Visa หนุน Trump accounts เปิดทางใช้ “คะแนนสะสมบัตรเครดิต” ออมเงินให้เด็ก
ภาคธุรกิจการเงินแห่สนับสนุนนโยบายบัญชีออมทรัพย์สำหรับเด็กของทรัมป์ หลัง Visa อนุญาตนำคะแนนสะสมมาเป็นเงินออม รัฐบาลเตรียมอัดเงินตั้งต้นเด็กแรกเกิดรายละ 1,000 ดอลลาร์
วันที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 01.07 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า โครงการของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ผลักดันให้มีการจัดตั้งบัญชีออมทรัพย์สำหรับเด็ก กำลังได้รับแรงสนับสนุนจากภาคธุรกิจการเงินมากขึ้น ล่าสุด Visa Inc. ประกาศเมื่อวันพุธว่าจะเปิดทางให้ผู้ถือบัตรเครดิตนำคะแนนสะสมมาใช้เป็นเงินออมในบัญชีดังกล่าวได้
เครือข่ายชำระเงินรายใหญ่ระบุว่าจะทำงานร่วมกับธนาคารพันธมิตรเพื่อเพิ่มทางเลือกการนำคะแนนสะสมมาออมในบัญชีที่เรียกว่า Trump accounts โดย ไรอัน แมคอินเนอร์นีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Visa กล่าวในงานของรัฐบาลทรัมป์ว่า นี่เป็นวิธีที่เรียบง่ายและทรงพลังในการเปลี่ยนการใช้จ่ายประจำวันให้กลายเป็นเงินออมเพื่ออนาคตของบุตรหลาน ซึ่งทรัมป์เรียกความเคลื่อนไหวนี้ว่าเป็นเรื่องใหญ่
แมคอินเนอร์นีย์เป็นหนึ่งในผู้บริหารที่นั่งอยู่ใน Invest America CEO Council และได้แสดงจุดยืนสนับสนุนโครงการบัญชีดังกล่าวอย่างเปิดเผย โดย Trump accounts ถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายภาษีและการใช้จ่ายมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ที่ทรัมป์ลงนามเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตามแผน รัฐบาลกลางจะสมทบเงินเริ่มต้นจำนวน 1,000 ดอลลาร์ให้กับบัญชีของเด็กอเมริกันทุกคนที่เกิดในช่วงปี 2568–2571
โครงการดังกล่าวได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมในเดือนธันวาคม เมื่อมหาเศรษฐี ไมเคิล และซูซาน เดลล์ ประกาศบริจาคเงิน 6.25 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเป็นเงินตั้งต้นให้บัญชีของเด็กที่มีอายุมากขึ้นด้วย ขณะที่บุคคลสำคัญในวงการธุรกิจและการเงินรายอื่น ๆ อาทิ เรย์ ดาลิโอ ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates และ BlackRock Inc. ต่างออกมาประกาศให้คำมั่นสนับสนุนในวงเงินที่น้อยกว่าตามมา
ในวันเดียวกัน JPMorgan Chase & Co. และ Bank of America Corp. ระบุว่า จะสมทบเงินให้พนักงานที่มีสิทธิ์ในโครงการ โดยจับคู่เงินสนับสนุน 1,000 ดอลลาร์ตามที่รัฐบาลจัดสรรให้
เงินในบัญชีดังกล่าวจะถูกนำไปลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้นสหรัฐ ต้นทุนต่ำ และจะถูกล็อกไว้จนกว่าเด็กจะอายุครบ 18 ปี จากนั้นบัญชี Trump จะทำหน้าที่เสมือนบัญชีเงินออมเพื่อการเกษียณส่วนบุคคล ซึ่งสามารถนำมาใช้โดยไม่เสียค่าปรับสำหรับค่าใช้จ่ายบางประเภท เช่น การศึกษาระดับอุดมศึกษา หรือการซื้อบ้านหลังแรก
ในงานเดียวกันนักลงทุน แบรด เกอร์สต์เนอร์ ประกาศว่าจะบริจาคเงิน 250 ดอลลาร์ให้กับบัญชีของเด็กทุกคนที่มีสิทธิ์ในรัฐอินเดียนา ขณะที่ นักร้องชื่อดัง นิกกี มินาจ ก็เข้าร่วมงาน โดยทรัมป์ระบุว่าเธอจะลงทุนเงินหลายแสนดอลลาร์ให้กับบัญชีของบุตรหลานแฟนเพลงของเธอ ซึ่งมินาจกล่าวว่า กระแสต่อต้านไม่ได้กระทบต่อเธอ และยิ่งเป็นแรงผลักดันให้เธอสนับสนุนทรัมป์มากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีบุคคลสาธารณะเข้าร่วมงานอีกหลายราย เช่น นักแสดง เชอรีล ไฮน์ส ภรรยาของรัฐมนตรีสาธารณสุข โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ และพิธีกรรายการโทรทัศน์ เควิน โอเลียรี ขณะเดียวกันกลุ่มสนับสนุนทรัมป์เตรียมเผยแพร่โฆษณาส่งเสริมโครงการบัญชีดังกล่าวในช่วงการแข่งขัน Super Bowl เดือนหน้า ตามรายงานของ Semafor
การผลักดัน Trump accounts เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่พอใจของสาธารณชนต่อค่าครองชีพที่พุ่งสูง ซึ่งพรรครีพับลิกันกังวลว่าอาจกระทบคะแนนเสียงในการเลือกตั้งกลางเทอม โดยผลสำรวจล่าสุดของ New York Times/Siena พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าครึ่งมองว่าทั้งค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและที่อยู่อาศัยอยู่ในระดับที่ไม่สามารถเอื้อมถึงได้
แม้ทรัมป์จะเดินสายโปรโมตวาระเศรษฐกิจมากขึ้น และเสนอแนวทางลดต้นทุนด้านที่อยู่อาศัยหลายประการ แต่ความพยายามดังกล่าวให้ผลลัพธ์ที่หลากหลาย เนื่องจากเขามักเบนความสนใจไปสู่ประเด็นอื่น เช่น นโยบายต่างประเทศ และเลือกชูตัวเลขเศรษฐกิจเชิงบวกมากกว่าการยอมรับความกังวลของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
อย่างไรก็ดีนักวิจารณ์มองว่าการออกแบบโครงการ Trump accounts อาจทิ้งคนอเมริกันรายได้น้อยไว้ข้างหลัง เนื่องจากไม่สามารถออมเงินเพิ่มเติมจากเงินตั้งต้น 1,000 ดอลลาร์ของรัฐได้ อีกทั้งยังให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีน้อยกว่าแผนออมอื่น เช่น แผน 529
เดวิด แรดคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการนโยบายระดับรัฐและท้องถิ่นของสถาบัน Institute on Race, Power and Political Economy แห่ง New School ระบุว่า โครงการในรูปแบบปัจจุบันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อกลุ่มที่กำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดทางการเงิน
แม้แต่นักวิชาการที่สนับสนุนแนวคิดของ Trump accounts ก็ยังแสดงความกังวลว่า รัฐบาลไม่ได้กำหนดให้เด็กที่มีสิทธิ์ทุกคนถูกลงทะเบียนโดยอัตโนมัติ โดยตามประกาศของกระทรวงการคลังเมื่อเดือนที่แล้ว ผู้ปกครองต้องสมัครผ่านระบบออนไลน์หรือทำเครื่องหมายในแบบยื่นภาษี ซึ่งครอบครัวที่ยากจนที่สุดจำนวนมากไม่จำเป็นต้องยื่นภาษีอยู่แล้ว
จิน หวง ศาสตราจารย์ด้านนโยบายสังคมและรองผู้อำนวยการศูนย์ Center for Social Development แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตันในเมืองเซนต์หลุยส์ เตือนว่า หากไม่มีการออกแบบระบบลงทะเบียนที่ครอบคลุม เด็กหลายล้านคนอาจถูกกันออกจากโครงการ และครอบครัวที่เปราะบางที่สุดจะยังคงถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
อ้างอิง : www.bloomberg.com