ความเสื่อมของอเมริกาได้ปรากฏแล้ว ประเทศไทยโปรดอย่าหลวมตัวเข้าไปร่วม'คณะกรรมสันติภาพกาซา'
จักรวรรดิที่เคยยิ่งใหญ่แต่กำลังจะเสื่อมสลาย มักจะแสดงอาการล้นๆ เกินๆ ออกมา อย่างที่เรียกว่า Decadence ซึ่งหมายถึงความเสื่อมทางศีลธรรมและความถดถอยของศิลปวัฒนธรรม ความเสื่อมที่ว่านี้จะทำให้ผู้คนในจักวรรดินั้นแสดงอาการฟุ้งเฟ้อ เห่อเหิม คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่อลังการ แต่แท้จริงแล้วเปล่ากลวงและอยู่ในสภาพ "สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ ในตน กินกัดเนื้อเหล็กจน กร่อนขร้ำ"
จักรวรรดิอเมริกันก็อยู่ในสภาพเดียวกัน เมื่อกำลังจะพังลงพร้อมๆ กับระเบียบโลก พวกชนชั้นนำอเมริกันก็มักทำอะไรนอกรีตนอกรอยและประกาศแผนการใหญ่โตแต่ไร้แก่นสาร เพียงเพื่อที่จะประกาศว่าตนยังยิ่งใหญ่
คำว่า Decadence ปัจจุบันใช้กับเรื่องศิลปะและสังคมเป็นหลัก แต่ความหมายเดิมนั้นใช้ในแง่การเมือง ดังนั้น มันจึงเป็นคำที่เหมาะกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสหรัฐอเมริกาอย่างยิ่ง เพราะความเสื่อมภายในกัดกร่อนตัวเองจนผุไปทีละน้อย ส่วนภายนอกก็ตนทำลายระเบียบโลกจนย่อยยับ
โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวเร่ง political decline (การเสื่อมทางการเมือง) จนก่อให้เกิด political decadence อย่างชัดเจน การทำสงครามการค้า การทำสงครามภาษี การขู่จะยึดกรีนแลนด์ การโจมตีเวเนซุเอลา ทั้งหมดนี้เป็นตัวทำความเสื่อมให้เกิดกับจักรวรรดิรอเมริกันทั้งสิ้น แต่ทรัมป์คิดว่ามันเป็นการ "เล่นใหญ่" ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ก็จริง และ "งดงาม" ในสายตาพวก Trumpist (พวกอนุรักษ์นิยมแบบทรัมป์)
เป็นความอุจาดในสายตาคนนอก แต่คนในเห็นว่างดงามแบบนี้แหละที่เรียกว่า Decadence
ทำไมผมถึงพรรณนาคำๆ นี้มากมายนัก?
เพราะหากเราจะศึกษาประวัติศาสตร์การล่มสลายของมหาอำนาจ หรือจักรวรรดิ หรือระเบียบโลก เราจะหลีกเลี่ยงคำว่า Decadence ไม่ได้เลย
และตอนนี้สิ่งที่ทรัมป์ทำลงไปล้วนแต่เป็นตัวแสดงถึงความเสื่อมทั้งสิ้นของมหาอำนาจ/จักรวรรดิอเมริกัน
ล่าสุด การที่เขาเสนอตั้งคณะกรรมการกาซา หรือที่เรียกเสียหรูหรา (แต่ไร้แก่นสาร) ว่า 'คณะกรรมการสันติภาพ' คือสิ่งที่แสดงออกถึงการอวดความยิ่งใหญ่แบบลมๆ แล้งๆ
คณะกรรมการกาซานี้ตั้งขึ้นมาโดยหมายจะเป็นกลไกลบริหารและดูแลฉนวนกาซาที่ย่อยยับจากสงครามกับอิสราเอล โดยเชิญประเทศต่างๆ มานั่งเป็น 'บอร์ด' ซึ่งเป็นแนวคิดที่คล้ายๆ กับคณะมนตรีภาวะทรัสตีแห่งสหประชาชาติ (United Nations Trusteeship Council) ที่เป็นคณะตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยบริหารและดูแลดินแดนที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างยังเป็นดินแดนอาณานิคมหรือถูกยึดครองโดยชาติอื่นและอยู่ในขั้นตอนที่กำลังจะเป็นเอกราช ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนี้ สหประชาชาติตั้งคณกรรมการการ หรือ ทรัสต์ (Trusteeship) ขึ้นมาดูแล
ปาเลสไตน์ก็เคยเกือบจะเป็นดินแดนในการดูแลของทรัสตี แต่สหรัฐฯ ขัดขวางการทำเช่นนั้น ผลก็คือ อิสราเอลฉวยโอกาสตั้งรัฐของตนในดินแดนนั้น แล้วทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์ไม่เคยสงบเลยจนถึงทุกวันนี้ แล้วล่าสุด ทรัมป์ก็คิดจะใช้แนวคิดทรัสตีกับดินแดนของปาเลสไตน์เสียอย่างนั้น
เรื่องนั้นเป็นอดีตไปแล้ว ปัจจุบันและอนาคตมันจะอีรุงตุงนังยิ่งกว่า หากจะมีประเทศไหนหลวมตัวไปเป็นสมาชิดของ 'บอร์ด' หรือทรัสตีที่ทรัมป์ตั้งขึ้นมา
เพราะนี่ไม่ใช่แค่จะมาดูแลกาซาแล้ว ทรัมป์ยังหวังที่จะใช้มันเป็นกลไกใหม่ที่จะมาแทนที่สหประชาชาติด้วยซ้ำ พูดง่ายๆ ก็คือ หลังจากเขา "ทำวินาศกรรม" ด้วยการกล่าวโจมตีและถอนสหรัฐฯ จากองค์กรระดับโลกต่างๆ ทรัมป์ จึงคิดที่จะสร้างกลไกโลกขึ้นมาใหม่ด้วยมือของตนเอง โดยประกาศว่าตนเองจะเป็นแกนหลักที่ดำรงตำแหน่งถาวรในคณะกรรมการนี้ ถาวรขนาดที่ว่าแม้จะหลุดจากตำแหน่งประธานาธิบดีไปแล้วทรัมป์ก็ยังจะคุมคณะกรรมการนี้ไว้
ทรัมป์เองก็บอกด้วยว่า คณะกรรมการนี้จะมาแทนที่สหประชาชาติ ดังนั้นไม่ใช่แค่เลียนแบบทรัสตีของสหประชาติ แต่มันจะมาแทนที่องค์กรทั้งองค์กรเลยต่างหาก
นี่คือความฝันแบบ Decadence แท้ๆ คือ คิดใหญ่เล่นใหญ่ ดูหวือหวาตื่นตาตื่นใจ แต่หาสาระอะไรไม่ได้เลย
ทำไมถึงหาสาระไม่ได้? เพราะแม้แต่พันธมิตรของสหรัฐฯ ในโลกตะวันตกก็ยังไม่เอาด้วย โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และนอร์เวย์
ฝรั่งเศสรู้แกวว่า ทรัมป์กำลังคิดอะไรอยู่ ปาสคาล คอนฟาฟเรอซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสกล่าวกับสำนักข่าว CNN ว่า “เมื่อคุณอ่านกฎบัตรแล้ว มันไม่ได้ใช้ได้เฉพาะกับฉนวนกาซาเท่านั้น ในขณะที่มติที่เราลงมติในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมุ่งเป้าไปที่ฉนวนกาซาและตะวันออกกลางโดยตรง” และ “ประเด็นที่สองคือ มันก่อให้เกิดความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความสมเหตุสมผลกับกฎบัตรของสหประชาชาติ”
อีกประเทศที่รู้ทันว่าทรัมป์ต้องการเล่นใหญ่ให้องค์กรของเขามาแทนที่สหประชาชาติ คือ เฮเลน แมคเอนที รัฐมนตรีต่างประเทศไอร์แลนด์ ที่กล่าวว่า “สหประชาชาติมีอำนาจหน้าที่เฉพาะในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ และมีความชอบธรรมในการนำชาติต่างๆ มารวมกันเพื่อหาทางออกร่วมกันสำหรับความท้าทายที่เผชิญร่วมกัน แม้ว่าอาจจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่สหประชาชาติและหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศมีความสำคัญยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา”
ทรัมป์ได้ส่งเทียบเชิญประเทศต่างๆ ให้เข้ามาร่วมคณะกรรมการนี้ ไอร์แลนด์ก็ได้รับเชิญเช่นกัน แต่แมคเอนทีกล่าวว่าไอร์แลนด์ "จะพิจารณาคำเชิญดังกล่าวอย่างรอบคอบ"
นี่เป็นท่าที่ร่วมกันของหลายๆ ประเทศ อย่างฝรั่งเศสนั้นระบุเจตนาชัดเจนว่า "จะไม่ตอบรับคำเชิญของเขา" ทรัมป์จึงขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษี 200% ต่อไวน์และแชมเปญของฝรั่งเศส
การข่มขู่ของทรัมป์แบบนี้จะเรียกว่าเป็นสันติภาพได้อย่างไร? ดังนั้นจึงเป็นแค่ปาหี่ที่แสดงให้โลกเห็นว่า "ข้ายังใหญ่" และ "เรายังไม่เสื่อมถอย" แต่จริงๆ แล้วคนแบบทรัมป์นี่แหละที่ทำให้จักรวรรดิอเมริกันเสื่อมลงอย่างหนักโดยเฉพาะการเสื่อมศรัทธาของนานาประเทศ แม้แต่ประเทศพันธมิตรเก่าแก่ยังไม่เอาด้วย
ประเทศเหล่านี้เป็นผู้ช่วยคุ้มครอง 'ระเบียบโลก' ที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำมาแต่เดิม เมื่อพวกเขาปฏิเสธความพยายามกอบกู้ระเบียบที่พังพินาศที่ทำเหมือนคนสติไม่ดี ประเทศเหล่านั้นจึงต้องถอยออกมา เพราเกรงว่าจะถูกตราหน้าว่าสติไม่ดีไปด้วย
การเมืองโลกตะวันตกนั้นอิงกับ Reason หรือ Rationality หรือความสมเหตุสมผลและการมีตรรกะมานับร้อยปี และนี่คือรากฐานของ 'ระเบียบโลกบริเตน' (Pax Britanica) และ 'ระเบียบโลกอเมริกา' (Pax Americana) การที่ประเทศตะวันตกครอบงำโลกได้มาตลอดก่อนและหลังมหาสงครามครั้งสองครั้ง ก็เพราะยึดมั่นในความมีเหตุมีผลนี่เอง (ความมีเหตุมีผล ก็คือรากฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรของสหประชาชาติ)
ดังนั้น เมื่อทรัมป์ทำลายความสมเหตุสมผลทางการเมืองโลก พวกตะวันตกก็ต้องเผ่นเหมือนเห็บหนีออกจากหมาที่กำลังจะจมน้ำฉันนั้น
เช่น คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป กล่าวว่า สหรัฐอเมริกา "กำลังแสดงพฤติกรรมที่แปลกประหลาดมาก" ในฐานะที่เป็นพันธมิตรกัน
คำว่า "แปลกประหลาด" ก็คือไม่สมเหตุสมผลนั่นเอง
คณะกรรมการกาซาไม่สมเหตุผลมากมาย อย่างแรกคือ มีเจตนาที่จะเอามาทับบทบาทของสหประชาชาติโดยที่ทรัมป์จะนั่งเป็นประธานเสียเองไปตลอดชีวิต
แบบนี้ไม่เรียกว่าไร้ความสมเหตุสมผล (Irrationality) แล้วจะเรียกว่าอะไร?
ประการต่อมา คณะกรรมการนี้เชิญประเทศตามใจชอบ รวมถึงประเทศที่มีปัญหากับโลกตะวันตก เช่น รัสเซียและเบลารุส ซึ่งทำให้ยุโรปหงุดหงิดกันมากทั้งฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร โดยเคียร์ สตาร์เมอร์บอกว่าการเชิญปูตินมานั่งบอร์ดนี้ด้วยถือเป็นเรื่อง "น่าเป็นห่วง"
คณะกรรมการนี้จึงอลเวงเป็นที่สุด ไม่มีทั้งเหตุและผลของการก่อตั้ง และผลที่ออกมาจะเป็นสงครามมากกว่าสันติภาพด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นการแตกแยกของพันธมิตรด้วยกัน และการที่ประเทศใดที่หลวมตัวเข้าไปร่วมก็จะถูกอิสราเอลเพ่งเล็ง (อิสราเอลต่อต้านคณะกรรมการนี้ แต่ต่อมา เนทันยาฮู ตอบรับคำเชิญ เราจึงไม่แนาฃ่ใจว่าอิสรราเอลคิดอย่างไรกันแน่?) และปาเลสไตน์กับชาติมุสลิมที่สนับสนุนปาเลสไตน์ก็อาจไม่พอใจ เพราะบอร์ดนี้ดูจะเป็นการใช้กาซาฉกฉวยผลประโยชน์ของพวกอเมริกันมากกว่า
ผมพิจารณาดูแล้ว "ไม่เห็นมีดีอะไร" รังแต่จะทำให้โลกวุ่นวายเปล่าๆ
บางคนอาจคิดว่า การที่ทรัมป์จะใช้คณะกรรมการนี้เป็นฐานในการสร้างระเบียบโลกใหม่ ผมเห็นว่านี่เป็น Political decadence เสียมากกว่า คือเป็นความพยายามเฮือกสุดท้ายที่จะแสดงอำนาจบาตรใหญ่ทั้งๆ ที่บารมีสูญสิ้นแล้ว ประเทศที่มีเหตุและผลจึงไม่เข้าร่วม ประเทศยังมีสติปัญญาก็ลังเล ประเทศที่ไม่อยากเอาตัวเข้าไปเสี่ยงก็จะบอกว่า "ขอเวลาศึกษาก่อน" หลังได้รับคำเชิญ
ประเทศออกปากรับอย่างว่องไว คือ แอลเบเนีย (โปรทรัมป์) อาร์เจนตินา (โปรทรัมป์) อาร์เมเนีย (โปรทรัมป์) เบลารุส (สายปูตินที่สนิทกับทรัมป์) อียิปต์ (โปรทรัมป์) ฮังการี (โปรทรัมป์และปูติน) คาซัคสถาน (สนับสนุนมหาอำนาจ) โมร็อกโก (โปรทรัมป์เพราะทรัมป์ยอมรับการอ้างสิทธิ์ของโมร็อกโกเหนือดินแดนเวสเทิร์นสะฮารา) ปารากวัย (โปรทรัมป์) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (โปรทรัมป์และหุ้นส่วนของสหรัฐฯ ) อุซเบกิสถาน (โปรทรัมป์) และเวียดนาม (อาจจะต้องการ"แสง"ในเวทีการเมืองโลก เพราะอยู่ในช่วงที่ โต เลิม เลขาการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามต้องสร้างผลงานเพื่อรับเลือกเป็นประธานาธิบดีพอดี)
ประเทศพวกนี้บางแห่งเป็น 'บริวาร' ของสหรัฐฯ บางแห่งต้องการเอาใจทรัมป์ บางแห่งอยากจะได้แสง บางประเทศกำลังถ่วงดุลกับจีนก็เลยต้องเอาใจทรัมป์ ทั้งหมดนี้ ไม่ต้องคิดอะไรมาก "ท่านสั่งมา" ก็ทำตามโดยซื่อสัตย์
ประเทศพวกนี้ไม่มีพลังเอาเลยในการเรียกแขกให้มาร่วมคณะกรรมการ ออกจะทำให้ประเทศอื่นๆ ที่คิดจะรับคำเชิญถูกมองไปด้วยว่าเป็นลูกไล่ของสหรัฐฯ
เป็นลูกไล่ของสหรัฐฯ ก็ยังพอทน ถูกมองเป็นข้าทาสบริวารของทรัมป์นี่พอเลย
อีกหลายสิบประเทศ รวมถึงไทยที่ได้รับคำเชิญ ตอนนี้ยัง "ขอศึกษารายละเอียด" กันอยู่ หรือพูดกันตรงๆ ก็คือ ดูทิศทางลมว่าเราควรจะร่วมหรือมันจะล่มแน่ๆ
ประเทศไทยควรทำอย่างไร?
เนื่องจากการปฏิเสธแบบไม่ไยดีอาจจะทำให้ไทยถูกข่มขู่แบบที่ฝรั่งเศสเจอ ไทยอาจะต้องดูความเคลื่อนไหวของประเทศกลางๆ (ในเรื่องกาซา) เป็นหลัก เช่น จีน บราซิล ออสเตรเลีย หรืออาจจะต้องดูท่าที่ของสภาพยุโรปทั้งหมดด้วย หากประเทศเหล่านี้รับคำเชิญ เราก็ไม่มีทางเลือก แต่ผมเชื่อว่าแม้เข้าไปนั่งในบอร์ดแล้วก็อาจจะมีการถอนตัวออกมาในภายหลัง หรืออาจจะล่มในภายภาคหน้าด้วยซ้ำ
แต่โปรดศึกษาท่าทีของจีน ซึ่งผมเห็นว่ายังไม่ปฏิเสธทันใด แต่ก็กล่าวไว้อย่างมีหลักการ
จีนกล่าวว่า จะปกป้องระบบระหว่างประเทศที่มีสหประชาชาติเป็น "แกนหลัก" หลังจากประกาศเมื่อวันก่อนว่าได้รับเชิญให้เข้าร่วมคณะกรรมาธิการสันติภาพ
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กัวเจียคุน กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพุธว่า จีนจะสนับสนุนระเบียบโลกระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสหประชาชาติโดยไม่คำนึงถึง "การเปลี่ยนแปลง"
"ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จีนก็ยึดมั่นในระบบระหว่างประเทศที่มีสหประชาชาติเป็นแกนหลัก…ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบนพื้นฐานของวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ"
ผมขอตีความว่า จีนไม่เอาการจัดตั้งใหม่ของทรัมป์ถึงกับยกหลักการของโลกขึ้นมาเตือนความจำของทุกคน แต่ก็ไม่ปฏิเสธโดยตรง เพราะต้องการรักษาหน้าทรัมป์
กับสหภาพยุโรปนั้นก็คงออกมารูปเดียวกัน ให้พิจารณาคำกล่าวของ ลาการ์ด ที่ว่า “เมื่อคุณเป็นพันธมิตรกันภายใต้สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ เมื่อคุณเป็นพันธมิตรกันมานานหลายทศวรรษและเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของกันและกัน การข่มขู่ว่าจะยึดครองดินแดนที่ไม่สามารถขายได้ เช่น กรีนแลนด์ และการยกเลิกข้อจำกัดด้านภาษีศุลกากรและข้อจำกัดอื่นๆ ในการค้าระหว่างประเทศนั้น ไม่ใช่การกระทำที่แสดงถึงความเป็นพันธมิตร”
สหภาพยุโรปก็ยังไม่หักหน้าทรัมป์ตรงๆ แต่ถามกันตรงๆ เหมือนกันว่าแบบนี้ยังจะให้เป็นพันธมิตรกันอีกหรือ? ซึ่งเป็นคำถามที่ทรัมป์ต้องตอบก่อนจะกล้าเรียกชุมนุมยุทธจักรโดpที่ตนเองเหยียบย่ำพวกเดียวกันแบบนี้
ดังนั้น ที่ผมบอกว่า "โปรดอย่าหลวมตัวเข้าไปร่วม" ไม่ได้หมายความว่าต้องยืนยันกระต่ายขาเดียวว่า "ไม่เอา" แต่อย่าเร่งรีบเข้าร่วมจนถูกมองว่าเป็นบริวารของทรัมป์ ให้แสดงท่าทีอย่างมีชั้นเชิง ซึ่งผมเชื่อว่ากระทรวงการต่างประเทศของเราย่อมทำให้เราอุ่นใจได้ในเรื่องนี้
อย่าให้ถูกมองว่า "นายสั่งมา" แล้วต้องพินอบพิเทาทำตามสั่ง หรือถูกมองว่าต้องการ "เลียแข้งเลียขา" ทรัมป์ จะเสัียเครดิตอย่างยิ่ง
"การหาพวก" โดยไม่เลือดวิธีเป็นการแสดงอาการเสื่อมอย่างหนึ่งของประเทศมหาอำนาจ จึงแสดงออกที่ผิดเพี้ยนแบบนี้ ซึ่งตนเองก็เกิดสนิมเนื้อในกัดกินด้วย และยังเผชิญกับการท้าทายของจักรวรรดิ (หรือมหาอำนาจ) ใหม่ๆ ด้วย ทำให้ต้องพึ่งพาการสร้างระเบียบโลกกับพวกประเทศเล็กประเทศน้อยเพื่อปลอบใจตัวเองว่า "ข้ายังมีความสำคัญ"
สหรัฐฯ ในยุคของทรัมป์ได้แสดงอาการนี้ให้เห็นอย่างชัดเจน ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ประชาคมโลก "ทำใจ" ได้แล้วว่าระเบียบโลกที่นำโดยสหรัฐฯ มันพังแล้ว จะพึ่งพาไม่ได้ โดยเฉพาะสภาพ Decadence ที่ไม่มีเหตุและผลแบบนี้ จะแบกกันต่อได้อย่างไร?
สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกสหรัฐฯ เป็นแค่ภาพสะท้อนความเสื่อมระยะใกล้จะสุดท้าย ระยะสุดท้ายจะเกิด 'สงครามกลางเมือง' ขึ้นในสหรัฐฯ แล้วจะทำให้สหรัฐฯ ไม่สามารถประคองทั้งตัวเองและระเบียบโลกต่อไปได้อีก การจะเกิดเรื่องนั้นได้ตอนนี้ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
หากยังไม่เกิดภาวะสงครามภายใน สหรัฐฯ ก็จะแสดงออกที่ผิดเพี้ยนไปเรื่อยๆ
ขึ้นอยู่กับนานาประเทศ และไทยแล้วว่าจะเล่นตามไปแบบแกนๆ หรือว่าจะมารวมหัวกันบ้างเพื่อรักษาระเบียบโลกเดิมให้อยู่กับนร่องกับรอยต่อไป
หรือว่ารวมหัวกันสร้างระเบียบโลกใหม่ที่ไม่มีสหรัฐฯ มันซะเลยดีไหม?
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา (ขวา) และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล จับมือกันขณะเดินทางมาแถลงข่าวร่วมกับนักข่าว ณ บ้านพักมารา-ลาโกของทรัมป์ ในปาล์มบีช รัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2025 (Photo by JIM WATSON / AFP)