โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ล้มทฤษฎี 'กุหลาบวาเลนไทน์' ตายผ่อนส่ง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 17 ก.พ. เวลา 01.58 น. • เผยแพร่ 17 ก.พ. เวลา 01.58 น.

บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน

ล้มทฤษฎี ‘กุหลาบวาเลนไทน์’

ตายผ่อนส่ง

ทฤษฎี “กุหลาบวาเลนไทน์” ที่ถูกสร้างขึ้นมาในฐานะสัญลักษณ์แห่งความรัก ความโรแมนติก และการมอบสิ่งที่งดงามให้แก่กันใน “วันแห่งความรัก”

ทว่า หากย้อนกลับไปพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ในเชิงโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจ จะพบว่า กุหลาบ ที่ถูกมอบให้กันในวันวาเลนไทน์ เป็นผลผลิตของธุรกิจที่เต็มไปด้วยสารเคมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาฆ่าแมลง และปุ๋ยเคมีที่ใช้เร่งการเจริญเติบโต

อุตสาหกรรมการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งไร่กุหลาบในประเทศไทย เป็นหนึ่งในภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพาสารเคมีอย่างเข้มข้นเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ตรงตามความต้องการของตลาด

แหล่งปลูกกุหลาบใหญ่ที่สุดในบ้านเราอยู่ที่ภาคเหนือคือ อ.พบพระ จ.ตาก

พบพระปลูกกุหลาบมาอย่างยาวนาน อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 กินพื้นที่ปลูกกุหลาบหลายพันไร่จนเกือบถึงหมื่นไร่ ทำให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางการผลิตกุหลาบตัดดอกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

รองลงมาเป็น อ.แม่ริม อ.ฝาง อ.ดอยสะเก็ด และ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ตามมาด้วย อ.แม่สาย จ.เชียงราย และ อ.เมือง จ.ลำพูน

ยังมีพื้นที่ปลูกกุหลาบสำคัญๆ ในภาคกลางอีก 2-3 แห่ง เช่น อ.เมือง จ.นครปฐม อ.เมือง จ.ราชบุรี และ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เป็นต้น

อย่างไรก็ดี เป็นที่ทราบกันในวงการ ว่าตลาดโต่วหนาน เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน เป็นฐานการผลิตรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และส่งออกกุหลาบเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกวันนี้กุหลาบกว่า 80% ในตลาดไทยนำเข้าจากตลาดโต่วหนานแห่งนี้

ส่วนในระดับโลก 10 ประเทศที่ส่งออกกุหลาบมากที่สุดในโลก อันดับ 1 คือ เคนยา ตามมาด้วยเอธิโอเปีย โดยทั้ง 2 ชาติเป็นทั้งผู้ปลูกและผู้ส่งออกรายใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกกุหลาบไปยังทวีปยุโรป

ส่วนอันดับ 3 แปลกสักหน่อยเพราะไม่ใช่ประเทศผู้ปลูกกุหลาบรายใหญ่ แต่เพราะเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศศูนย์กลางการค้าดอกไม้โลก แม้ผลิตกุหลาบเองน้อยแต่เป็นตลาดกระจายกุหลาบเพื่อการส่งออกใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก

ตามมาด้วยโคลอมเบียที่ส่งออกกุหลาบจำนวนมากไปยังสหรัฐอเมริกา และเอกวาดอร์ในอันดับที่ 5 ส่วนจีนครองเจ้าตลาดกุหลาบในเอเชีย อยู่อันดับ 6 อันดับ 7 เป็นอินเดีย

อันดับ 8 แทนซาเนีย ที่เดินตามรอยเคนยาและเอธิโอเปีย ในการส่งออกกุหลาบไปยังทวีปยุโรป อันดับ 9 อิสราเอล และอันดับ 10 แอฟริกาใต้

เป็นที่ทราบกันดีว่า กุหลาบในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ต้องมีสีสันสดใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งกุหลาบแดง กลีบต้องสมบูรณ์ และต้องสามารถคงความงดงามได้ในระยะเวลาที่เหมาะสมในเทศกาลวาเลนไทน์ตั้งแต่ต้นจนจบ

การมอบกุหลาบวาเลนไทน์ที่ถูกผลิตขึ้นจากไร่กุหลาบในประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการมอบสัญลักษณ์แห่งความรัก แต่เป็นการมอบผลผลิตของกระบวนการที่เต็มไปด้วยสารเคมีและยาฆ่าแมลง

ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความย้อนแย้งระหว่างภาพลักษณ์ที่งดงามกับความจริงที่โหดร้าย กุหลาบที่ดูสดใสในมือผู้รับนั้นแท้จริงแล้วเป็นดอกไม้ที่ถูกบังคับให้เติบโตภายใต้แรงกดดันของสารพิษ

เป็นการมอบความตายที่ค่อยๆ กัดกร่อนทั้งสุขภาพของแรงงาน สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภคที่สัมผัสกับมันโดยไม่รู้ตัว

ด้วยปริมาณความต้องการมากมายมหาศาล กุหลาบไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติทันเทศกาลวาเลนไทน์ จึงต้องอาศัยการใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อป้องกันศัตรูพืช ปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโต และสารเคมีอื่นๆ เพื่อควบคุมคุณภาพ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายให้กับตู้แช่เย็นสำหรับเก็บ Stock กุหลาบไว้ก่อนเทศกาลวาเลนไทน์

ผลลัพธ์ก็คือ กุหลาบที่ถูกมอบในวันวาเลนไทน์นั้น เป็นผลผลิตของกระบวนการที่เต็มไปด้วยสารพิษ และสิ้นเปลืองทรัพยากรมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานทำความเย็นและการขนส่ง

ยิ่งเมื่อเรามองไปที่แรงงานในไร่กุหลาบ ก็จะพบว่าพวกเขาต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมีอย่างต่อเนื่อง ยาฆ่าแมลง และปุ๋ยเคมีที่ใช้ในการปลูกกุหลาบนั้น ไม่เพียงแต่ทำลายศัตรูพืช แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ที่ทำงานในไร่

แรงงานในไร่กุหลาบต้องแบกรับภาระจากการสัมผัสสารพิษอย่างต่อเนื่อง พวกเขาต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไร่ที่ไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ ผลลัพธ์คือการเกิดโรคเรื้อรัง และความเสี่ยงที่สะสมในร่างกาย

เห็นได้จากแรงงานจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหาทางสุขภาพในระยะยาว เช่น โรคทางเดินหายใจ โรคผิวหนัง และความผิดปกติที่เกิดจากการสะสมสารพิษในร่างกาย

การมอบกุหลาบในวันวาเลนไทน์จึงไม่ใช่เพียงการมอบความรักความใส่ใจของคนเมือง แต่เป็นการมอบผลผลิตของความเจ็บปวดและความเสี่ยงที่แรงงานต้องแบกรับเพื่อให้ได้ดอกไม้ที่ตรงตามความต้องการของตลาด

และตัวคนเมืองเองก็ได้สัมผัสกับสารพิษที่ติดมาจากไร่กุหลาบ เมื่อส่งมอบถึงผู้รับก็ต้องสูดดมสารพิษกันต่อไปอีกหลายวัน

นอกจากนี้ การใช้สารเคมีอย่างเข้มข้นในไร่กุหลาบยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดินที่ถูกใช้ปลูกกุหลาบต้องเผชิญกับการสะสมของสารเคมี น้ำที่ผ่านการรดกุหลาบต้องถูกปนเปื้อนด้วยยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบนิเวศโดยรอบต้องเผชิญกับการเสื่อมสลายจากการใช้สารพิษอย่างต่อเนื่อง

การมอบกุหลาบจึงเป็นการมอบความตายที่ไม่เพียงแต่กัดกร่อนความหมายของความรัก แต่ยังทำลายสิ่งแวดล้อมที่เป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์

หากเรามองในเชิงสัญลักษณ์ กุหลาบที่ถูกมอบในวันวาเลนไทน์จึงเป็นการมอบความงามที่ถูกสร้างขึ้นจากสารพิษ เป็นการมอบความตายที่ถูกห่อหุ้มด้วยภาพลวงตาแห่งความโรแมนติก และเป็นการทำให้เราหลงเชื่อว่าความรักคือการมอบสิ่งที่งดงาม

ทั้งที่แท้จริงแล้วคือการมอบสิ่งที่กำลังจะดับสูญ และเต็มไปด้วยพิษภัย

การล้มทฤษฎี “กุหลาบวาเลนไทน์” จึงเป็นการเผยความจริงที่ถูกซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพโรแมนติกลวงตา

กุหลาบที่ถูกตัดมาจากไร่เพื่อส่งเข้าสู่ตลาด แม้สีสันจะดูสดใส และรูปลักษณ์ก็สวยงาม แต่ทั้งหมดเกิดจากการใช้พลังงานทำความเย็น และบางครั้งก็มีการใช้สารฟอร์มาลินเพื่อคงสภาพสีสันสดใสและเต่งตึง

เพราะอันที่จริงแล้ว กุหลาบมีสารพิษตกค้างจากการฉีดยาฆ่าแมลง และปุ๋ยเคมีที่เร่งการเติบโต ผู้รับกุหลาบจึงไม่ได้รับเพียง “ความรัก” แต่ยังรับเอาสารพิษที่แฝงอยู่ในกลีบ ก้าน และใบเหล่านั้นด้วย

ในทางตรงกันข้าม ผู้มอบกุหลาบก็จะได้รับสารพิษจากการสัมผัสกุหลาบนั้นเช่นเดียวกันกับผู้รับกุหลาบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสเปรย์สารเคลือบตกแต่งเงางาม

เพราะสารเคมีเหล่านี้จะส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ยิ่งเมื่อสัมผัสเช่นนี้สะสมเป็นเวลานาน ทั้งการระคายเคืองผิวหนัง การแพ้ หรือแม้กระทั่งการสะสมในร่างกายหากมีการสัมผัสซ้ำๆ

ดังนั้น การมอบกุหลาบจึงกลายเป็นการ “มอบความตายผ่อนส่ง” ในเชิงสัญลักษณ์ เพราะผู้รับกุหลาบกำลังรับเอาสารพิษที่มากับความงามภายนอก

เป็นการมอบความรักที่ซ่อนความเสี่ยงไว้ภายใต้ภาพลวงตาแห่งความโรแมนติกนั่นเอง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ล้มทฤษฎี ‘กุหลาบวาเลนไทน์’ ตายผ่อนส่ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...