'พิพัฒน์' สั่งด่วนเบรก 'อิตาเลียนไทย' สร้างทางยกระดับทุกโครงการ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุโครงเหล็กติดตั้งสะพาน ร่วงบนถนนพระราม 2 และสั่งปิดจราจรช่องหลัก 24 ชม. พร้อมระดมเครน-เครื่องจักรกู้สถานการณ์และกั้นพื้นที่เพื่อความปลอดภัย
ทั้งนี้อุบัติเหตุโครงเหล็กติดตั้งสะพาน (Launching Gantry: LG) ร่วงหล่นในโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M82 ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว (ตอน 7) บริเวณ กม. 30 ถนนพระราม 2 บริเวณถนน พระราม2
"สิ่งสำคัญเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือการนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด โดยเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาได้ 1 ราย" นายพิพัฒน์ กล่าว
ส่วนอีก 1 ราย จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันพรุ่งนี้ อุปสรรคหลักคือแผ่นปูนขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมากทับอยู่ ขณะเดียวกัน การคืนพื้นผิวการจราจรคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 15 วัน
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะบนถนนพระราม 2 ซึ่งประชาชนผู้ใช้เส้นทางมีความกังวลมาโดยตลอด เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการก่อสร้างโครงสร้างลอยฟ้าหรือโครงการทางยกระดับ และยังเป็นเหตุซ้ำต่อเนื่องจากกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2567
ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวงได้กำชับผู้รับเหมาอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทผู้รับเหมาหลักมีการซับงานต่อให้บริษัทอื่น ต้องมีการควบคุมดูแลบริษัทซับอย่างเคร่งครัดที่สุด
นอกจากนี้ในวันเดียวกัน เวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมด่วนด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างของกระทรวงคมนาคม จากกรณีเครนถล่ม 2 จุดภายใน 2 วัน คาดว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมออกมาอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน กรมทางหลวงได้มีคำสั่ง ให้หยุดการก่อสร้างโครงการโครงสร้างลอยฟ้าทุกโครงการของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวปล็อปเมนต์ จำกัด ( มหาชน ) ที่อยู่ภายใต้การกำกับของกรมทางหลวง
"ตนได้สั่งตรวจสอบย้อนหลังทุกโครงการ เพื่อหาสาเหตุของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำในช่วงเวลาใกล้เคียงกันว่าเกิดจากคน หรือกระบวนการใดกันแน่” นายพิพัฒน์ กล่าว
สำหรับไซต์งานที่เกิดเหตุ นายพิพัฒน์ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นช่วงพักการก่อสร้าง ซึ่งตามขั้นตอนก่อนพักงานจะต้องมีการตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างแล้ว แต่สุดท้ายกลับเกิดเหตุขึ้น แสดงให้เห็นว่าจำเป็นต้องตรวจสอบเชิงลึกอย่างรอบด้าน
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้บริษัทฯต้องกลับไปตรวจสอบอย่างละเอียด ตั้งแต่ผู้ควบคุมงานในช่วงเกิดเหตุ การตรวจสอบตามกระบวนการ
รวมถึงเหตุผลว่าทำไมแม้มีการตรวจแล้ว โครงสร้างจึงยังพังถล่มลงมา โดยบริษัทต้องเป็นผู้หาข้อเท็จจริงในส่วนของตนเอง
ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมา คู่ขนาน โดยจะไม่ยึดถือข้อมูลจากบริษัทผู้รับเหมาเพียงฝ่ายเดียว
ทั้งนี้จะเชิญผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้ามาประเมินและวิเคราะห์ เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลของบริษัทกับข้อมูลของภาครัฐอย่างเป็นธรรม
สามารถสืบย้อนกระบวนการทำงานย้อนหลัง ตั้งแต่คืนก่อนเกิดเหตุ การประกอบชิ้นงาน
การควบคุมงานของโฟร์แมน รวมถึงการกำกับดูแลของบริษัทควบคุมงานอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งจะต้องตรวจสอบทั้งหมด
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนบทลงโทษผู้รับเหมาที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำ กระทรวงคมนาคมมีมาตรการรองรับอยู่แล้ว
โดยบริษัทผู้รับเหมารายดังกล่าวยังมีโครงการอื่นที่ต้องดำเนินการต่อ ซึ่งคาดว่านายกรัฐมนตรีและตนเองจะมีข้อสั่งการที่ชัดเจนเพิ่มเติมภายหลังการหารือในที่ประชุม
"กรณีนี้อาจถึงขั้นแบล็กลิสต์หรือไม่นั้น ใกล้เคียงกัน แต่ยังไงต้องมีมาตรการออกมาแน่นอน เพราะเกิดเหตุซ้ำถึง 2 วัน” นายพิพัฒน์ กล่าว
อย่างไรก็ดีการขึ้นแบล็กลิสต์เป็นมาตรการที่มีผลกระทบสูงต่อบริษัทผู้รับเหมา ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังในการทำงานมากยิ่งขึ้น
หากไม่สามารถรักษามาตรฐานความปลอดภัยได้ โอกาสในการดำเนินธุรกิจในอนาคตอาจสูญหายไป และหากไม่ต้องการให้เกิดมาตรการเช่นนั้น สิ่งเดียวที่ต้องทำคือทำให้การก่อสร้างปลอดภัยอย่างแท้จริง