ปฏิวัติวงการวัคซีน! สแตนฟอร์ดพัฒนา “สเปรย์จมูกโดสเดียว” สู้หวัด โควิด ไข้หวัดใหญ่ ภูมิแพ้
นักวิจัยชี้เป็นการเปลี่ยนหลักคิดวัคซีนครั้งใหญ่ในรอบกว่า 200 ปี จากการป้องกันเชื้อเฉพาะตัว สู่การสร้างภูมิคุ้มกันแบบครอบจักรวาล สู้หวัด โควิด ไข้หวัดใหญ่ ภูมิแพ้บางชนิด
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 05.18 น. สำนักข่าว BBC รายงานว่า นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา พัฒนาแนวคิดวัคซีนพ่นจมูกแบบใหม่ที่อาจสามารถป้องกันได้ทั้งโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 การติดเชื้อแบคทีเรียในปอด และอาจช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้บางชนิดได้ โดยขณะนี้ยังอยู่ในขั้นทดลองในสัตว์ และเตรียมเข้าสู่การทดลองในมนุษย์
ทีมวิจัย ระบุว่า แนวทางนี้ถือเป็นการพลิกหลักคิดวัคซีนแบบเดิมโดยสิ้นเชิง ซึ่งตลอดกว่า 200 ปีที่ผ่านมา วัคซีนถูกออกแบบให้กระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันเชื้อโรคเฉพาะชนิด เช่น วัคซีนหัดป้องกันได้เฉพาะหัด วัคซีนอีสุกอีใสป้องกันได้เฉพาะอีสุกอีใส นับตั้งแต่ยุคของเอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ผู้บุกเบิกวัคซีนในศตวรรษที่ 18
โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science เสนอแนวคิดต่างออกไป แทนที่จะฝึกระบบภูมิคุ้มกันให้จำเพาะต่อเชื้อชนิดหนึ่ง วัคซีนชนิดนี้จะเลียนแบบกระบวนการสื่อสารของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวในปอดที่เรียกว่าแมคโครฟาจ (macrophages) อยู่ในภาวะเตรียมพร้อมขั้นสูง หรือเหมือนสัญญาณไฟเหลืองเตือนภัย (amber alert) พร้อมตอบสนองต่อเชื้อโรคแทบทุกชนิดที่เข้าสู่ร่างกาย
ผลการทดลองในสัตว์ พบว่า ภาวะเตรียมพร้อมนี้คงอยู่ราว 3 เดือน และช่วยลดปริมาณไวรัสที่สามารถผ่านปอดเข้าสู่ร่างกายได้มากถึง 100-1,000 เท่า หากมีเชื้อหลุดรอดเข้าไป ระบบภูมิคุ้มกันส่วนอื่นก็จะตอบสนองได้อย่างรวดเร็วผิดปกติ
ศาสตราจารย์บาลี ปูเลนดราน ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยาจากสแตนฟอร์ด อธิบายว่า วัคซีนนี้สามารถกระตุ้นการป้องกันที่กว้างกว่าวัคซีนทั่วไป ไม่เพียงครอบคลุมไวรัสไข้หวัดใหญ่ โควิด หรือไวรัสหวัด แต่ยังรวมถึงไวรัสแทบทุกชนิดที่ทดสอบ รวมถึงแบคทีเรียบางสายพันธุ์ เช่น Staphylococcus aureus และ Acinetobacter baumannii
นอกจากนี้กลไกการปรับสมดุลภูมิคุ้มกันยังดูเหมือนช่วยลดการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหอบหืดจากภูมิแพ้
ศาสตราจารย์แดเนียลา เฟอร์เรรา ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนวิทยาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัย กล่าวว่า นี่เป็นงานวิจัยที่น่าตื่นเต้นมาก และอาจเปลี่ยนวิธีที่เราป้องกันโรคทางเดินหายใจทั่วไปได้ หากผลลัพธ์ได้รับการยืนยันในการทดลองในมนุษย์
อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามสำคัญอีกหลายประเด็น เช่น
- ผลลัพธ์ในหนูจะเกิดขึ้นเช่นเดียวกันในมนุษย์หรือไม่
- ภาวะเตรียมพร้อมสูงของภูมิคุ้มกันจะคงอยู่นานเพียงใด
- การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้อยู่ในระดับสูงกว่าปกติ อาจเสี่ยงต่อภาวะภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองหรือไม่
นักวิทยาศาสตร์บางราย เตือนว่า การทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะเฝ้าระวังตลอดเวลา อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ หากระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองเกินความจำเป็น
ทีมวิจัยจึงเตรียมทดสอบในมนุษย์ โดยอาจฉีดวัคซีนให้ผู้เข้าร่วมทดลอง แล้วจงใจให้ติดเชื้อภายใต้การควบคุม เพื่อดูว่าร่างกายตอบสนองอย่างไร
นักวิจัยย้ำว่า วัคซีนแบบครอบจักรวาลนี้ไม่ได้มีเป้าหมายแทนที่วัคซีนเฉพาะโรคในปัจจุบัน แต่จะใช้เป็นเครื่องมือเสริม โดยเฉพาะในช่วงต้นของโรคระบาดใหม่ เช่น ช่วงเริ่มต้นโควิด-19 ซึ่งโลกยังไม่มีวัคซีนจำเพาะ หากมีวัคซีนแบบนี้ อาจช่วยลดอัตราการเสียชีวิต ลดความรุนแรงของโรค และเพิ่มความยืดหยุ่นของภูมิคุ้มกันในระดับประชากรได้
อีกแนวคิดหนึ่งคือ การใช้เป็นสเปรย์ป้องกันฤดูหนาว เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันแบบกว้างในช่วงที่ไวรัสทางเดินหายใจหลายชนิดระบาดพร้อมกัน
อ้างอิง : www.bbc.com