โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ความเสื่อมของอเมริกาได้ปรากฏแล้ว ประเทศไทยโปรดอย่าหลวมตัวเข้าไปร่วม'คณะกรรมสันติภาพกาซา'

The Better

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER

จักรวรรดิที่เคยยิ่งใหญ่แต่กำลังจะเสื่อมสลาย มักจะแสดงอาการล้นๆ เกินๆ ออกมา อย่างที่เรียกว่า Decadence ซึ่งหมายถึงความเสื่อมทางศีลธรรมและความถดถอยของศิลปวัฒนธรรม ความเสื่อมที่ว่านี้จะทำให้ผู้คนในจักวรรดินั้นแสดงอาการฟุ้งเฟ้อ เห่อเหิม คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่อลังการ แต่แท้จริงแล้วเปล่ากลวงและอยู่ในสภาพ "สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ ในตน กินกัดเนื้อเหล็กจน กร่อนขร้ำ"

จักรวรรดิอเมริกันก็อยู่ในสภาพเดียวกัน เมื่อกำลังจะพังลงพร้อมๆ กับระเบียบโลก พวกชนชั้นนำอเมริกันก็มักทำอะไรนอกรีตนอกรอยและประกาศแผนการใหญ่โตแต่ไร้แก่นสาร เพียงเพื่อที่จะประกาศว่าตนยังยิ่งใหญ่

คำว่า Decadence ปัจจุบันใช้กับเรื่องศิลปะและสังคมเป็นหลัก แต่ความหมายเดิมนั้นใช้ในแง่การเมือง ดังนั้น มันจึงเป็นคำที่เหมาะกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสหรัฐอเมริกาอย่างยิ่ง เพราะความเสื่อมภายในกัดกร่อนตัวเองจนผุไปทีละน้อย ส่วนภายนอกก็ตนทำลายระเบียบโลกจนย่อยยับ

โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวเร่ง political decline (การเสื่อมทางการเมือง) จนก่อให้เกิด political decadence อย่างชัดเจน การทำสงครามการค้า การทำสงครามภาษี การขู่จะยึดกรีนแลนด์ การโจมตีเวเนซุเอลา ทั้งหมดนี้เป็นตัวทำความเสื่อมให้เกิดกับจักรวรรดิรอเมริกันทั้งสิ้น แต่ทรัมป์คิดว่ามันเป็นการ "เล่นใหญ่" ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ก็จริง และ "งดงาม" ในสายตาพวก Trumpist (พวกอนุรักษ์นิยมแบบทรัมป์)

เป็นความอุจาดในสายตาคนนอก แต่คนในเห็นว่างดงามแบบนี้แหละที่เรียกว่า Decadence

ทำไมผมถึงพรรณนาคำๆ นี้มากมายนัก?

เพราะหากเราจะศึกษาประวัติศาสตร์การล่มสลายของมหาอำนาจ หรือจักรวรรดิ หรือระเบียบโลก เราจะหลีกเลี่ยงคำว่า Decadence ไม่ได้เลย

และตอนนี้สิ่งที่ทรัมป์ทำลงไปล้วนแต่เป็นตัวแสดงถึงความเสื่อมทั้งสิ้นของมหาอำนาจ/จักรวรรดิอเมริกัน

ล่าสุด การที่เขาเสนอตั้งคณะกรรมการกาซา หรือที่เรียกเสียหรูหรา (แต่ไร้แก่นสาร) ว่า 'คณะกรรมการสันติภาพ' คือสิ่งที่แสดงออกถึงการอวดความยิ่งใหญ่แบบลมๆ แล้งๆ

คณะกรรมการกาซานี้ตั้งขึ้นมาโดยหมายจะเป็นกลไกลบริหารและดูแลฉนวนกาซาที่ย่อยยับจากสงครามกับอิสราเอล โดยเชิญประเทศต่างๆ มานั่งเป็น 'บอร์ด' ซึ่งเป็นแนวคิดที่คล้ายๆ กับคณะมนตรีภาวะทรัสตีแห่งสหประชาชาติ (United Nations Trusteeship Council) ที่เป็นคณะตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยบริหารและดูแลดินแดนที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างยังเป็นดินแดนอาณานิคมหรือถูกยึดครองโดยชาติอื่นและอยู่ในขั้นตอนที่กำลังจะเป็นเอกราช ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนี้ สหประชาชาติตั้งคณกรรมการการ หรือ ทรัสต์ (Trusteeship) ขึ้นมาดูแล

ปาเลสไตน์ก็เคยเกือบจะเป็นดินแดนในการดูแลของทรัสตี แต่สหรัฐฯ ขัดขวางการทำเช่นนั้น ผลก็คือ อิสราเอลฉวยโอกาสตั้งรัฐของตนในดินแดนนั้น แล้วทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์ไม่เคยสงบเลยจนถึงทุกวันนี้ แล้วล่าสุด ทรัมป์ก็คิดจะใช้แนวคิดทรัสตีกับดินแดนของปาเลสไตน์เสียอย่างนั้น

เรื่องนั้นเป็นอดีตไปแล้ว ปัจจุบันและอนาคตมันจะอีรุงตุงนังยิ่งกว่า หากจะมีประเทศไหนหลวมตัวไปเป็นสมาชิดของ 'บอร์ด' หรือทรัสตีที่ทรัมป์ตั้งขึ้นมา

เพราะนี่ไม่ใช่แค่จะมาดูแลกาซาแล้ว ทรัมป์ยังหวังที่จะใช้มันเป็นกลไกใหม่ที่จะมาแทนที่สหประชาชาติด้วยซ้ำ พูดง่ายๆ ก็คือ หลังจากเขา "ทำวินาศกรรม" ด้วยการกล่าวโจมตีและถอนสหรัฐฯ จากองค์กรระดับโลกต่างๆ ทรัมป์ จึงคิดที่จะสร้างกลไกโลกขึ้นมาใหม่ด้วยมือของตนเอง โดยประกาศว่าตนเองจะเป็นแกนหลักที่ดำรงตำแหน่งถาวรในคณะกรรมการนี้ ถาวรขนาดที่ว่าแม้จะหลุดจากตำแหน่งประธานาธิบดีไปแล้วทรัมป์ก็ยังจะคุมคณะกรรมการนี้ไว้

ทรัมป์เองก็บอกด้วยว่า คณะกรรมการนี้จะมาแทนที่สหประชาชาติ ดังนั้นไม่ใช่แค่เลียนแบบทรัสตีของสหประชาติ แต่มันจะมาแทนที่องค์กรทั้งองค์กรเลยต่างหาก

นี่คือความฝันแบบ Decadence แท้ๆ คือ คิดใหญ่เล่นใหญ่ ดูหวือหวาตื่นตาตื่นใจ แต่หาสาระอะไรไม่ได้เลย

ทำไมถึงหาสาระไม่ได้? เพราะแม้แต่พันธมิตรของสหรัฐฯ ในโลกตะวันตกก็ยังไม่เอาด้วย โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และนอร์เวย์

ฝรั่งเศสรู้แกวว่า ทรัมป์กำลังคิดอะไรอยู่ ปาสคาล คอนฟาฟเรอซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสกล่าวกับสำนักข่าว CNN ว่า “เมื่อคุณอ่านกฎบัตรแล้ว มันไม่ได้ใช้ได้เฉพาะกับฉนวนกาซาเท่านั้น ในขณะที่มติที่เราลงมติในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมุ่งเป้าไปที่ฉนวนกาซาและตะวันออกกลางโดยตรง” และ “ประเด็นที่สองคือ มันก่อให้เกิดความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความสมเหตุสมผลกับกฎบัตรของสหประชาชาติ”

อีกประเทศที่รู้ทันว่าทรัมป์ต้องการเล่นใหญ่ให้องค์กรของเขามาแทนที่สหประชาชาติ คือ เฮเลน แมคเอนที รัฐมนตรีต่างประเทศไอร์แลนด์ ที่กล่าวว่า “สหประชาชาติมีอำนาจหน้าที่เฉพาะในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ และมีความชอบธรรมในการนำชาติต่างๆ มารวมกันเพื่อหาทางออกร่วมกันสำหรับความท้าทายที่เผชิญร่วมกัน แม้ว่าอาจจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่สหประชาชาติและหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศมีความสำคัญยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา”

ทรัมป์ได้ส่งเทียบเชิญประเทศต่างๆ ให้เข้ามาร่วมคณะกรรมการนี้ ไอร์แลนด์ก็ได้รับเชิญเช่นกัน แต่แมคเอนทีกล่าวว่าไอร์แลนด์ "จะพิจารณาคำเชิญดังกล่าวอย่างรอบคอบ"

นี่เป็นท่าที่ร่วมกันของหลายๆ ประเทศ อย่างฝรั่งเศสนั้นระบุเจตนาชัดเจนว่า "จะไม่ตอบรับคำเชิญของเขา" ทรัมป์จึงขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษี 200% ต่อไวน์และแชมเปญของฝรั่งเศส

การข่มขู่ของทรัมป์แบบนี้จะเรียกว่าเป็นสันติภาพได้อย่างไร? ดังนั้นจึงเป็นแค่ปาหี่ที่แสดงให้โลกเห็นว่า "ข้ายังใหญ่" และ "เรายังไม่เสื่อมถอย" แต่จริงๆ แล้วคนแบบทรัมป์นี่แหละที่ทำให้จักรวรรดิอเมริกันเสื่อมลงอย่างหนักโดยเฉพาะการเสื่อมศรัทธาของนานาประเทศ แม้แต่ประเทศพันธมิตรเก่าแก่ยังไม่เอาด้วย

ประเทศเหล่านี้เป็นผู้ช่วยคุ้มครอง 'ระเบียบโลก' ที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำมาแต่เดิม เมื่อพวกเขาปฏิเสธความพยายามกอบกู้ระเบียบที่พังพินาศที่ทำเหมือนคนสติไม่ดี ประเทศเหล่านั้นจึงต้องถอยออกมา เพราเกรงว่าจะถูกตราหน้าว่าสติไม่ดีไปด้วย

การเมืองโลกตะวันตกนั้นอิงกับ Reason หรือ Rationality หรือความสมเหตุสมผลและการมีตรรกะมานับร้อยปี และนี่คือรากฐานของ 'ระเบียบโลกบริเตน' (Pax Britanica) และ 'ระเบียบโลกอเมริกา' (Pax Americana) การที่ประเทศตะวันตกครอบงำโลกได้มาตลอดก่อนและหลังมหาสงครามครั้งสองครั้ง ก็เพราะยึดมั่นในความมีเหตุมีผลนี่เอง (ความมีเหตุมีผล ก็คือรากฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรของสหประชาชาติ)

ดังนั้น เมื่อทรัมป์ทำลายความสมเหตุสมผลทางการเมืองโลก พวกตะวันตกก็ต้องเผ่นเหมือนเห็บหนีออกจากหมาที่กำลังจะจมน้ำฉันนั้น

เช่น คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป กล่าวว่า สหรัฐอเมริกา "กำลังแสดงพฤติกรรมที่แปลกประหลาดมาก" ในฐานะที่เป็นพันธมิตรกัน

คำว่า "แปลกประหลาด" ก็คือไม่สมเหตุสมผลนั่นเอง

คณะกรรมการกาซาไม่สมเหตุผลมากมาย อย่างแรกคือ มีเจตนาที่จะเอามาทับบทบาทของสหประชาชาติโดยที่ทรัมป์จะนั่งเป็นประธานเสียเองไปตลอดชีวิต

แบบนี้ไม่เรียกว่าไร้ความสมเหตุสมผล (Irrationality) แล้วจะเรียกว่าอะไร?

ประการต่อมา คณะกรรมการนี้เชิญประเทศตามใจชอบ รวมถึงประเทศที่มีปัญหากับโลกตะวันตก เช่น รัสเซียและเบลารุส ซึ่งทำให้ยุโรปหงุดหงิดกันมากทั้งฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร โดยเคียร์ สตาร์เมอร์บอกว่าการเชิญปูตินมานั่งบอร์ดนี้ด้วยถือเป็นเรื่อง "น่าเป็นห่วง"

คณะกรรมการนี้จึงอลเวงเป็นที่สุด ไม่มีทั้งเหตุและผลของการก่อตั้ง และผลที่ออกมาจะเป็นสงครามมากกว่าสันติภาพด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นการแตกแยกของพันธมิตรด้วยกัน และการที่ประเทศใดที่หลวมตัวเข้าไปร่วมก็จะถูกอิสราเอลเพ่งเล็ง (อิสราเอลต่อต้านคณะกรรมการนี้ แต่ต่อมา เนทันยาฮู ตอบรับคำเชิญ เราจึงไม่แนาฃ่ใจว่าอิสรราเอลคิดอย่างไรกันแน่?) และปาเลสไตน์กับชาติมุสลิมที่สนับสนุนปาเลสไตน์ก็อาจไม่พอใจ เพราะบอร์ดนี้ดูจะเป็นการใช้กาซาฉกฉวยผลประโยชน์ของพวกอเมริกันมากกว่า

ผมพิจารณาดูแล้ว "ไม่เห็นมีดีอะไร" รังแต่จะทำให้โลกวุ่นวายเปล่าๆ

บางคนอาจคิดว่า การที่ทรัมป์จะใช้คณะกรรมการนี้เป็นฐานในการสร้างระเบียบโลกใหม่ ผมเห็นว่านี่เป็น Political decadence เสียมากกว่า คือเป็นความพยายามเฮือกสุดท้ายที่จะแสดงอำนาจบาตรใหญ่ทั้งๆ ที่บารมีสูญสิ้นแล้ว ประเทศที่มีเหตุและผลจึงไม่เข้าร่วม ประเทศยังมีสติปัญญาก็ลังเล ประเทศที่ไม่อยากเอาตัวเข้าไปเสี่ยงก็จะบอกว่า "ขอเวลาศึกษาก่อน" หลังได้รับคำเชิญ

ประเทศออกปากรับอย่างว่องไว คือ แอลเบเนีย (โปรทรัมป์) อาร์เจนตินา (โปรทรัมป์) อาร์เมเนีย (โปรทรัมป์) เบลารุส (สายปูตินที่สนิทกับทรัมป์) อียิปต์ (โปรทรัมป์) ฮังการี (โปรทรัมป์และปูติน) คาซัคสถาน (สนับสนุนมหาอำนาจ) โมร็อกโก (โปรทรัมป์เพราะทรัมป์ยอมรับการอ้างสิทธิ์ของโมร็อกโกเหนือดินแดนเวสเทิร์นสะฮารา) ปารากวัย (โปรทรัมป์) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (โปรทรัมป์และหุ้นส่วนของสหรัฐฯ ) อุซเบกิสถาน (โปรทรัมป์) และเวียดนาม (อาจจะต้องการ"แสง"ในเวทีการเมืองโลก เพราะอยู่ในช่วงที่ โต เลิม เลขาการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามต้องสร้างผลงานเพื่อรับเลือกเป็นประธานาธิบดีพอดี)

ประเทศพวกนี้บางแห่งเป็น 'บริวาร' ของสหรัฐฯ บางแห่งต้องการเอาใจทรัมป์ บางแห่งอยากจะได้แสง บางประเทศกำลังถ่วงดุลกับจีนก็เลยต้องเอาใจทรัมป์ ทั้งหมดนี้ ไม่ต้องคิดอะไรมาก "ท่านสั่งมา" ก็ทำตามโดยซื่อสัตย์

ประเทศพวกนี้ไม่มีพลังเอาเลยในการเรียกแขกให้มาร่วมคณะกรรมการ ออกจะทำให้ประเทศอื่นๆ ที่คิดจะรับคำเชิญถูกมองไปด้วยว่าเป็นลูกไล่ของสหรัฐฯ

เป็นลูกไล่ของสหรัฐฯ ก็ยังพอทน ถูกมองเป็นข้าทาสบริวารของทรัมป์นี่พอเลย

อีกหลายสิบประเทศ รวมถึงไทยที่ได้รับคำเชิญ ตอนนี้ยัง "ขอศึกษารายละเอียด" กันอยู่ หรือพูดกันตรงๆ ก็คือ ดูทิศทางลมว่าเราควรจะร่วมหรือมันจะล่มแน่ๆ

ประเทศไทยควรทำอย่างไร?

เนื่องจากการปฏิเสธแบบไม่ไยดีอาจจะทำให้ไทยถูกข่มขู่แบบที่ฝรั่งเศสเจอ ไทยอาจะต้องดูความเคลื่อนไหวของประเทศกลางๆ (ในเรื่องกาซา) เป็นหลัก เช่น จีน บราซิล ออสเตรเลีย หรืออาจจะต้องดูท่าที่ของสภาพยุโรปทั้งหมดด้วย หากประเทศเหล่านี้รับคำเชิญ เราก็ไม่มีทางเลือก แต่ผมเชื่อว่าแม้เข้าไปนั่งในบอร์ดแล้วก็อาจจะมีการถอนตัวออกมาในภายหลัง หรืออาจจะล่มในภายภาคหน้าด้วยซ้ำ

แต่โปรดศึกษาท่าทีของจีน ซึ่งผมเห็นว่ายังไม่ปฏิเสธทันใด แต่ก็กล่าวไว้อย่างมีหลักการ

จีนกล่าวว่า จะปกป้องระบบระหว่างประเทศที่มีสหประชาชาติเป็น "แกนหลัก" หลังจากประกาศเมื่อวันก่อนว่าได้รับเชิญให้เข้าร่วมคณะกรรมาธิการสันติภาพ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กัวเจียคุน กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพุธว่า จีนจะสนับสนุนระเบียบโลกระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสหประชาชาติโดยไม่คำนึงถึง "การเปลี่ยนแปลง"

"ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จีนก็ยึดมั่นในระบบระหว่างประเทศที่มีสหประชาชาติเป็นแกนหลัก…ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบนพื้นฐานของวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ"

ผมขอตีความว่า จีนไม่เอาการจัดตั้งใหม่ของทรัมป์ถึงกับยกหลักการของโลกขึ้นมาเตือนความจำของทุกคน แต่ก็ไม่ปฏิเสธโดยตรง เพราะต้องการรักษาหน้าทรัมป์

กับสหภาพยุโรปนั้นก็คงออกมารูปเดียวกัน ให้พิจารณาคำกล่าวของ ลาการ์ด ที่ว่า “เมื่อคุณเป็นพันธมิตรกันภายใต้สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ เมื่อคุณเป็นพันธมิตรกันมานานหลายทศวรรษและเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของกันและกัน การข่มขู่ว่าจะยึดครองดินแดนที่ไม่สามารถขายได้ เช่น กรีนแลนด์ และการยกเลิกข้อจำกัดด้านภาษีศุลกากรและข้อจำกัดอื่นๆ ในการค้าระหว่างประเทศนั้น ไม่ใช่การกระทำที่แสดงถึงความเป็นพันธมิตร”

สหภาพยุโรปก็ยังไม่หักหน้าทรัมป์ตรงๆ แต่ถามกันตรงๆ เหมือนกันว่าแบบนี้ยังจะให้เป็นพันธมิตรกันอีกหรือ? ซึ่งเป็นคำถามที่ทรัมป์ต้องตอบก่อนจะกล้าเรียกชุมนุมยุทธจักรโดpที่ตนเองเหยียบย่ำพวกเดียวกันแบบนี้

ดังนั้น ที่ผมบอกว่า "โปรดอย่าหลวมตัวเข้าไปร่วม" ไม่ได้หมายความว่าต้องยืนยันกระต่ายขาเดียวว่า "ไม่เอา" แต่อย่าเร่งรีบเข้าร่วมจนถูกมองว่าเป็นบริวารของทรัมป์ ให้แสดงท่าทีอย่างมีชั้นเชิง ซึ่งผมเชื่อว่ากระทรวงการต่างประเทศของเราย่อมทำให้เราอุ่นใจได้ในเรื่องนี้

อย่าให้ถูกมองว่า "นายสั่งมา" แล้วต้องพินอบพิเทาทำตามสั่ง หรือถูกมองว่าต้องการ "เลียแข้งเลียขา" ทรัมป์ จะเสัียเครดิตอย่างยิ่ง

"การหาพวก" โดยไม่เลือดวิธีเป็นการแสดงอาการเสื่อมอย่างหนึ่งของประเทศมหาอำนาจ จึงแสดงออกที่ผิดเพี้ยนแบบนี้ ซึ่งตนเองก็เกิดสนิมเนื้อในกัดกินด้วย และยังเผชิญกับการท้าทายของจักรวรรดิ (หรือมหาอำนาจ) ใหม่ๆ ด้วย ทำให้ต้องพึ่งพาการสร้างระเบียบโลกกับพวกประเทศเล็กประเทศน้อยเพื่อปลอบใจตัวเองว่า "ข้ายังมีความสำคัญ"

สหรัฐฯ ในยุคของทรัมป์ได้แสดงอาการนี้ให้เห็นอย่างชัดเจน ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ประชาคมโลก "ทำใจ" ได้แล้วว่าระเบียบโลกที่นำโดยสหรัฐฯ มันพังแล้ว จะพึ่งพาไม่ได้ โดยเฉพาะสภาพ Decadence ที่ไม่มีเหตุและผลแบบนี้ จะแบกกันต่อได้อย่างไร?

สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกสหรัฐฯ เป็นแค่ภาพสะท้อนความเสื่อมระยะใกล้จะสุดท้าย ระยะสุดท้ายจะเกิด 'สงครามกลางเมือง' ขึ้นในสหรัฐฯ แล้วจะทำให้สหรัฐฯ ไม่สามารถประคองทั้งตัวเองและระเบียบโลกต่อไปได้อีก การจะเกิดเรื่องนั้นได้ตอนนี้ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น

หากยังไม่เกิดภาวะสงครามภายใน สหรัฐฯ ก็จะแสดงออกที่ผิดเพี้ยนไปเรื่อยๆ

ขึ้นอยู่กับนานาประเทศ และไทยแล้วว่าจะเล่นตามไปแบบแกนๆ หรือว่าจะมารวมหัวกันบ้างเพื่อรักษาระเบียบโลกเดิมให้อยู่กับนร่องกับรอยต่อไป

หรือว่ารวมหัวกันสร้างระเบียบโลกใหม่ที่ไม่มีสหรัฐฯ มันซะเลยดีไหม?

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา (ขวา) และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล จับมือกันขณะเดินทางมาแถลงข่าวร่วมกับนักข่าว ณ บ้านพักมารา-ลาโกของทรัมป์ ในปาล์มบีช รัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2025 (Photo by JIM WATSON / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...