตามโลกไม่ทัน สำรวจสภาวะความเครียดจากการเสพข่าว เมื่อบาดแผลทางใจเริ่มจากการไถจอ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...