ล้มทฤษฎี 'กุหลาบวาเลนไทน์' ตายผ่อนส่ง
บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน
ล้มทฤษฎี ‘กุหลาบวาเลนไทน์’
ตายผ่อนส่ง
ทฤษฎี “กุหลาบวาเลนไทน์” ที่ถูกสร้างขึ้นมาในฐานะสัญลักษณ์แห่งความรัก ความโรแมนติก และการมอบสิ่งที่งดงามให้แก่กันใน “วันแห่งความรัก”
ทว่า หากย้อนกลับไปพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ในเชิงโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจ จะพบว่า กุหลาบ ที่ถูกมอบให้กันในวันวาเลนไทน์ เป็นผลผลิตของธุรกิจที่เต็มไปด้วยสารเคมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาฆ่าแมลง และปุ๋ยเคมีที่ใช้เร่งการเจริญเติบโต
อุตสาหกรรมการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งไร่กุหลาบในประเทศไทย เป็นหนึ่งในภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพาสารเคมีอย่างเข้มข้นเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ตรงตามความต้องการของตลาด
แหล่งปลูกกุหลาบใหญ่ที่สุดในบ้านเราอยู่ที่ภาคเหนือคือ อ.พบพระ จ.ตาก
พบพระปลูกกุหลาบมาอย่างยาวนาน อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 กินพื้นที่ปลูกกุหลาบหลายพันไร่จนเกือบถึงหมื่นไร่ ทำให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางการผลิตกุหลาบตัดดอกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
รองลงมาเป็น อ.แม่ริม อ.ฝาง อ.ดอยสะเก็ด และ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ตามมาด้วย อ.แม่สาย จ.เชียงราย และ อ.เมือง จ.ลำพูน
ยังมีพื้นที่ปลูกกุหลาบสำคัญๆ ในภาคกลางอีก 2-3 แห่ง เช่น อ.เมือง จ.นครปฐม อ.เมือง จ.ราชบุรี และ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เป็นต้น
อย่างไรก็ดี เป็นที่ทราบกันในวงการ ว่าตลาดโต่วหนาน เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน เป็นฐานการผลิตรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และส่งออกกุหลาบเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกวันนี้กุหลาบกว่า 80% ในตลาดไทยนำเข้าจากตลาดโต่วหนานแห่งนี้
ส่วนในระดับโลก 10 ประเทศที่ส่งออกกุหลาบมากที่สุดในโลก อันดับ 1 คือ เคนยา ตามมาด้วยเอธิโอเปีย โดยทั้ง 2 ชาติเป็นทั้งผู้ปลูกและผู้ส่งออกรายใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกกุหลาบไปยังทวีปยุโรป
ส่วนอันดับ 3 แปลกสักหน่อยเพราะไม่ใช่ประเทศผู้ปลูกกุหลาบรายใหญ่ แต่เพราะเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศศูนย์กลางการค้าดอกไม้โลก แม้ผลิตกุหลาบเองน้อยแต่เป็นตลาดกระจายกุหลาบเพื่อการส่งออกใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก
ตามมาด้วยโคลอมเบียที่ส่งออกกุหลาบจำนวนมากไปยังสหรัฐอเมริกา และเอกวาดอร์ในอันดับที่ 5 ส่วนจีนครองเจ้าตลาดกุหลาบในเอเชีย อยู่อันดับ 6 อันดับ 7 เป็นอินเดีย
อันดับ 8 แทนซาเนีย ที่เดินตามรอยเคนยาและเอธิโอเปีย ในการส่งออกกุหลาบไปยังทวีปยุโรป อันดับ 9 อิสราเอล และอันดับ 10 แอฟริกาใต้
เป็นที่ทราบกันดีว่า กุหลาบในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ต้องมีสีสันสดใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งกุหลาบแดง กลีบต้องสมบูรณ์ และต้องสามารถคงความงดงามได้ในระยะเวลาที่เหมาะสมในเทศกาลวาเลนไทน์ตั้งแต่ต้นจนจบ
การมอบกุหลาบวาเลนไทน์ที่ถูกผลิตขึ้นจากไร่กุหลาบในประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการมอบสัญลักษณ์แห่งความรัก แต่เป็นการมอบผลผลิตของกระบวนการที่เต็มไปด้วยสารเคมีและยาฆ่าแมลง
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความย้อนแย้งระหว่างภาพลักษณ์ที่งดงามกับความจริงที่โหดร้าย กุหลาบที่ดูสดใสในมือผู้รับนั้นแท้จริงแล้วเป็นดอกไม้ที่ถูกบังคับให้เติบโตภายใต้แรงกดดันของสารพิษ
เป็นการมอบความตายที่ค่อยๆ กัดกร่อนทั้งสุขภาพของแรงงาน สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภคที่สัมผัสกับมันโดยไม่รู้ตัว
ด้วยปริมาณความต้องการมากมายมหาศาล กุหลาบไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติทันเทศกาลวาเลนไทน์ จึงต้องอาศัยการใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อป้องกันศัตรูพืช ปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโต และสารเคมีอื่นๆ เพื่อควบคุมคุณภาพ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายให้กับตู้แช่เย็นสำหรับเก็บ Stock กุหลาบไว้ก่อนเทศกาลวาเลนไทน์
ผลลัพธ์ก็คือ กุหลาบที่ถูกมอบในวันวาเลนไทน์นั้น เป็นผลผลิตของกระบวนการที่เต็มไปด้วยสารพิษ และสิ้นเปลืองทรัพยากรมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานทำความเย็นและการขนส่ง
ยิ่งเมื่อเรามองไปที่แรงงานในไร่กุหลาบ ก็จะพบว่าพวกเขาต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมีอย่างต่อเนื่อง ยาฆ่าแมลง และปุ๋ยเคมีที่ใช้ในการปลูกกุหลาบนั้น ไม่เพียงแต่ทำลายศัตรูพืช แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ที่ทำงานในไร่
แรงงานในไร่กุหลาบต้องแบกรับภาระจากการสัมผัสสารพิษอย่างต่อเนื่อง พวกเขาต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไร่ที่ไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ ผลลัพธ์คือการเกิดโรคเรื้อรัง และความเสี่ยงที่สะสมในร่างกาย
เห็นได้จากแรงงานจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหาทางสุขภาพในระยะยาว เช่น โรคทางเดินหายใจ โรคผิวหนัง และความผิดปกติที่เกิดจากการสะสมสารพิษในร่างกาย
การมอบกุหลาบในวันวาเลนไทน์จึงไม่ใช่เพียงการมอบความรักความใส่ใจของคนเมือง แต่เป็นการมอบผลผลิตของความเจ็บปวดและความเสี่ยงที่แรงงานต้องแบกรับเพื่อให้ได้ดอกไม้ที่ตรงตามความต้องการของตลาด
และตัวคนเมืองเองก็ได้สัมผัสกับสารพิษที่ติดมาจากไร่กุหลาบ เมื่อส่งมอบถึงผู้รับก็ต้องสูดดมสารพิษกันต่อไปอีกหลายวัน
นอกจากนี้ การใช้สารเคมีอย่างเข้มข้นในไร่กุหลาบยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดินที่ถูกใช้ปลูกกุหลาบต้องเผชิญกับการสะสมของสารเคมี น้ำที่ผ่านการรดกุหลาบต้องถูกปนเปื้อนด้วยยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบนิเวศโดยรอบต้องเผชิญกับการเสื่อมสลายจากการใช้สารพิษอย่างต่อเนื่อง
การมอบกุหลาบจึงเป็นการมอบความตายที่ไม่เพียงแต่กัดกร่อนความหมายของความรัก แต่ยังทำลายสิ่งแวดล้อมที่เป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์
หากเรามองในเชิงสัญลักษณ์ กุหลาบที่ถูกมอบในวันวาเลนไทน์จึงเป็นการมอบความงามที่ถูกสร้างขึ้นจากสารพิษ เป็นการมอบความตายที่ถูกห่อหุ้มด้วยภาพลวงตาแห่งความโรแมนติก และเป็นการทำให้เราหลงเชื่อว่าความรักคือการมอบสิ่งที่งดงาม
ทั้งที่แท้จริงแล้วคือการมอบสิ่งที่กำลังจะดับสูญ และเต็มไปด้วยพิษภัย
การล้มทฤษฎี “กุหลาบวาเลนไทน์” จึงเป็นการเผยความจริงที่ถูกซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพโรแมนติกลวงตา
กุหลาบที่ถูกตัดมาจากไร่เพื่อส่งเข้าสู่ตลาด แม้สีสันจะดูสดใส และรูปลักษณ์ก็สวยงาม แต่ทั้งหมดเกิดจากการใช้พลังงานทำความเย็น และบางครั้งก็มีการใช้สารฟอร์มาลินเพื่อคงสภาพสีสันสดใสและเต่งตึง
เพราะอันที่จริงแล้ว กุหลาบมีสารพิษตกค้างจากการฉีดยาฆ่าแมลง และปุ๋ยเคมีที่เร่งการเติบโต ผู้รับกุหลาบจึงไม่ได้รับเพียง “ความรัก” แต่ยังรับเอาสารพิษที่แฝงอยู่ในกลีบ ก้าน และใบเหล่านั้นด้วย
ในทางตรงกันข้าม ผู้มอบกุหลาบก็จะได้รับสารพิษจากการสัมผัสกุหลาบนั้นเช่นเดียวกันกับผู้รับกุหลาบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสเปรย์สารเคลือบตกแต่งเงางาม
เพราะสารเคมีเหล่านี้จะส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ยิ่งเมื่อสัมผัสเช่นนี้สะสมเป็นเวลานาน ทั้งการระคายเคืองผิวหนัง การแพ้ หรือแม้กระทั่งการสะสมในร่างกายหากมีการสัมผัสซ้ำๆ
ดังนั้น การมอบกุหลาบจึงกลายเป็นการ “มอบความตายผ่อนส่ง” ในเชิงสัญลักษณ์ เพราะผู้รับกุหลาบกำลังรับเอาสารพิษที่มากับความงามภายนอก
เป็นการมอบความรักที่ซ่อนความเสี่ยงไว้ภายใต้ภาพลวงตาแห่งความโรแมนติกนั่นเอง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ล้มทฤษฎี ‘กุหลาบวาเลนไทน์’ ตายผ่อนส่ง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly