โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วันสตรีสากล 69 ถกเรื่องทำแท้งปลอดภัยในไทย ถูกกฎหมายเข้าถึงยาก

Amarin TV

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สังคมตีตราการทำแท้งเพื่อเสริมอำนาจการแพทย์และนโยบายเพิ่มประชากรของรัฐ ความจริงอำนาจตัดสินใจเหนือเนื้อตัวร่างกายควรเป็นสิทธิขาดของผู้ตั้งครรภ์เอง

8 มีนาคม วันสตรีสากล หากวันนี้คือวันที่เรามาร่วมตอกย้ำอำนาจของผู้หญิง วิธีการหนึ่งที่เราจะคืนอำนาจของผู้หญิงกลับคืนสู่ผู้หญิงได้ นั่นคือการทำแท้ง เพราะการทำแท้งที่ผู้หญิงตัดสินใจเอง คือการมอบอำนาจเหนือเรือนร่างตน

การทำแท้งคือเรื่องของผู้หญิง ไม่ใช่เรื่องของหมอ

เราหลายคนอาจชินว่า การทำแท้งคือกิจกรรมหนึ่งที่ตกอยู่ในกล่องการแพทย์สูติศาสตร์ เพราะมีความสัมพันธ์กับการตั้งครรภ์ กับมดลูก กับระบบเจริญพันธุ์ ต้องได้รับความยินยอมจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ประกาศคำตัดสินว่า ร่างกายเราจะรักษาตัวอ่อนระยะต้นไว้ หรือว่าไม่

แต่หากเราย้อนเวลากลับไปนานสักหน่อย จะพบว่า การทำแท้งไม่ใช่เรื่องของการแพทย์มาตั้งแต่ต้น แต่เคยเป็นเรื่องในครัวเรือนที่ผู้หญิงดูแลกันเองด้วยภูมิปัญญาและสมุนไพรต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตมนุษย์มานานหลายพันปีเห็นได้จากการบันทึกในคัมภีร์ปาปิรุสโบราณ Ebers Papyrus หรือในงานศิลปะ Publius Ovidius Naso ของ Ovid กวีชาวโรมัน ซึ่งพอพิสูจน์ได้ว่า ในอดีตการยุติการตั้งครรภ์เป็นเรื่องสามัญที่ผู้หญิงทำได้เอง

แต่เป็นการแพทย์สมัยใหม่ที่ยึดเอาการทำแท้งไปอยู่ในขอบเขต แพทย์มีอำนาจตัดสินเด็ดขาด และพรากจากผู้หญิงที่เคยมีอำนาจตัดสินใจ มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) อธิบายแนวคิดนี้เอาไว้ว่า กลุ่มวิชาชีพแพทย์ได้เข้ามายึดอำนาจชีวิตประจำวันหลายอย่าง อาทิ เรื่องเพศ เรื่องความบ้า เรื่องการทำแท้ง และพฤติกรรมอื่น ๆ ทำให้กลุ่มอาชีพแพทย์มีอำนาจเหนือการควบคุมชีวิตคนได้

กระบวนการทำให้เป็นเรื่องทางการแพทย์ หรือ Medicalization มีตั้งแต่ การให้คำนิยาม, การสร้างความเป็นวิชาชี, หรือการกีดกันคนนอก ต่อมาคือลุ่มวิชาชีพแพทย์มีอำนาจมาก และสมารถชี้ว่าใครคือผู้ป่วยได้ รวมถึงผู้ที่ประสงค์อยากยุติการตั้งครภ์

ดังนั้นแล้ว วันสตรีสากลจึงเป็นวันที่เหมาะสมในการย้ำว่า อำนาจในการตัดสินใจเหนือเนื้อตัวร่างกายควรเป็นของเจ้าตัว การยุติการตั้งครรภ์หรือไม่ เป็นการตัดสินใจของผู้ตั้งครรภ์ ไม่ใช่แพทย์ ไม่ใช่คู่สมรส ไม่ใช่ครอบครัว ไม่ใช่หัวหน้างาน แต่เป็นของผู้ตั้งครรภ์

ทำแท้งปลอดภัยในไทย ถูกกฎหมาย แต่เข้าถึงได้ยาก

การทำแท้งในไทยมีการเปลี่ยนแปลงล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2564 จากการทำไม่ได้โดยเด็ดขาด เป็นสิ่งที่ทำได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ฉะนั้นแล้ว ในไทยหากหญิงอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์สามารถทำได้เลย และหากอยู่ระหว่าง 12-20 สัปดาห์จะต้องผ่านการปรึกษา อย่างไรก็ตาม มีหลายคน แม้แต่บุคลากรการแพทย์เอง ที่ไม่รู้ว่า การทำแท้งปลอดภัยอย่างถูกกฎหมาย แพทย์ชุตินาถ ชินอุดมพร (หมอชุ) กล่าว

“ปัญหาคือ ทัศนคติของผู้ให้บริการ ที่มองว่าเป็นการพรากชีวิต ใช้สิทธิของตนเองกีดกันผู้รับบริการ” แพทย์ชุตินาถกล่าว ชี้ว่า บางกรณีนอกจากแพทย์จะปฏิเสธการให้บริการแล้ว ยังไม่ส่งต่อผู้ประสงค์อยากยุติการตั้งครรภ์อีกด้วย

“อุปสรรคทั้งหมดคือความเชื่อ ไม่ใช่หลักการวิทยาศาสตร์อะไร เกิดจากคนในวงการการแพทย์เอง” แพทย์ณัฐ ศิริรัตน์บุญขจร หรือหมอนัทกล่าว เขาเป็นหมออีกคนที่สนับสนุนการยุติการตั้งครรภ์

การทำแท้งปลอดภัยแม้ถูกกฎหมาย แต่ยังเข้าถึงได้ยากในประเทศไทย หากดูตามแผนที่ของกลุ่มทำทางที่จัดทำไว้ในปี 2567 จะพบว่า มีสถานพยาบาลที่ให้บริการยุติการตั้งครรภ์ 133 แห่ง เป็นของรัฐ 92 แห่ง และเอกชน 41 แห่งใน 51 จังหวัด นั่นหมายความว่า อีก 26 จังหวัดไม่มีบริการภายใน และผู้ประสงค์อยากยุติการตั้งครรภ์ต้องเดินทางออกนอกพื้นที่

แต่แม้จังหวัดที่มีสถานให้บริการก็ยังมีปัญหา คลินิกและโรงพยาบาลเอกชนมักมีค่าบริการแพง ตั้งแต่หลากหลายพันสำหรับอายุครรภ์ไม่กี่สัปดาห์ จนถึงหลายหมื่นหากมีอายุครรภ์หลายสัปดาห์ขึ้น ทำให้คนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงได้

สำหรับสถานพยาบาลของรัฐ ส่วนมากมักไม่มีการประชาสัมพันธ์ว่า มีบริการนี้ในองค์กร บุคลากรแผนกอื่นอาจต่อต้าน และแสดงท่าทีไม่เป็นมิตร หากมีคนเข้าไปถามหาบริการยุติการตั้งครรภ์ ทั้งดุด่า หรือทำให้อับอายต่อหน้าสาธารณะ สถานบริการฯ ของรัฐหลายแห่งจะรับกรณีที่ส่งต่อมาจากหน่วยงานภายนอก อาทิ กลุ่มทำทาง กลุ่มอาสาสมัครและองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานสนับสนุนการยุติการตั้งครรภ์ปลอดภัยเพื่อสิทธิในร่างกาย หรือ สายด่วน 1663

การปกปิดเพราะคิดว่าเป็นสิ่ง “ผิดศีลธรรม” เป็นแนวคิดสำคัญที่ทำให้บุคลากรจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับการยุติการตั้งครรภ์ หรือหากไม่ต่อต้านก็อาจมาในทำนองว่า “ไม่ต่อต้าน แต่ฉันไม่ทำเอง” หรือการตั้งเงื่อนไขพิเศษเพิ่มเติม

“ไม่ทำแท้งให้ ถ้าไม่น่าสงสารพอ” คือสิ่งที่หมอชุเล่าว่า ได้ยินมาจากแพทย์พยาบาลคนอื่น หนึ่งในเงื่อนไขที่ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ตามใจ ตามอคติของคนตั้ง และยังมีการตั้งเงื่อนไขอื่นๆ อีก อาทิ ทำแท้งแล้วต้องทำหมันต่อจึงจะทำให้, หากเป็นการตั้งท้องซ้ำจะไม่ทำแท้งให้, ต้องให้ผู้ปกครองมาด้วย ซึ่งกรณีนี้เกิดขึ้นกับชายข้ามเพศวัยเกือบ 30 หรือต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการแพทย์ถึง 5 คนให้ตัดสินตรงกันว่า กรณีนี้เหมาะที่จะได้รับความปรานีให้ทำแท้ง

ผู้หญิง (และผู้ตั้งครรภ์ได้ที่ไม่ใช่ผู้หญิง) ไม่มีอำนาจตัดสินใจเหนือเรือนร่างและชีวิตของตนเลย ก่อนที่การทำแท้งจะถูกกฎหมายในปี 2564 ผู้หญิงหาทางกลับมาควบคุมร่างกายตนด้วยการใช้บริการศูนย์ให้บริการทำแท้งเถื่อน ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายและชีวิตของพวกเธอ

คลินิกทานตะวัน ทำแท้งปลอดภัย เข้าถึงง่าย

กลุ่มทำทาง จึงตั้งคลินิกให้บริการยุติการตั้งครรภ์ขึ้นมา ชื่อว่า “คลินิกเวชกรรมทานตะวัน” เพื่อให้บริการผู้ที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย และมีมุมมองเอาการทำแท้งออกจากการแพทย์ ทำคลินิกให้เหมือนบ้าน ผู้ให้บริการไม่ใส่เครื่องแบบ เพื่อ Demedicalization ยึดอำนาจคืนจากมือหมอ สู่คนตั้งครรภ์ ให้ผู้อยากยุติการตั้งครรภ์เป็นศูนย์กลางที่สำคัญที่สุด

คลินิกทานตะวัน มีอายุครบ 7 เดือนแล้วในวันสตรีสากลปี 2569 ตั้งขึ้นมาเพื่อการยุติการตั้งครรภ์ปลอดภัยที่เข้าถึงง่าย ด้วยตัวเลือกการให้คำปรึกษาออนไลน์ และการส่งยาทางไปรษณีย์ ค่าบริการอยู่ที่ 1,500 บาทสำหรับอายุครรภ์ไม่เกิน 10 สัปดาห์ และ 1,700 บาทหากเกิน 10 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของคลินิกแห่งนี้คือการให้บริการฟรี ผู้เข้ารับบริการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลพรรครีพับลิกันไม่อนุญาตให้มีการนำทุนจากสหรัฐฯ ไปใช้ในงานเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ได้ รวมถึงการลดลงของทุนจำนวนมาก ทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น คลินิกจึงจำเป็นต้องเก็บค่าบริการในอัตราดังกล่าว เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้

ผู้ต้องการรับบริการสามารถมารับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่และดำเนินการยุติการตั้งครรภ์ที่คลินิกได้เช่นกัน แต่แนะนำให้แจ้งล่วงหน้า เพื่อคลินิกจะจัดคิวไว้ เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้รับบริการทุกท่าน การให้บริการจะเริ่มตั้งแต่

  • ติดต่อ ยืนยันตัวตน โดยจะต้องคุยกับผู้ตั้งครรภ์เท่านั้น ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่คนรัก เพื่อให้แน่ใจว่า ผู้เข้ารับบริการต้องการยุติการตั้งครรภ์จริง ซึ่งหากไม่เต็มใจ ผู้ให้คำปรึกษาชี้ว่า จะสามารถสังเกตได้จากลักษณะการพูดคุย
  • หมอและแอดมินประเมินสุขภาพ และบอกวิธีการใช้ยา
  • ผู้รับบริการชำระเงินและรับยา
  • ใช้ยาโดยมีคลินิกดูแลติดตาม
  • ติดตามอาการหลังใช้ยา 1, 3, 7, 21 วัน รวมถึงให้คำปรึกษาเรื่องการคุมกำเนิดโดยไม่ตัดสิน
  • หลังใช้ยา 21 วันตรวจปัสสาวะยืนยันว่าการทำแท้งสมบูรณ์หรือไม่

เพราะการยุติการตั้งครรภ์ในไทยเข้าถึงยาก ตลอด 7 เดือนที่คลินิกตั้งขึ้น มีผู้ใช้บริการไปแล้วมากกว่า 1,400 คน ไม่ใช่แค่คนไทย แต่ยังมีคนต่างชาติ จากประเทศที่การยุติการตั้งครรภ์ยังไม่ถูกกฎหมาย ส่วนมากเป็นคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ก็มีคนจากเนเธอร์แลนด์ โอมาน และประเทศจากภูมิภาคอื่นมารับบริการด้วย

ทีมให้คำปรึกษาแบ่งปันกับเราว่า ไม่ว่าคนไทยหรือคนต่างชาติ มีจุดร่วมกันคือความกดดัน และความเครียดในการยุติการตั้งครรภ์ การยุติการตั้งครรภ์ถูกกฎหมาย และการมีคลินิกไม่ได้ทำให้คนอยู่ ๆ อยากทำแท้งมากขึ้น (ไม่อย่างนั้นคนคงอยากเป็นมะเร็งหรือเบาหวานเพิ่มขึ้นแล้ว เพราะมีคลินิกเฉพาะทางรักษาโรคดังกล่าว) โซฟาสีเหลืองในคลินิก บ่อยครั้งเป็นที่ระบายความอัดอั้น และปล่อยน้ำตาของผู้มารับบริการ

หมอชุกล่าวว่า คนส่วนใหญ่ 90% มีวิธีคุมกำเนิดของตัวเองอยู่แล้ว แต่ไม่มีวิธีไหนยืนยันผลได้ 100% เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด แม้โอกาสจะน้อยมาก แต่เทียบกับจำนวนประชากรก็ยังถือว่าเยอะอยู่ดี กลุ่มทำทางบอกว่า ใน 1 ปีมีผู้ประสงค์อยากยุติการตั้งครรภ์ถึงปีละ 200,000 คน

“การยุติการตั้งครรภ์ไม่ใช่เรื่องการแพทย์ แต่เป็นเรื่องแรงงาน เรื่องการกดทับของสังคมชายเป็นใหญ่ บางคนทำไปแล้วก็ยังรู้สึกแย่กับครอบครัว แย่กับความเชื่อของตัวเอง หลายคนสะท้อนว่า การตัดสินใจเขารอบนี้กระทบกับตัวตนทั้งหมดในชีวิตเขาที่ผ่านมา หลายคนก็ยังให้อภัยตัวเองไม่ได้” หมอชุกล่าว

ความรู้สึกผิด บางครั้งเกิดขึ้นเนื่องจากเราส่วนใหญ่มักเติบโตมาภายใต้ความเชื่อที่บอกเราว่า การทำแท้งคือบาป ทั้งที่แนวคิดเหล่านี้อาจถูกกำหนดไว้เพื่อสนับสนุนแนวคิดการเพิ่มประชากรของรัฐ และมองว่าหน้าที่ของผู้หญิงคือการเพิ่มประชากร การยุติการตั้งครรภ์จึงเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่เท่านั้น

แต่ในขณะเดียวกันรัฐที่ต้องการให้เรามีลูกมาก ๆ ก็ไม่มีระบบสวัสดิการที่ดีพอ รัฐยังหวงแหนวันลาคลอด เงินสนับสนุนระหว่างท้องก็ไม่เพียงพอสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ ไม่มีศูนย์รับเลี้ยงเด็กชุมชนที่ทั่วถึง ทำให้สภาพแวดล้อมในการเติบโตไม่ดีอาจเกิดอันตรายเมื่อแม่ต้องกระเตงลูกอ่อนไปทำงานด้วย เช่น งานโรงงานที่เด็กอาจต้องเจอกับฝุ่น ความร้อน สารเคมี และแม่เองก็เหนื่อยมากขึ้น

“เราจึงอยากเป็นคลินิกที่บอกว่า การตัดสินใจของคุณครั้งนี้ไม่ใช่ความผิดบาป มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้” หมอชุกล่าวต่อ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...