เปิดคลังอาวุธทางการค้า ทรัมป์ เขย่าเศรษฐกิจโลกยก 2 หลังภาษีตอบโต้โมฆะ
เปิดคลังอาวุธทางการค้าทรัมป์ เขย่าการค้าโลกยก 2 หลังภาษีตอบโต้โมฆะ
หลัง ศาลสูงสหรัฐ ตีตกมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้แปลว่าเกมภาษีจะจบ เพราะฝ่ายบริหารสหรัฐยังมี “คลังอาวุธทางการค้า” อีกหลายกฎหมายที่สามารถหยิบมาใช้ตอบโต้ประเทศคู่ค้าได้ทันที
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ออกมาระบุว่าสหรัฐยังมี 6 อาวุธทางการค้าที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือภาษี หลังศาลฎีกาสหรัฐ คว่ำภาษีตอบโต้ ซึ่งประกอบด้วย
1.มาตรา 232 แห่งพระราชบัญญัติการขยายการค้า ปี ค.ศ. 1962 (Trade Expansion Act of 1962) ไพ่เด็ดอ้างเรื่องความมั่นคง ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในการใช้มาตรการทางการค้า เมื่อกระทรวงพาณิชย์รายงานว่า การนำเข้าสินค้ากระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ มาตรการทางการค้าที่ใช้ได้ เช่น การขึ้นภาษี การกำหนดโควตา หรือห้ามนำเข้า และไม่มีการกำหนดระยะเวลาบังคับใช้
2.พระราชบัญญัติการค้า ปี ค.ศ. 1974 (Trade Act of 1974)
- มาตรา 122 ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากำหนดอัตราภาษีนำเข้าแบบเหมารวม สูงสุดไม่เกิน15% โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งสามารถบังคับใช้ได้สูงสุด 150 วัน หากเกินระยะเวลาดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส อย่างไรก็ตาม ยังไม่เคยมีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใดใช้มาตรา 122 เนื่องจากข้อจำกัดด้านระยะเวลา ซึ่งเมื่อวันที่ 21 ก.พ.2569ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ลงนามประกาศใช้ไปแล้วทันทีที่ศาลตัดสินให้ภาษีตอบโต้เป็นโมฆะ
3.มาตรา 203 มาตรการปราบการทุ่มตลาดให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการ Safeguard ซึ่งเป็นมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นในปริมาณมาก โดยบังคับใช้ได้สูงสุด 4 ปี และขยายได้อีก 4 ปี หาก US International Trade Commission หรือ USITC เห็นว่ายังจำเป็น
4.มาตรา 301อาวุธที่ใช่เล่นงานการค้าที่ไม่เป็นธรรม ให้อำนาจผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา หรือ USTR สอบสวนแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศคู่ค้า ซึ่งก่อให้เกิดภาระต่อการค้าของสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังให้อำนาจในการกำหนดมาตรการแก้ไข โดยการขึ้นภาษีศุลกากรและการกำหนดข้อจำกัดทางการค้าอื่น ๆ โดย USTR อาจเริ่มดำเนินการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ด้วยตนเอง หรือเปิดการไต่สวนเพื่อตอบสนองต่อคำร้องจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยต้องอยู่ภายใต้อำนาจเฉพาะจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
5.มาตรา 338 แห่งพระราชบัญญัติภาษีศุลกากร ปี ค.ศ. 1930 (Tariff act of 1930) ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในการกำหนดอัตราภาษีใหม่ในอัตราสูงสุดร้อยละ 50 ต่อประเทศที่เลือกปฏิบัติทางการค้า โดยอาศัยการตรวจสอบและรายงานจาก USITC แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่เคยถูกนำมาใช้จริง
และ 6.International Economic Emergency Act (IEEPA) ปุ่มฉุกเฉินทางเศรษฐกิจให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจัดการภัยคุกคามจากภายนอกที่กระทบต่อความมั่นคง การต่างประเทศ หรือเศรษฐกิจโดยสามารถใช้มาตรการคว่ำบาตร การควบคุมการส่งออก การปิดกั้นการนำเข้า และการซื้อที่ทำโดยชาวต่างชาติ
ทั้งนี้ IEEPA ไม่ได้กำหนดนิยามที่ชัดเจน จึงทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามีอำนาจตัดสินใจโดยอิสระ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา แต่ IEEPA กำหนดให้ประธานาธิบดีปรึกษาและรายงานกับรัฐสภาเป็นระยะ ซึ่งล่าสุดมาตรการนี้ได้รับการตัดสินว่าไม่ได้ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการเก็บภาษีแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีแง่นมุมอื่นๆที่เปิดช่องให้ทรัมป์นำมาอ้างในประเด็นอื่นได้อีกหรือไม่
จากมาตรการต่างๆข้างต้น เห็นชัดเจนว่า สงครามการค้าสหรัฐกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกยังไม่จบ ยังมีอีกหลายสนามให้ประลอง เมื่อคลังอาวุธทางกฎหมายยังเต็มมือ เกมภาษีรอบใหม่จึงอาจ ดุเดือดกว่าเดิม และกลับมาเขย่าเศรษฐกิจโลกอีกระลอก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดคลังอาวุธทางการค้า ทรัมป์ เขย่าเศรษฐกิจโลกยก 2 หลังภาษีตอบโต้โมฆะ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th