โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

น้ำมันพุ่ง40%จากต้นปี จ่อทะลุ100ดอลล์สัปดาห์หน้า เศรษฐกิจไทยเตรียมเจ็บ

Amarin TV

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ราคาน้ำมันพุ่ง 40% จากต้นปี คาดทะลุ 100 ดอลล์สัปดาห์หน้า เศรษฐกิจไทยเตรียมเจ็บ -0.6%

ราคาน้ำมันโลกกำลังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นปี 2569 ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นและเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นคอขวดของระบบพลังงานโลก

ข้อมูลตลาดล่าสุดสะท้อนแรงกระเพื่อมดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 40% นับตั้งแต่ต้นปี จากระดับเฉลี่ยราว 64-67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมกราคม ขึ้นมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 90-92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นเดือนมีนาคม

ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ณ เวลา 08.35 น. ตามเวลา GMT ของวันที่ 7 มีนาคม ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) อยู่ที่ 92.62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากปรับขึ้นอย่างรุนแรงกว่า 9% ภายในวันเดียวในช่วงปลายสัปดาห์

นักวิเคราะห์จำนวนมากประเมินว่า หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย และการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญความเสี่ยงสูง ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

สำหรับประเทศไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากวิกฤติพลังงานยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม โดย GDP มีความเสี่ยงลดลงราว 0.6% จากกรณีฐาน ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 1%

ศึกสหรัฐ-อิหร่านเขย่าโลก ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 40% ตั้งแต่ต้นปี

ราคาน้ำมันโลกกำลังเผชิญความปั่นป่วนครั้งใหญ่ หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงและเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานของโลก ทำให้ตลาดพลังงานเผชิญแรงกดดันด้านอุปทานและความผันผวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในความกังวลสำคัญของตลาดคือความเสี่ยงที่การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของพลังงานโลก อาจถูกหยุดชะงักจากสถานการณ์ทางทหาร

ข้อมูลตลาดล่าสุดสะท้อนแรงกดดันดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยข้อมูลแบบเรียลไทม์ ณ เวลา 08.35 น. ตามเวลา GMT ของวันเสาร์ (7 มีนาคม) ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) อยู่ที่ 92.62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.18 ดอลลาร์ จากระดับ 90.72 ดอลลาร์ในวันศุกร์ ขณะที่ก่อนหน้านั้นราคาปรับขึ้นอย่างรุนแรง โดยในวันศุกร์เพียงวันเดียว ราคาพุ่งขึ้นจากวันพฤหัสบดีถึง 7.53 ดอลลาร์ หรือ 9.30%

การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สะท้อนแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยในเดือนมกราคม 2569 ราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงสำคัญของตลาดน้ำมันโลก มีค่าเฉลี่ยอยู่ราว 64-67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และในบางวันช่วงปลายเดือนเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 65-71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นเดือนมีนาคม ราคาน้ำมัน Brent ปรับตัวขึ้นมาอยู่ใกล้ระดับ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากเทียบกับระดับเฉลี่ยราว 65 ดอลลาร์ในเดือนมกราคม เท่ากับว่าราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณ 27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือราว 40-42% ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดน้ำมันดิบเท่านั้น โดยในตลาดพลังงานอื่น ๆ ราคาน้ำมันดิบ Murban ซึ่งเป็นเกรดสำคัญจากตะวันออกกลาง ปรับตัวขึ้นแตะ 102.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังเพิ่มขึ้น 6.04 ดอลลาร์ หรือ 6.39% ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.116 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 0.16 ดอลลาร์ จากระดับ 3.091 ดอลลาร์ก่อนหน้า สะท้อนแรงกระเพื่อมที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วทั้งตลาดพลังงานโลก

ช่องแคบฮอร์มุซเผชิญภาวะคอขวดการขนส่ง

ความตึงเครียดในตลาดพลังงานส่วนหนึ่งมาจากความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่การขนส่งพลังงานผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซอาจหยุดชะงัก ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญต่อระบบพลังงานของโลกมากที่สุด

ข้อมูลจากระบบติดตามเรือ MarineTraffic ที่สำนักข่าว AFP นำมาวิเคราะห์ ระบุว่า ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา มีเรือบรรทุกน้ำมัน เรือสินค้า และเรือคอนเทนเนอร์เพียง 9 ลำ เท่านั้นที่ถูกบันทึกว่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเรือบางลำยังมีการปิดสัญญาณระบุตำแหน่ง (AIS) เป็นช่วง ๆ ซึ่งสะท้อนถึงระดับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้นหลังจาก เรือ 3 ลำถูกโจมตีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว มีเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 3 ลำ และเรือขนส่งก๊าซอีก 1 ลำ ที่สามารถผ่านเส้นทางดังกล่าวได้ ทำให้เส้นทางเดินเรือที่เคยมีความหนาแน่นสูงแห่งนี้แทบหยุดชะงักจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

โดยปกติแล้ว ประมาณ 20% ของน้ำมันดิบที่ใช้ทั่วโลก และราว 20% ของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะต้องถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เส้นทางดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบพลังงานโลก และแม้การหยุดชะงักเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานในตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว

วิกฤติฮอร์มุซดันน้ำมันสู่ 100 ดอลลาร์ กดดันเศรษฐกิจโลก

นักวิเคราะห์จำนวนมากเตือนว่า หากราคาพลังงานยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง อาจส่งแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลโดยตรงต่อภาคการขนส่ง ภาคการผลิต และค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนทั่วโลก

สัญญาณของแรงกดดันดังกล่าวเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว ตัวอย่างเช่น ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ราว 3.15 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และมีแนวโน้มจะกัดกร่อนกำลังซื้อของผู้บริโภค หากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน

นักวิเคราะห์บางรายประเมินว่า หากการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นเป็นระยะเวลานาน ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจพุ่งขึ้นไปอยู่ในช่วง 100-108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะทำให้ต้นทุนด้านการขนส่ง การผลิต และการใช้พลังงานเพื่อความร้อนเพิ่มสูงขึ้น และอาจฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัวลง

ขณะเดียวกัน ธนาคาร Goldman Sachs ระบุว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในสัปดาห์หน้า หากยังไม่มีสัญญาณคลี่คลายของวิกฤติที่กำลังรบกวนการไหลเวียนของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเตือนว่าความเสี่ยงด้านขาขึ้นของราคาน้ำมันกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเหนือสมมติฐานพื้นฐานที่ธนาคารประเมินไว้

ธนาคารยังระบุด้วยว่าอาจต้องปรับประมาณการราคาน้ำมันใหม่ในเร็ว ๆ นี้ หากไม่พบหลักฐานสนับสนุนสมมติฐานเดิมที่คาดว่าการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะค่อย ๆ กลับสู่ภาวะปกติภายในไม่กี่วันข้างหน้า โดยในปัจจุบัน Goldman Sachs ยังคงคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ไว้ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมีนาคม และ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสที่สองของปี

นอกจากนี้ ธนาคารยังเตือนว่า ราคาน้ำมัน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป อาจพุ่งสูงกว่าระดับสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นในปี 2551 และปี 2565 หากการลดลงของปริมาณน้ำมันที่ไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงดำเนินต่อไปตลอดเดือนมีนาคม

ราคาน้ำมันดิบจึงมีแนวโน้มบันทึกการปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงความผันผวนรุนแรงในช่วงการระบาดของโควิด-19 ในฤดูใบไม้ผลิปี 2563 หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้การเดินเรือและการส่งออกพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของตลาดพลังงานโลกต้องหยุดชะงัก โดย Goldman Sachs ประเมินว่าปริมาณการขนส่งเฉลี่ยรายวันผ่านช่องแคบดังกล่าวลดลงถึงประมาณ 90%

ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังโฆษกของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) ของอิหร่าน ออกมาท้าทายประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ส่งเรือรบสหรัฐเข้าไปคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้เรียกร้องให้อิหร่าน “ยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข” ซึ่งถือเป็นการยกระดับท่าทีอย่างมีนัยสำคัญ หลังสงครามที่สหรัฐดำเนินการร่วมกับอิสราเอลดำเนินมาแล้วหนึ่งสัปดาห์ และอาจทำให้ความพยายามในการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งในระยะสั้นทำได้ยากขึ้น

ก่อนหน้านี้ ธนาคาร Barclays ยังประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์อาจพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อออกไปอีกหลายสัปดาห์ สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นของตลาดต่อความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานโลก

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า ความผันผวนในตลาดพลังงานอาจบรรเทาลงได้ หากความขัดแย้งสามารถคลี่คลายผ่านการเจรจาอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังมีมาตรการที่อาจช่วยพยุงเสถียรภาพของตลาด เช่น การจัดกำลังเรือรบคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์ได้สั่งการเมื่อวันที่ 3 มีนาคม รวมถึงการอุดหนุนค่าประกันภัยสำหรับเรือบรรทุกน้ำมัน การเพิ่มกำลังการผลิตจากประเทศนอกกลุ่ม OPEC และการระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของอุปทานในตลาดโลก

แม้ว่าตลาดพลังงานจะยังเผชิญความผันผวนในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ในระยะยาวการกระจายแหล่งพลังงานและการเพิ่มความหลากหลายของแหล่งอุปทานทั่วโลก อาจช่วยลดความเปราะบางของระบบพลังงานโลกต่อวิกฤติลักษณะนี้ และจำกัดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้ในอนาคต

วิกฤตพลังงานยืดเยื้อ เสี่ยงกด GDP ไทย -0.6% ดันเงินเฟ้อพุ่ง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านพลังงานยืดเยื้อเกินกว่า 3 เดือน เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญแรงกดดันในวงกว้างมากขึ้น โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในตลาดโลกอาจปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ระดับประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และขึ้นไปสูงสุดถึงประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบดังกล่าวจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยลดลงราว 0.6% จากกรณีฐาน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 1%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะส่งผ่านหลายช่องทางสำคัญ ทั้งด้านพลังงาน การค้า การท่องเที่ยว และเสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งสะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก

ประการแรก คือโครงสร้างการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศในระดับสูงของไทย ปัจจุบันไทยนำเข้าพลังงานสุทธิประมาณ 70% ของการใช้ทั้งหมด โดยเฉพาะน้ำมันดิบซึ่งกว่า 60% นำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อโครงสร้างต้นทุนภายในประเทศ ทั้งค่าไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันอัตราเงินเฟ้อให้เร่งตัว

ขณะเดียวกัน ขีดความสามารถของภาครัฐในการพยุงราคาพลังงานมีข้อจำกัดมากกว่าช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนที่ผ่านมา เนื่องจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากภาระหนี้สะสม ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังมีหนี้ค้างชำระเกือบ 5 หมื่นล้านบาท อีกทั้งรัฐบาลยังมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) จำกัดมากขึ้น

สำหรับภาคธุรกิจ กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูง หรือมีต้นทุนพลังงานคิดเป็นประมาณ 10-33% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด จะได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกหากราคาพลังงานในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ธุรกิจผลิตไฟฟ้า การขนส่ง โรงแรมและที่พัก ประมง สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ เหมืองแร่ รวมถึงอุตสาหกรรมเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก

อีกหนึ่งช่องทางสำคัญคือความเสี่ยงด้านการค้า การส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3-4% ของการส่งออกทั้งหมด มีความเสี่ยงชะงักงันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มรถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูป ซึ่งพึ่งพาตลาดดังกล่าวในสัดส่วนมากกว่า 10% ต้นทุนค่าขนส่งและเบี้ยประกันภัยสงครามที่เพิ่มสูงขึ้นมีแนวโน้มกดดันให้คำสั่งซื้อชะลอลง

นอกจากนี้ การส่งออกไปยังยุโรปซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 10-12% ของการส่งออกไทยทั้งหมด อาจได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปอ้อมทวีปแอฟริกาแทนการผ่านทะเลแดงและคลองสุเอซ ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นราว 10-15 วัน และค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้น ซ้ำเติมภาคการส่งออกที่มีความเปราะบางอยู่แล้ว

ด้านการท่องเที่ยว ความเชื่อมโยงของระบบการบินกับฮับสำคัญในตะวันออกกลางทำให้ไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบโดยตรง หากเกิดการชะงักงันของเครือข่ายการบินในภูมิภาคดังกล่าว นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและอิสราเอล ซึ่งคิดเป็นประมาณ 3-4% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด อาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าช่วงไตรมาส 2 จะเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวต่ำ (Low Season) เนื่องจากตรงกับเดือนรอมฎอน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบอาจลุกลามไปถึงช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสูง (High Season)

นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคนี้ยังเป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง และเป็นฐานลูกค้าหลักของธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) อีกด้วย ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและการหลีกเลี่ยงเส้นทางบินผ่านน่านฟ้าตะวันออกกลางจะทำให้ต้นทุนการบินเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวระยะไกลจากยุโรปและสหรัฐฯ ที่ต้องพึ่งพาฮับการบินในภูมิภาคนี้ลดลง

ในด้านเสถียรภาพภายนอกของเศรษฐกิจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยลดลงประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 0.6-0.7% ของ GDP สะท้อนถึงความเปราะบางของฐานะต่างประเทศของไทย

ในเวลาเดียวกัน เงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย และจากการที่ตลาดลดการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เนื่องจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อของสหรัฐ

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ค่าเงินบาทอาจเผชิญความผันผวนและมีความเสี่ยงอ่อนค่ามากกว่ากรณีฐานที่ 32.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจต้องเผชิญความท้าทายในการดำเนินนโยบายการเงิน หากเศรษฐกิจชะลอตัวลงพร้อมกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น

อ้างอิง: Gulf News, Jordan News

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...