โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดคลังอาวุธทางการค้า ทรัมป์ เขย่าเศรษฐกิจโลกยก 2 หลังภาษีตอบโต้โมฆะ

Khaosod

อัพเดต 22 ก.พ. เวลา 00.02 น. • เผยแพร่ 22 ก.พ. เวลา 01.20 น.

เปิดคลังอาวุธทางการค้าทรัมป์ เขย่าการค้าโลกยก 2 หลังภาษีตอบโต้โมฆะ

หลัง ศาลสูงสหรัฐ ตีตกมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้แปลว่าเกมภาษีจะจบ เพราะฝ่ายบริหารสหรัฐยังมี “คลังอาวุธทางการค้า” อีกหลายกฎหมายที่สามารถหยิบมาใช้ตอบโต้ประเทศคู่ค้าได้ทันที

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ออกมาระบุว่าสหรัฐยังมี 6 อาวุธทางการค้าที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือภาษี หลังศาลฎีกาสหรัฐ คว่ำภาษีตอบโต้ ซึ่งประกอบด้วย

1.มาตรา 232 แห่งพระราชบัญญัติการขยายการค้า ปี ค.ศ. 1962 (Trade Expansion Act of 1962) ไพ่เด็ดอ้างเรื่องความมั่นคง ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในการใช้มาตรการทางการค้า เมื่อกระทรวงพาณิชย์รายงานว่า การนำเข้าสินค้ากระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ มาตรการทางการค้าที่ใช้ได้ เช่น การขึ้นภาษี การกำหนดโควตา หรือห้ามนำเข้า และไม่มีการกำหนดระยะเวลาบังคับใช้

2.พระราชบัญญัติการค้า ปี ค.ศ. 1974 (Trade Act of 1974)

- มาตรา 122 ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากำหนดอัตราภาษีนำเข้าแบบเหมารวม สูงสุดไม่เกิน15% โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งสามารถบังคับใช้ได้สูงสุด 150 วัน หากเกินระยะเวลาดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส อย่างไรก็ตาม ยังไม่เคยมีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใดใช้มาตรา 122 เนื่องจากข้อจำกัดด้านระยะเวลา ซึ่งเมื่อวันที่ 21 ก.พ.2569ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ลงนามประกาศใช้ไปแล้วทันทีที่ศาลตัดสินให้ภาษีตอบโต้เป็นโมฆะ

3.มาตรา 203 มาตรการปราบการทุ่มตลาดให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการ Safeguard ซึ่งเป็นมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นในปริมาณมาก โดยบังคับใช้ได้สูงสุด 4 ปี และขยายได้อีก 4 ปี หาก US International Trade Commission หรือ USITC เห็นว่ายังจำเป็น

4.มาตรา 301อาวุธที่ใช่เล่นงานการค้าที่ไม่เป็นธรรม ให้อำนาจผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา หรือ USTR สอบสวนแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศคู่ค้า ซึ่งก่อให้เกิดภาระต่อการค้าของสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังให้อำนาจในการกำหนดมาตรการแก้ไข โดยการขึ้นภาษีศุลกากรและการกำหนดข้อจำกัดทางการค้าอื่น ๆ โดย USTR อาจเริ่มดำเนินการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ด้วยตนเอง หรือเปิดการไต่สวนเพื่อตอบสนองต่อคำร้องจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยต้องอยู่ภายใต้อำนาจเฉพาะจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

5.มาตรา 338 แห่งพระราชบัญญัติภาษีศุลกากร ปี ค.ศ. 1930 (Tariff act of 1930) ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในการกำหนดอัตราภาษีใหม่ในอัตราสูงสุดร้อยละ 50 ต่อประเทศที่เลือกปฏิบัติทางการค้า โดยอาศัยการตรวจสอบและรายงานจาก USITC แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่เคยถูกนำมาใช้จริง

และ 6.International Economic Emergency Act (IEEPA) ปุ่มฉุกเฉินทางเศรษฐกิจให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจัดการภัยคุกคามจากภายนอกที่กระทบต่อความมั่นคง การต่างประเทศ หรือเศรษฐกิจโดยสามารถใช้มาตรการคว่ำบาตร การควบคุมการส่งออก การปิดกั้นการนำเข้า และการซื้อที่ทำโดยชาวต่างชาติ

ทั้งนี้ IEEPA ไม่ได้กำหนดนิยามที่ชัดเจน จึงทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามีอำนาจตัดสินใจโดยอิสระ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา แต่ IEEPA กำหนดให้ประธานาธิบดีปรึกษาและรายงานกับรัฐสภาเป็นระยะ ซึ่งล่าสุดมาตรการนี้ได้รับการตัดสินว่าไม่ได้ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการเก็บภาษีแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีแง่นมุมอื่นๆที่เปิดช่องให้ทรัมป์นำมาอ้างในประเด็นอื่นได้อีกหรือไม่

จากมาตรการต่างๆข้างต้น เห็นชัดเจนว่า สงครามการค้าสหรัฐกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกยังไม่จบ ยังมีอีกหลายสนามให้ประลอง เมื่อคลังอาวุธทางกฎหมายยังเต็มมือ เกมภาษีรอบใหม่จึงอาจ ดุเดือดกว่าเดิม และกลับมาเขย่าเศรษฐกิจโลกอีกระลอก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดคลังอาวุธทางการค้า ทรัมป์ เขย่าเศรษฐกิจโลกยก 2 หลังภาษีตอบโต้โมฆะ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...