โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กฎหมายใหม่ ‘คุกคามทางเพศ’ ความหวังที่อาจติดกับดักการพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม

The Momentum

อัพเดต 25 ม.ค. เวลา 17.37 น. • เผยแพร่ 25 ม.ค. เวลา 06.21 น. • THE MOMENTUM

วันที่ 30 ธันวาคม 2568 มีการประกาศบังคับใช้บทบัญญัติใหม่ในประมวลกฎหมายอาญา1 เพิ่มความผิดฐาน ‘คุกคามทางเพศ’ (Sexual Harassment) ให้เป็นความผิดทางอาญา โดยขยายขอบเขตให้รวมถึงการคุกคามทางวาจา ท่าทาง รวมถึงการกระทำทางออนไลน์

เป็นความก้าวหน้าในการคุ้มครองผู้ถูกคุกคามทางเพศที่ไม่เคยมีกฎหมายคุ้มครองมาก่อน เป็นครั้งแรกที่รัฐยอมรับว่า ความรุนแรงทางเพศไม่ได้มีเพียงการ ‘ข่มขืน’ หรือ ‘อนาจาร’ แต่รวมถึงการคุกคามรูปแบบอื่นๆ ในการสร้างบรรยากาศแห่งความอึดอัด กลัว ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ฯลฯ กฎหมายใหม่จึงถูกคาดหวังว่า จะเป็นความหวังในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยมากขึ้นในสังคม

อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปกว่าตัวบทกฎหมาย สิ่งที่ยังเป็นข้อสงสัยคือ จะสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างความปลอดภัยให้สังคมในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด แม้บทบัญญัตินี้เพิ่งประกาศบังคับใช้ ยังไม่มีกรณีศึกษาหรือคำพิพากษามากนัก แต่ในบทความนี้ผู้เขียนอยากชวนสำรวจข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมาย เกี่ยวกับภาระการพิสูจน์ความผิดทางเพศในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ผู้ถูกละเมิดหรือคุกคามพบเจอกับปัญหาในกระบวนการยุติธรรม

คุกคามทางเพศคืออะไร และทำไมกฎหมายเดิมยังไม่พอ

การกระทำในลักษณะคุกคามทางเพศ มีขอบเขตลักษณะการกระทำกว้างกว่าความผิดฐานข่มขืนหรืออนาจาร ที่มีอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาอยู่แล้ว โดยการ ‘ข่มขืน’ ความหมายอาจเข้าใจดีอยู่แล้ว คือการใช้อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก ช่องปาก หรืออวัยวะอื่น ส่วนการ ‘อนาจาร’ ตามแนวคำพิพากษา คือการกระทำไม่สมควรในทางเพศ หรือการทำให้อับอายขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล โดยทำต่อเนื้อตัวร่างกาย เช่น การฉุดแขน กอด จูบ หรือสัมผัสจับต้องร่างกาย

เห็นได้ว่าการกระทำส่อไปในทางเพศที่ทำให้ผู้ถูกละเมิดนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแต่การข่มขืนหรือการอนาจารเท่านั้น แต่มีลักษณะการกระทำกว้างกว่ามาก ซึ่งรวมไปถึงการกระทำทางกาย วาจา ส่งเสียง การแสดงอากัปกิริยา ท่าทาง สื่อสาร เฝ้าดู ติดตามรังควาน หรือกระทำด้วยวิธีใดๆ รวมถึงทางออนไลน์ อันมีลักษณะส่อไปในทางเพศ โดยทำให้ผู้อื่นนั้นเดือดร้อนรำคาญ อับอาย ถูกเหยียดหยาม หวาดกลัว หรือได้รับความไม่ปลอดภัยในทางเพศ

ยกตัวอย่าง กรณีของสตอล์กเกอร์ (Stalker) พฤติกรรมสะกดรอยตามหรือติดตามชีวิตของคนอื่น มากจนถึงขั้นรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่นไม่ว่าผู้กระทำจะรู้ตัวหรือไม่ อย่างการแอบมอง แอบตามอยู่ไกล ๆ แต่อาจทำพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดใจ อย่างเช่น การใช้คำพูดแทะโลม ทำท่าลูบเป้าในที่เปลี่ยวตั้งใจให้มองเห็น รวมถึงในโลกออนไลน์ (Cyberstalking)2 อย่างเช่น การแสดงความคิดเห็นต่างๆ ในแพลตฟอร์มออนไลน์ การส่งรูปภาพลามกอนาจาร ฯลฯ หรือกรณีส่งข้อความชวนมีเพศสัมพันธ์ทุกวัน แม้ถูกปฏิเสธแต่ก็ส่งข้อความต่อไป ซึ่งก่อนหน้าออกกฎหมายใหม่นี้ไม่สามารถเอาผิดได้เลย แต่ปัจจุบันสามารถตีความเป็นลักษณะการคุกคามทางเพศได้

กับดักการพิสูจน์ในคดีอนาจารและข่มขืน

แม้จะมีกฎหมายคุกคามทางเพศแล้ว แต่ยังต้องพิจารณาถึงการจะลงโทษบุคคลใดตามกฎหมายอาญาจะต้องพิสูจน์ให้ ‘เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย’ ว่าผู้ถูกกล่าวหานั้นมีความผิดจริง แม้หลักการนี้มีเพื่อคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ไม่ให้ถูกลงโทษอาญาโดยพลการ แต่ในคดีที่มีความอ่อนไหว เปราะบางอย่างคดีทางเพศนี้ทำให้ผู้ถูกละเมิดจะต้องแบกรับภาระการพิสูจน์ว่าผู้กระทำ กระทำความผิดตามที่กล่าวหาอย่างไร จากการสำรวจคำพิพากษาของศาลพบว่า ผู้ถูกละเมิดพบความยากลำบากในการพิสูจน์อยู่หลายประการ

ความยากประการแรกคือ ความผิดทางเพศรวมถึงการคุกคามทางเพศ เป็นความผิดที่มักเกิดขึ้นในพื้นที่รโหฐาน ไม่มีพยานในที่เกิดเหตุ ไม่มีภาพถ่ายหรือภาพจากกล้องวงจรปิด ไม่มีหลักฐานทางกายภาพเหมือนคดีทำร้ายร่างกายหรือคดีอาญาทั่วไป หลักฐานสำคัญที่สุดจึงเหลือเพียง ‘คำบอกเล่า’ ของผู้ถูกกระทำ ซึ่งกลับเป็นพยานหลักฐานที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุด เสี่ยงต่อความน่าสงสัยว่ามีการกระทำความผิดจริงหรือไม่3

ความยากประการที่ 2 คือ พฤติกรรมของผู้ถูกละเมิดมักจะถูกมองว่าเป็นพิรุธ เช่น หากผู้ถูกคุกคามเคยมีความสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมาก่อน หรือการเข้าแจ้งความช้ากว่าเวลาเกิดเหตุ4

ความยากประการที่ 3 คือ ต้องเล่าเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่สถานีตำรวจ อัยการ ไปจนถึงศาล รายละเอียดทุกคำพูด ทุกท่าทาง ทุกนาทีถูกแยกชิ้นส่วนออกมาพิจารณาว่า ‘สอดคล้องกันหรือไม่’ ‘สมเหตุสมผลหรือไม่’ ‘ดูน่าเชื่อหรือไม่’ ราวกับว่าความทรงจำของผู้ที่ผ่านเหตุการณ์รุนแรงทางเพศต้องแม่นยำและผิดพลาดไม่ได้

ในขณะที่ความจริงคือ บาดแผลทางจิตใจทำให้ความทรงจำมักกระจัดกระจายและสับสน ส่งผลให้เกิดความน่าสงสัยในข้อเท็จจริงและไม่ได้รับความเป็นธรรม5 ในขณะที่งานวิจัยจิตวิทยาจำนวนมากระบุว่า ผู้เผชิญการคุกคามหรือความรุนแรงทางเพศมักจะเกิดภาวะหยุดนิ่ง (Freeze) ไม่สามารถหนีหรือสู้ได้ (Flight or Fight) และภายหลังเหตุการณ์ความทรงจำจะไม่แน่ชัด ซึ่งเป็นลักษณะปกติของสมองในภาวะความกลัวและพยายามหลีกหนีจากอันตราย6

ความยากเหล่านี้ สะท้อนถึงปัญหาของกระบวนการยุติธรรม ในการพิสูจน์ความผิดทางเพศที่ใช้วิธีเดียวกับอาชญากรรมทั่วไป ผู้บังคับใช้กฎหมายอาจมีการตัดสินพฤติกรรมบางอย่าง ทำให้ลดความน่าเชื่อถือของเหยื่อการกระทำทางเพศ เช่น ทำไมจึงไม่หนีเมื่อพบเหตุการณ์ละเมิดหรือคุกคาม ร้องเรียกให้ใครมาช่วย หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ครั้งก่อนกับผู้กระทำความผิด7

ดังนั้นในหลายคดีที่ลงโทษผู้กระทำความผิดได้ เนื่องจากมีพยานหลักฐานแน่ชัด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่อยู่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหวจากกล้องวงจรปิด ร่องรอยบาดแผล ผลตรวจวิทยาศาสตร์ หรือมีพยานแวดล้อมเพียงพอจะพิสูจน์ได้ หรือถ้าผู้กระทำยอมรับผิดเสียเองก็ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์มาก

ความท้าทายเมื่อเหยื่อต้องพิสูจน์ในคดีคุกคามทางเพศ

แม้กฎหมายคุกคามทางเพศจะขยายพื้นที่ของความยุติธรรม ให้กว้างกว่าการข่มขืนหรืออนาจารแบบดั้งเดิม แต่ในทางปฏิบัติ ความยากของการพิสูจน์ลักษณะนี้กลับยิ่งทวีคูณ เพราะการคุกคามจำนวนมากไม่ได้ทิ้งร่องรอยบนร่างกาย แต่ทิ้งรอยไว้ในความรู้สึกไม่ปลอดภัย ศักดิ์ศรี และพื้นที่ปลอดภัยของผู้ถูกกระทำ ไม่ว่าจะเป็นสายตาที่ไล้เลีย คำพูดที่ล่วงเกิน ข้อความที่ตามรังควาน หรือการปรากฏตัวซ้ำๆ อย่างจงใจให้รู้สึกถูกเฝ้ามอง

ปัญหาประการแรกอยู่ที่ตัวบทกฎหมายเอง ซึ่งใช้ถ้อยคำอย่าง “อันมีลักษณะส่อไปในทางเพศ” และ “โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเดือดร้อนรำคาญ อับอาย ถูกเหยียดหยาม หวาดกลัว หรือได้รับความไม่ปลอดภัยในทางเพศ”8 ถ้อยคำเหล่านี้เปิดกว้างและจำเป็นต้องพึ่งพาการตีความของพนักงานสอบสวน อัยการ และศาล ซึ่งย่อมสะท้อนกรอบคิด ชุดประสบการณ์ และค่านิยมของผู้ใช้อำนาจแต่ละคน ความไม่แน่นอนเช่นนี้ทำให้เส้นแบ่งของการคุกคาม ไม่ได้ถูกกำหนดโดยประสบการณ์ของเหยื่อ แต่ถูกกำหนดโดยอัตวิสัยของผู้บังคับใช้กฎหมาย9

สำหรับกระบวนการยุติธรรม ปัญหานี้อาจซ้อนทับกับกับดักการพิสูจน์แบบเดิมของคดีทางเพศ คือการให้ค่าน้ำหนักสูงกับความสอดคล้องของคำให้การ ศาลมักถือว่าคำให้การที่เปลี่ยนแปลงไป หรือมีรายละเอียดบางประเด็นไม่ตรงกันในการให้การแต่ละครั้ง เป็นความไม่น่าเชื่อถือ แต่หลักจิตวิทยากลับชี้ว่า ผู้ที่เผชิญความกลัวหรือการคุกคามทางเพศ มักไม่สามารถจดจำเหตุการณ์อย่างเป็นลำดับเส้นตรงได้ สมองจะบันทึกเหตุการณ์ในลักษณะกระจัดกระจายและเชื่อมโยงกับอารมณ์มากกว่าลำดับเหตุการณ์10

ยิ่งไปกว่านั้น เหยื่อจำนวนมากจะเข้าสู่ภาวะหยุดนิ่ง (Freeze Response)แม้จะรับรู้ถึงอันตรายก็ตาม ซึ่งเป็นปฏิกิริยาทางชีววิทยาที่เกิดขึ้นอัตโนมัติในภาวะคุกคาม11 แต่สำหรับกระบวนการยุติธรรม พฤติกรรมเช่นนี้กลับถูกตีความว่า ‘ไม่สมเหตุสมผล หรือ ‘ไม่เหมือนเหยื่อในอุดมคติ’ (Ideal Victim) ส่งผลให้คำให้การของผู้เสียหายถูกตั้งข้อสงสัย

กับดักอีกชั้นหนึ่งคือ การนำพฤติกรรมก่อนและหลังเหตุการณ์ของเหยื่อ มาใช้ตัดสินความน่าเชื่อถือ เช่น เหตุใดเมื่อถูกคุกคามจึงไม่หนี เหตุใดจึงยังติดต่อกับผู้กระทำ หรือเหตุใดจึงแจ้งความล่าช้า คำถามเหล่านี้ตั้งอยู่บนชุดความเชื่อแบบมายาคติของการข่มขืน (Rape Myths) 12ที่คาดหวังให้เหยื่อต้องแสดงพฤติกรรมต่อต้านหรือขัดขืน ต้องตัดขาดจากผู้กระทำ ต้องแสดงอาการหวาดกลัวเท่านั้นจึงจะถือว่าน่าเชื่อถือ ไม่เช่นนั้นอาจถูกมองว่า ยินยอมให้ผู้ละเมิดกระทำ

ความหวังในการคุ้มครองเหยื่อคุกคามทางเพศ

แม้กฎหมายคุกคามทางเพศจะยังอยู่ภายใต้กรอบการพิสูจน์แบบคดีอาญาเดิม แต่การเกิดขึ้นของบทบัญญัตินี้ ก็ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เป็นครั้งแรกที่รัฐยอมรับอย่างเป็นทางการว่า ความรุนแรงทางเพศไม่ได้มีเพียงการล่วงละเมิดทางร่างกาย แต่ยังรวมถึงการทำให้ใครบางคนรู้สึกไม่ปลอดภัย ถูกลดทอนศักดิ์ศรี หรือถูกคุกคามในพื้นที่ชีวิตของตนเอง

กฎหมายใหม่นี้จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการลงโทษผู้กระทำ แต่เป็นการสร้างเชิงบรรทัดฐานไปยังสังคมว่า การจ้องมอง การพูด การตามรังควาน หรือการส่งข้อความทางเพศซ้ำๆ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น และไม่ใช่ความอ่อนไหวเกินเหตุของเหยื่ออีกต่อไป แต่เป็นการละเมิดเสรีภาพและความปลอดภัยที่กฎหมายต้องคุ้มครอง

อย่างไรก็ตาม ความหวังนี้จะเป็นจริงได้หรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถขยับออกจากกรอบคิดเดิมได้มากเพียงใด ตราบใดที่ตำรวจ อัยการ และศาลยังคงให้ค่าน้ำหนักกับความสอดคล้องเชิงเทคนิคของคำให้การ ยังยึดภาพจำของ ‘เหยื่อในอุดมคติ’ และยังนำพฤติกรรมของเหยื่อมาใช้ตัดสินความน่าเชื่อถือ กฎหมายคุกคามทางเพศก็อาจกลายเป็นความหวังที่เป็นไปได้ยาก เหมือนมีอยู่ในตัวบท แต่ไม่อาจเข้าถึงได้ในชีวิตจริงของผู้เสียหาย

1 รัฐสภา. 2568. พระราชบัญญัติเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30). ศาลยุติธรรม.https://smsc.coj.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/531465

2 The Matter. 2022. “Stalking is not romantic.”https://thematter.co/social/stalking-is-not-romantic/85225

3 เช่น กรณีปริญญ์ พานิชภักดิ์ อดีต สส.ถูกอัยการฟ้องข้อหาอนาจาร เนื่องจากสัมผัสเนื้อตัวและจูบปากหญิงสาวผู้เสียหาย โดยไม่ยินยอม แต่ศาลมองว่ายังขาดพยานแวดล้อมและผู้เสียหายเคยไปพบกับปริญญ์โดยลำพังมาก่อน 2 ครั้ง ทำให้ยังมีความน่าสงสัยศาลจึงยกฟ้องโดยให้เหตุผลว่ายังไม่ถึงขั้นการปราศจากข้อสงสัย. The Standard. 2022. “ศาลยกฟ้องคดีปริญญ์ พานิชภักดิ์ ข้อหาอนาจาร เหตุพยานหลักฐานยังมีข้อสงสัย.”https://thestandard.co/charged-dismissed-prinn-panitchpakdi/

4 ศาลฎีกา. 2547. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12482/2547 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง โจทก์ กับ นายสมกิจ หรือประกิต เหล่าทอง จำเลย.

5 เช่น Daily News. 2022. “ศาลฎีกายกฟ้องคดีพี่เขยข่มขืน เหตุคำให้การผู้เสียหายแตกต่าง.”https://www.dailynews.co.th/news/745030/

6 Herman, Judith. 1992. Trauma and Recovery: The Aftermath of Violence—from Domestic Abuse to Political Terror. New York: Basic Books.

7 วัลย์นภัสร์ เจนร่วมจิต. 2566. ชาติพันธุ์วรรณาตำรวจ: การบังคับใช้กฎหมายของตำรวจบนโรงพัก. (นิติศาสตรมหาบัณฑิต : คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) หน้า 155–157.

8 ประมวลกฎหมายอาญา. แก้ไขเพิ่มเติม (มาตรา 1(19)).

9 The 101 World. 2023. “กฎหมายคุกคามทางเพศของไทยคืออะไร และจะเปลี่ยนอะไรได้บ้าง.”https://www.the101.world/th-sexual-harassment-law/#:~:text=โดยบทนิยามนี้ได้,เพิ่มในบริบทที่การ

10 van der Kolk, Bessel A. 2015. The Body Keeps the Score: Brain, Mind, and Body in the Healing of Trauma. New York: Viking.

11 van der Kolk, Bessel A. 2015. The Body Keeps the Score: Brain, Mind, and Body in the Healing of Trauma. New York: Viking.

12 คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2023. “Rape Myths: มายาคติว่าด้วยการข่มขืน.” https://www.psy.chula.ac.th/th/feature-articles/rape-myth/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...