“เขาเลือกด้วยความรัก ส่วนเราเลือกด้วยความรู้” วาทกรรมเหยียดหลังเลือกตั้ง เหตุใดเราจึง ‘ด้อยค่า’ คนเห็นต่าง ?
ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา แม้คะแนนอย่างไม่เป็นทางการ จะชี้ให้เห็นว่า พรรคประชาชน สามารถกวาดที่นั่งว่าที่ สส. ในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้แบบแลนด์สไลด์ครบทั้ง 33 เขต แต่ในภาพรวมระดับประเทศ กลับพ่ายแพ้ให้กับ พรรคภูมิใจไทย ที่ได้จำนวนที่นั่ง ว่าที่ สส. เขตมาเป็นอันดับ 1
นำไปสู่ข้อสังเกตถึง วิธีคิด การเลือกโหวตของคนกรุงเทพฯ และคนต่างจังหวัดที่ดูจะสวนทางกัน เมื่อรอบนี้รวมกับว่า คนกรุงเทพฯ จะอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและมีหวังต่อการแก้ปัญหาเชิงระบบ
ในขณะที่พี่น้องต่างจังหวัด ยังคงยึดโยงกับตัวบุคคลและระบบอุปภัมภ์ พร้อมเลือก สส.เขต ที่คุ้นหน้าที่มาจากเครือข่าย บ้านใหญ่ ในพื้นที่ และยังคงเชื่อในนโยบายปากท้องที่จับต้องได้ จนนำมาสู่วาทกรรมโจมตีคนต่างจังหวัดว่าเป็น “เสียงไร้คุณภาพ” ที่ไม่อยากเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลง
2 มุมมองความเห็นต่างที่เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง ก่อเกิดเป็นกระแสโต้กลับมาที่คนกรุงเทพฯ อย่างกรณีของ เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ ว่าที่ สส.กทม. จากพรรคประชาชน ที่คว้าชัยชนะขาดลอยได้คะแนนถล่มทลายในพื้นที่ เขต 2 กลายเป็น ม้ามืด ที่ล้มผู้สมัครจากพรรคใหญ่ และยังถูกมองว่า มีดีกรีสูงกว่า เพราะเป็น ดร.ทั้ง 3 คน จนนำมาสู่การตั้งคำถามกลับ ว่า “เหตุใดคน กทม.จึงเลือกเด็กจบใหม่ไร้ประสบการณ์เข้ามาเป็นดูแลบ้านเมือง”
แต่ความขัดแย้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่เรื่องบุคคล เมื่อยังรุกลามไปถึง การเมืองเชิงวัฒนธรรม และ อัตลักษณ์ ทันทีที่ผลการ ลงประชามติ ในช่วงเวลาเดียวกันพบว่า พื้นที่ ภาคใต้ 7 จังหวัด เทคะแนนเสียง “ไม่เห็นชอบ” สวนทางกับภาพรวมทั้งประเทศ
จากปรากฏการณ์ซึ่งเป็นควันหลงหลังการเลือกตั้ง The Active ชวน รศ.อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองหาคำอธิบายอย่างลึกซึ้ง พร้อมทำความเข้าใจวาทกรรม ด้อยค่า เสียงคนเห็นต่างบนความขัดแย้งระหว่าง คนเมือง และ คนต่างจังหวัด
เพื่อที่จากนี้ บ้านเมืองเราจะได้เห็นประชาธิปไตยที่สามารถควบคู่กันไปใน 2 นครานี้เสียที
คนกรุงอกหัก : เมื่อวาทกรรม เสียงด้อยคุณภาพ กลับมาอีกครั้ง
“การเกิดกระแสดูหมิ่นดูแคลน ด้อยค่าเสียงของอีกฝ่าย เป็นผลพวกมาจากความผิดหวังผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามเจตจำนงและความต้องการของตนเอง”
เป็นมุมมองที่ รศ.อนุสรณ์ เปิดบทสนทนา โดยคนกรุงเทพฯ บางส่วนโจมตีว่า คนต่างจังหวัดล้าหลัง ไม่อยากเห็นการพัฒนา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว หากย้อนไปถึงการเลือกตั้งครั้งก่อน คนต่างจังหวัดก็เลือกพรรคส้ม เช่นเดียวกับที่คนกรุงเทพฯ เลือกตอนนี้ ดังนั้นการสรุปเช่นนี้จึงเป็นตรรกะที่ผิดเพี้ยน
“แม้เราจะไม่สมาทานว่าสังคมต้องพัฒนาไปข้างหน้าเป็นลำดับขั้น แต่จากการเลือกตั้งครั้งนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนต่างจังหวัดไม่ได้ ล้าหลัง หรือ ตามไม่ทัน คนเมืองเลย เมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา”
รศ.อนุสรณ์ อุณโณ
และในอีกหลายจังหวัด แม้ว่าผู้คนจะเลือก สส.เขตที่ตนเองคุ้นเคย แต่เมื่อเลือกพรรค เขาก็เลือกไม่ต่างจากคนกรุงเทพฯ นั่นเอง
“การโจมตีว่าคนต่างจังหวัดล้าหลัง ย่อมไร้เหตุผล ฟังไม่ขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้เรียกร้องข้อเท็จจริงและการวิเคราะห์ที่รัดกุมกว่านี้ ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นเพียงปฏิกิริยาของคนกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่พอใจผลการเลือกตั้งที่ไม่ตรงกับความต้องการของตัวเองเท่านั้น”
รศ.อนุสรณ์ อุณโณ
กรุงเทพฯ : นครโตเดี่ยว
แล้วเหตุใด ? คนกรุงเทพฯ จึงมีแนวคิดในการตัดสินใจทางการเมืองต่างจากคนจังหวัดหวัดอื่น รศ.อนุสรณ์ อธิบายโดยชี้ให้เห็น 3 ปัจจัย ได้แก่
1. ความเหลื่อมล้ำของการพัฒนา
กรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่เมืองหลวงเท่านั้น แต่เป็น รัฐนครโตเดี่ยว ที่กำลังดูดเอาทรัพยากร งบประมาณ และโอกาสของทั้งประเทศมาไว้ในที่เดียว ทำให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วตามลำพัง
เมื่อคนกรุงเทพฯ ได้รับ สิทธิพิเศษทางโครงสร้าง (Structural Privilege) ไปเสียแล้ว ส่งผลให้พวกเขาแทบไม่จำเป็นต้องดิ้นรนหรือเรียกร้องอะไรเลย และสามารถดำเนินชีวิตไปตามความเจริญของเมืองได้
จึงไม่น่าแปลกใจ หากคนกรุงเทพฯ จะมองข้ามปัญหาพื้นฐานอย่างเรื่องปากท้อง และก้าวไปสู่การมองถึงการเมืองระดับอุดมการณ์ หรือการเมืองเชิงคุณค่า (Value Politics) โดยไม่ต้องพึ่งพา ระบบอุปถัมภ์ หรือนโยบายที่แก้ปัญหาปากท้องโดยตรง หรือให้สิทธิประโยชน์ (เช่น แจกเงิน ทำถนน) เฉกเช่นคนต่างจังหวัด
“คนกรุงเทพฯ ได้รับการปรนเปรอทุกอย่างจนตัวเองไม่จำเป็นต้องออกมาเรียกร้องอะไร คุณอยู่เฉย ๆ ความสะดวกสบายทุกอย่างก็ประเดประดังเข้ามา แต่สำหรับคนต่างจังหวัด กว่าเขาจะได้สาธารณูปโภคพื้นฐานสักอย่าง ทั้งไฟฟ้า ถนน หรือสะพาน เขาต้องเคลื่อนไหวเรียกร้อง และทั้งหมดต้องทำผ่านตัวแทนของพวกเขาคือ สส.”
รศ.อนุสรณ์ อุณโณ
การพัฒนาเมือง และการกระจายความเจริญอย่างไม่ทั่วถึงระหว่างกรุงเทพฯ กับ ต่างจังหวัดเช่นนี้ จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดผู้คนแต่ละพื้นที่จึงมีการตัดสินใจทางการเมืองที่แตกต่างกัน
2. การปกครองแบบพิเศษ
กรุงเทพมหานคร มีโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่แตกต่างจากจังหวัดอื่นอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากคนกรุงเทพฯ มีการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ สมาชิกสภาจังหวัด (สก.) เพื่อเข้ามาดูแลทุกข์สุขและจัดการปัญหาของประชาชนโดยตรง
ด้วยเหตุนี้ คนกรุงเทพฯ จึงไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพา สส. ในฐานะผู้ประสานงานงบประมาณเพื่อทำถนนหรือขุดคลองเหมือนในต่างจังหวัดที่ยังต้องพึ่งพาการบริหารส่วนภูมิภาค
3. ความสัมพันธ์ทางสังคมของคนเมืองกรุง
กรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่จึงทำให้ความสัมพันธ์ของผู้คนไม่ได้แนบแน่นอย่างเป็นธรรมชาติ แต่เกิดขึ้นตามบริบทและบทบาทหน้าที่
แม้อาจยังมีบางพื้นที่ ที่ทำให้มีความสัมพันธ์แบบ คนแถวบ้าน โดยเฉพาะในเขตที่เป็นย่าน ตรอกซอกซอย ที่อาจมีความสัมพันธ์กันแน่นแฟ้นกว่า แต่ก็ยังไม่มากพอเมื่อเทียบกับในต่างจังหวัด ความคุ้นชินทางความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันของคน 2 กลุ่มนี้จึงส่งผลต่อการตัดสินใจทางการเมือง
“ความสัมพันธ์ของคนกรุงเทพฯ มักเป็นไปอย่างชั่วครู่ชั่วคราวและตามความจำเป็น ถึงจะมีเครือข่าย สมาคม อาสาสมัครพรรคพวก ฯลฯ อยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะถักทอเป็นชุดความสัมพันธ์ที่มากำกับความสัมพันธ์ภาพรวมได้ จึงเป็นเหตุผลที่คนกรุงเทพฯ สามารถเลือกคนที่ตนเองไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า ไม่มีอะไรยึดโยง และไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาเลยมาเป็น สส.”
รศ.อนุสรณ์ อุณโณ
เห็นได้ชัดว่า วิธีคิดเรื่องความสัมพันธ์ของคนกรุงเทพฯ นั้น ต่างจากคนต่างจังหวัดที่คุ้นเคยกับระบบ เครือข่าย-เครือญาติ และระบบชุมชนที่เข้มแข็ง ที่กลายเป็นสิ่งกำหนดทิศทางและกำกับความสัมพันธ์ทางสังคม
“ชุดความสัมพันธ์ของคนต่างจังหวัดเช่นนี้ จึงกลายเป็นรากฐานของการจัดการความสัมพันธ์ทางการเมืองของพวกเขา และนำมาสู่การตัดสินใจในการเลือกตั้งที่ต่างจากคนกรุงเทพฯ”
รศ.อนุสรณ์ อุณโณ
ปักษ์ใต้บ้านใคร ? : เหตุใด 7 จังหวัดภาคใต้ กาประชามติ “ไม่เห็นชอบ”
นอกเหนือจากผลการเลือกตั้งที่น่าจับตาแล้ว อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สะท้อนรอยร้าวทางความคิดได้อย่างชัดเจน คือ ผลการออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ
โดย 7 จังหวัดภาคใต้ (ชุมพร, ระนอง, พังงา, สุราษฎร์ธานี, ตรัง, พัทลุง, และนครศรีธรรมราช) กลายเป็นกลุ่มพื้นที่ ที่เสียงโหวต “ไม่เห็นชอบ” มีคะแนนนำโด่ง สวนทางกับเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ
จนเกิดกระแสวาทกรรม#คนใต้ขวางโลก #ปักษ์ใต้บ้านใคร #กะลาแลนด์ภาคใต้ #กาเอาใจบ้านใหญ่ ฯลฯ เพื่อโจมตีคนใต้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขาดความรู้ทางประชาธิปไตย หรือการเอาแต่ยึดติดกับโลกการเมืองแบบเดิม ๆ ของตัวเอง โดยไม่สนใจอนาคตของประเทศ
โดยหากจะอธิบายปรากฏการณ์นี้ รศ.อนุสรณ์ ก็เชื่อว่าจำเป็นต้องย้อนกลับไปดูสถิติการออกเสียงประชามติ ปี 2550 และ 2559 เสียก่อน
ในการออกเสียงประชามติ ปี 2550 ภาคใต้เป็นพื้นที่ที่ออกเสียงโหวด เห็นชอบ สูงสุดในประเทศ โดยมีคะแนนอยู่ที่ 88.30% ในขณะที่ กรุงเทพฯ มีสัดส่วนเห็นชอบ 66.53% ซึ่งแม้สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ แต่ก็ยังน้อยกว่าภาคใต้มาก
ในทางกลับกัน พื้นที่ภาคเหนือและอีสาน กลับแสดงจุดยืนที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีสัดส่วนการโหวต ไม่เห็นชอบ สูงถึง 62.20% ในภาคอีสาน และ 54.47% ในภาคเหนือ
ปรากฏการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าวสะท้อนบริบทในเวลานั้นที่เต็มไปด้วยรอยร้าวทางการเมืองเรื่องขั้วสี ที่แบ่งแยกภูมิภาคอย่างชัดเจน
เมื่อขยับมาที่ การออกเสียงประชามติ ปี 2560 ภาพเดิมก็ยิ่งฉายซ้ำชัดเจนขึ้น แม้ภาพรวมประเทศจะมีมติ เห็นชอบ 61.35% แต่หากเจาะลึกลงไปจะพบว่า 10 จังหวัดที่มีสัดส่วน เห็นชอบ สูงที่สุดในประเทศไทย ล้วนอยู่ในภาคใต้ทั้งสิ้น โดยมีคะแนนสูงถึง 80-85% ซึ่งทิ้งห่างคะแนนของคนกรุงเทพฯ ที่เห็นชอบเพียง 69.24% เท่านั้น
แม้ในเวลานั้น พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลับกาไม่เห็นชอบ สวนทางกับคนใต้จังหวัดอื่นอย่างสิ้นเชิง คาดว่ามาจากข้อกังวลเรื่องอัตลักษณ์ทางศาสนาและสิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญดังกล่าว
ในขณะที่ภาคเหนือและอีสาน ยังคงยืนหยัดไม่รับร่างฯ ตามแนวทางเดิมของการเมืองขั้วสี
จากทิศทางการออกเสียงประชามติ ทั้งปี 2550 และ 2560 ของคนใต้ข้างต้นนั้น จึงเป็นชุดข้อมูลสำคัญที่สามารถนำมาร่วมวิเคราะห์ปรากฏการณ์ในครั้งนี้ได้
“คนใต้โหวต เห็นชอบ ให้มีแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับที่ผ่านมา (ปี 50 และ 60) ด้วยคะแนนสูงสุดของประเทศ เมื่อในครั้งนี้ (ปี 69) มีการโหวตออกเสียงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้ง จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะโหวตไม่เห็นชอบ เพราะเขาต้องการปกปักรักษารัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่พวกเขาเคยเห็นชอบเอาไว้ ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าคนใต้มีจุดยืนต่อรัฐธรรมนูญปี 60 ไม่แปรเปลี่ยน ในขณะที่คนภาคอื่นเปลี่ยนไปหมดแล้ว”
รศ.อนุสรณ์ อุณโณ
หากถามว่า การออกเสียงประชามติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ สัมพันธ์กับ สส.เขต หรือพรรคการเมืองหรือไม่ ? รศ.อนุสรณ์ มองว่าอาจไม่เกี่ยวข้องเสียทีเดียว เพราะคนใต้เลือกทั้งพรรค และ สส.เขตจากพรรคที่สนับสนุนให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย หรือกล้าธรรม
“คนใต้แยกแยะ 2 เรื่องนี้ออกจากกัน แม้จะโหวตไม่เห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เขายังคงหนักแน่นที่จะเลือกพรรคที่ขึ้นชื่อว่าซื่อสัตย์สุจริตของคนใต้อย่าง ประชาธิปัตย์ แม้ว่าจะแสดงจุดยืนว่าเห็นชอบต่อการแก้ไขร่างรัฐมนูญที่เขาไม่เห็นด้วยก็ตาม เพราะสำหรับคนใต้แล้ว การโหวตพรรคการเมืองและ สส. เป็นพื้นที่เดียวที่พวกเขาจะแสดงจุดยืนทางการเมืองได้่อย่างเป็นอิสระและชัดเจนได้มากที่สุด”
รศ.อนุสรณ์ อุณโณ
อุดมการณ์ราชาชาตินิยมแบบคนใต้
แม้ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ดูเหมือนว่าคนใต้ยังมีรักมั่นคง เลือก สส.เขตที่อยู่ในเครือข่ายความสัมพันธ์ และระบบอุปถัมภ์อย่างเหนียวแน่นหน้าเดิม เพราะพวกเขาเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น จักรกลทางการเมือง (Political Machine) ที่นำไปสู่ความสัมพันธ์แบบพึ่งพาและผลประโยชน์ต่างตอบแทน
แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่รอบนี้คนใต้ยังสามารถเลือก สส.เขตที่มาจากพรรคอื่นได้นั้น เพราะพรรคเหล่านั้นใช้จักรกลทางการเมืองระดับพื้นที่อย่างเข้มข้น ที่มีหัวใจหลักคือการ สมาทานอุดมการณ์ราชาชาตินิยม ซึ่งเป็นสิ่งที่คนใต้ปกปักรักษามาอย่างเข้มข้นนับตั้งแต่ช่วงการเคลื่อนไหวของ กปปส. (ปี 2556-2557)
“ในช่วงเวลานั้น แกนนำ กปปส. คือ สุเทพ (เทือกสุบรรณ) อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ เป่านกหวีดให้ประชาชนออกมาชุมนุม เรียกคนใต้ให้หอบผ้าผ่อนขึ้นรถไฟมาเข้าเมือง ช่วงเวลานั้น มันทำให้คนใต้รู้สึกว่าประเทศนี้มันอยู่ในมือเขา แล้วมันยังสืบเนื่องมาถึงตอนนี้ ที่ทำให้รู้สึกว่าเขาเป็นผู้พิทักษ์รักษาความถูกต้องดีงามของประเทศ”
“ดังนั้น ตอนนี้แม้ว่าพรรคภูมิใจไทย หรือกล้าธรรมจะแปดเปื้อนขนาดไหน แต่ก็ต่างอ้างตัวว่าจะยังคงพิทักษ์รักษาสมาทานอุดมการณ์ราชาชาตินิยมนี้ เมื่อประกอบเข้ากับจักรกลทางการเมือง จึงทำให้คนใต้เลือก สส.เขตเหล่านี้ได้”
รศ.อนุสรณ์ อุณโณ
ลดอคติ ทลายวาทกรรม ด้วยการกระจายอำนาจ
วาทกรรมโจมตีกันระหว่างคนเมือง – คนต่างจังหวัด เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาอย่างช้านาน รศ.อนุสรณ์ ชี้ชัดว่า หนทางที่จะพาประเทศไปข้างหน้าได้นั้น คือ การกระจายอำนาจ
“ตอนนี้ ประเทศไทยมีการกระจุกตัวของอำนาจอยู่ที่ศูนย์กลาง ทำให้ทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมือง ต่างกระโจนเข้ามามะรุมมะตุ้มที่ส่วนกลาง เราจึงเห็นการเลือกตั้งที่เอาเป็นเอาตายในประเทศ และเป็นตัวตัดสินอนาคตชีวิตของประชาชน”
รศ.อนุสรณ์ อุณโณ
มีโมเดลในหลายประเทศที่มีการกระจายอำนาจอย่างเหมาะสม มีกลไกปกครองส่วนท้องถิ่นที่ทำให้จัดการตนเองได้ และพัฒนาได้ตรงตามความต้องการ เมื่อท้องถิ่นสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองแล้ว การเลือกตั้งระดับประเทศ และการเลือกสส. แทบไม่มีความหมายต่อผู้คน และแทบไม่ส่งผลอะไรต่อพื้นที่เลย
ทั้งหมด ดูเหมือนจะเป็นปัญหาเดิม ๆ ที่ถูกหยิบยกมาพูดทุกครั้งหลังเลือกตั้ง หากถามว่า วันนี้ ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้ามากน้อยเพียงใด รศ.อนุสรณ์ อธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า ที่ผ่านมาเคยมีความพยายามเรื่องการกระจายอำนาจ และทำให้ท้องถิ่นมีอิสระสูงสุดในการจัดการตัวเองมาแล้ว
ราวปี 2547-2550 สถานการณ์ชายแดนใต้ทวีความรุนแรงขึ้นมาก นักวิชาการและกลุ่มภาคประชาสังคม ได้เสนอว่า รากเหง้าของปัญหาคือ โครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์จากกรุงเทพฯ ซึ่งไม่เข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ต่อมา ช่วง ปี 2554 – 2555 เกิดโมเดลที่เรียกว่า ปัตตานีมหานคร (Pattani Metropolis) หรือรูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ เพื่อให้คนในพื้นที่ได้เลือกตั้งผู้นำของตนเองและบริหารงบประมาณให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต (ศาสนาและภาษา)
แต่ท้ายที่สุด ก็พบว่ามีข้อจำกัดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอำนาจซ้อนทับ งบประมาณที่ยังต้องพึ่งส่วนกลาง และกฎหมายที่ไม่เอื้ออำนวย ข้อเสนอทางนโยบายนี้จึงไม่เกิดขึ้นจริง
กระแสนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการแก้ปัญหาชายแดนใต้ แต่สุดท้ายแล้ว รูปแบบดังกล่าวก็ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของคนในพื้นที่นัก
หลังรัฐธรรมนูญ ปี 2550 กระแสกระจายอำนาจไม่ได้หายไป แต่เปลี่ยนรูปแบบจากเรื่องชายแดนใต้ไปสู่แนวคิด จังหวัดจัดการตนเอง ทั่วประเทศ โดยมี เชียงใหม่จัดการตนเอง เป็นหัวหอกหลัก ตามมาด้วยขอนแก่น ภูเก็ต และอำนาจเจริญ ที่เกิดจาการเคลื่อนไหวของภารคประชาชน
กระทั่ง รัฐประหารปี 2557 กระแสการกระจายอำนาจทั้งหมดถูกแช่แข็ง มีการออกคำสั่ง ม.44 ระงับการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นเวลากว่า 6-7 ปี และเน้นการบริหารแบบรวมศูนย์ (Centralization) ผ่านกลไกประชารัฐและผู้ว่าราชการจังหวัดแทน
เมื่อเสียงประชาชนถูกลดทอน
หลายสิบปีผ่านไปคนไทยตื่นตัวกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในช่วงปี 2530-2540 มีความโดดเด่นมากเรื่องการเคลื่อนไหวทางสังคม จนกระทั่งนำมาสู่ รัฐธรรมนูญปี 2540
แต่ในเวลานี้ การกระจุกตัวของอำนาจอยู่ที่ส่วนกลางเท่านั้น ประชาชนแทบไม่มีโอกาสอยู่ในความสัมพันธ์ทางอำนาจอื่น ๆ และกำลังถูกละเลยการมีส่วนร่วมทางการเมือง
“ประชาชนเข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมืองโดยมีพรรคการเมืองเดิมพัน ทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนถูกลดทอนลง เหลือเพียงแค่การหย่อนบัตรลงคูหาเลือกตั้งโดยไม่สนใจการกระทำทางการเมืองอื่นใด”
รศ.อนุสรณ์ อุณโณ
แน่นอนว่าการเลือกตั้งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของการเมืองประชาธิปไตยแบบตัวแทน แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด
สังคมไทยต้องเรียนรู้ที่จะไม่ฝากอำนาจตัดสินใจชีวิตไว้กับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องผลักดันทั้ง การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ในเชิงโครงสร้าง ควบคู่ไปกับ ‘การเมืองในชีวิตประจำวัน’ ผ่านการเคลื่อนไหวทางสังคมที่อยู่ในทุกความสัมพันธ์ของผู้คน
เพราะอำนาจในการกำหนดอนาคตด้วยมือตนเองเช่นนี้ มีความหมายและทรงพลังไม่น้อยไปกว่าการเมืองระดับชาติที่เราคุ้นเคย
อย่าพอใจ บ้านเมืองเราควรไปได้ไกลกว่านี้
การเมืองไทยเป็นเเรื่องของการขับเคี่ยวชิงชัยระหว่างพรรคการเมืองเป็นหลักมาโดยตลอด ด้วยบริบทเช่นนี้ ทำให้ผู้คนเลือกใช้ข้อมูลที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับจุดยืนของตัวเอง การเลือกรับสิ่งที่ชอบ หรือบิดเบือนความคิดต่างให้เข้ากับความคิดตัวเอง ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่อันตรายและปิดโอกาสการเรียนรู้
รศ.อนุสรณ์ ย้ำว่าการจะก้าวให้พ้นปัญหานี้ คือ การสร้างพื้นที่เรียนรู้ความต่างในชีวิตประจำวัน
“การแก้ไขไม่ใช่การลดความเข้มข้นทางการเมือง แต่เราจำเป็นต้องเปิดพื้นที่การเรียนรู้ความต่างให้อยู่ในชีวิตประจำวัน บนพื้นที่สาธารณะไม่ใช่บนสภา สร้างวาระให้เกิดการเรียนรู้ผู้อื่นอย่างแท้จริงโดยไม่นำการเมืองเป็นตัวตั้ง แต่คือการยืนอยู่บนความเคารพความแตกต่างหลากหลาย พยายามเข้าใจคนที่ไม่เหมือนเรา เพื่อหาทางอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย”
รศ.อนุสรณ์ อุณโณ
หากถามว่า แล้วตอนนี้ประเทศไทยไปถึงจุดนั้นได้บ้างหรือยัง ศ.อนุสรณ์ ตอบชัดว่าเราอาจกำลังยังย่ำอยู่ที่เดิม
“สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข คือ ผู้นำทางความคิดของแต่ละฝ่ายต้องเปลี่ยนท่าที จากการเอาแต่ประณามอีกฝ่าย หรือหาข้อมูลมาปรนเปรอฝ่ายเดียวกัน ควรหันมาใช้พื้นที่สาธารณะที่ฝึกฝนให้คนกลุ่มของตนรู้จักคิด วิเคราะห์ ยอมรับความแตกต่างหลากหลายให้กว้าง”
รศ.อนุสรณ์ อุณโณ
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในบ้านเราก็ไม่แย่เสียทีเดียว เพราะหลังจากการชุมนุมใหญ่ปี 2557 ก็สิ้นสุดยุคการเมืองลงถนน มีการล้อมปราบปิดเมือง และก้าวเข้าสู่ยุคออนไลน์
“เราได้เห็นการแสดงออกทางการเมืองอีกรูปแบบ มีการแสงดความเห็นต่างบ้างตามโมเมนตัมทางการเมืองที่สะสมมานาน แต่กลับยังไม่มีการรบราฆ่าฟัน หรือการจัดรูปองค์กรทางการเมืองที่ผิดหลักประชาธิปไตย ซึ่งแตกต่างจากในบางประเทศ ครั้งหนึ่งผมเคยไปเวทีเสวนาที่พูดเรื่องชายแดนใต้ มีอาจารย์อาวุโสจากอเมริกาท่านหนึ่งบอกว่า ประเทศไทยโชคดีที่สามารถจัดงานเสวนาทางวิชาการ หรือพื้นที่ให้คนเห็นต่างมาคุยกันได้ แต่ในอเมริกาแทบไม่มีเวทีแบบนี้เลย เพราะเป็นสังคมที่มีความรุนแรงสูง และผู้คนก็พกอาวุธได้อย่างถูกกฎหมาย จึงต้องหลีกเลี่ยงการพูดถึงความขัดแย้งทางการเมืองในที่สาธารณะ”
รศ.อนุสรณ์ อุณโณ
อย่างไรก็ตามถึงสังคมไทยวันนี้จะยังไม่มีความรุนแรงทางกายภาพ และยังมีพื้นที่ให้แลกเปลี่ยนบ้าง แต่ความรุนแรงยังคุกรุ่นอยู่ในโซเชียลมีเดีย ไม่ต่างจากการย้ายอาวุธบนถนนสู่หน้าจอแทน
“ผมคิดว่าเราไม่ควรพอใจแค่นี้ บ้านเมืองเราสามารถไปได้ไกลกว่านี้ เราต้องเรียนรู้วิธีจะอยู่ร่วมกัน สร้างบทสนทนาที่สร้างสรรค์ และมีจิตใจปรารถนาที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจคนที่ไม่เหมือนเราเสียที”
รศ.อนุสรณ์ ฝากทิ้งท้าย