ธพส.ปลุกศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เปิดอาคาร C ต้นแบบ Smart City ภาครัฐ
ธพส.เปิดใช้งานอาคาร C ในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ ชูอาคารสำนักงานอัจฉริยะมาตรฐานรัฐ ผสานพลังงานสะอาด-เทคโนโลยี-พื้นที่ไลฟ์สไตล์ครบวงจร ภายใต้แผน “Road to Sustainnovation” ตั้งเป้ารองรับหน่วยงานครบ 25 แห่ง ภายในปี 2570
ดร.ธีธัช สุขสะอาด รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด หรือ ธพส. เปิดเผยว่า ธพส. เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ธพส. ดำเนินธุรกิจ 2 ด้าน คือ บริหารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ และรับพัฒนาอาคารบนที่ราชพัสดุให้กับภาครัฐ
ซึ่งจุดแข็งของ ธพส. คือการพัฒนาอาคารประหยัดพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาตรฐานอาคารเขียวไทย โดยล่าสุดได้พัฒนาอาคาร C ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ในรูปแบบของอาคารสำนักงานอัจฉริยะมาตรฐานของรัฐ พร้อมพื้นที่พาณิชย์แหล่งบริการและชอปปิงไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ “Road to Sustainnovation” ปักหมุดเมืองอัจฉริยะต้นแบบ
สำหรับอาคาร C ถือเป็นแฟล็กชิพสำคัญในวาระก้าวสู่ปีที่ 22 ของการก่อตั้งองค์กร และเป็นอาคารสำนักงานเกรด A ของภาครัฐที่ผสานเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านพลังงาน และแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) ภายใต้กลยุทธ์ “Road to Sustainnovation” เพื่อขับเคลื่อนศูนย์ราชการฯ สู่ต้นแบบ Smart City อย่างเป็นรูปธรรม
ดร.ธีรัช กล่าวว่า ความแตกต่างของอาคาร C จากอาคารรัฐทั่วไป คือการออกแบบให้เป็นต้นแบบอาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด BCG Model ผสาน “อารยสถาปัตย์” (Universal Design) รองรับผู้ใช้งานทุกกลุ่ม
โดยอาคารติดตั้งโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้กว่า 2,200 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อวัน พร้อมเปลือกอาคารแบบ Solar Shield ลดความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้ถึง 37% ใช้ระบบ Passive Cooling ควบคู่พื้นแผ่รังสี (Radiant Floor)
และระบบทำความเย็นส่วนกลาง (District Cooling) ช่วยกระจายความเย็นสม่ำเสมอและลดการใช้พลังงานด้านคุณภาพอากาศ ติดตั้งระบบกรอง MERV-13 ดักจับฝุ่น PM2.5 และเชื้อแบคทีเรียได้มากกว่า 85% ขณะที่วัสดุก่อสร้างกว่า 60% มาจากแหล่งผลิตในประเทศ เพื่อลดคาร์บอนจากการขนส่ง
“หัวใจสำคัญของอาคารคือ Intelligent Operation Center (IOC) ศูนย์ควบคุมข้อมูลแบบเรียลไทม์ เชื่อมต่อผ่าน GCC Super Application ให้บริการ Smart Parking, ติดตาม EV Bus, แจ้งซ่อม และระบบนำทางในอาคาร พร้อมระบบ METTRIQ AI Prediction วิเคราะห์แนวโน้มการใช้พลังงานและคาดการณ์การชำรุดอุปกรณ์ล่วงหน้า ลดความเสี่ยงและต้นทุนระยะยาว”
ปัจจุบัน อาคาร C และอาคารพดด้วง มีพื้นที่รวม 510,000 ตารางเมตร โดยมีหน่วยงานภาครัฐย้ายเข้าปฏิบัติงานแล้ว 17 หน่วยงาน จากทั้งหมด 25 หน่วยงาน อาทิ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, สำนักงานศาลปกครอง และสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยคาดว่าจะย้ายเข้าเพิ่มอีก 2 หน่วยงานในปี 2569 และครบถ้วน 100% ภายในปี 2570
โดยในส่วนของ อาคารพดด้วง จะมีพื้นที่พาณิชย์กว่า 29,754 ตารางเมตร ซึ่งพัฒนาเป็นแหล่งชอปปิงและไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย ดังนี้ ชั้น 1-3 เป็นศูนย์รวม ร้านค้า ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ธนาคาร และบริการอื่นๆ เช่น ฟิตเนส สโมสร ศูนย์บริการสุขภาพย่อยนอกพื้นที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ชั้น 4-5 บริการ Co-working Space และ Serviced Office กว่า 5,000 ตารางเมตร รองรับผู้ใช้บริการตั้งแต่ 2 คน – 50 คน ตอบโจทย์การทำงานยุคใหม่ ชั้น 6 พื้นที่พาณิชย์ และชั้น 7 ห้องประชุมสัมมนาและจัดเลี้ยง พื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร รองรับกิจกรรมขนาดใหญ่ระดับองค์กรได้กว่า 1,000 คน
สินทรัพย์รัฐแตะ 4.4หมื่นล้าน
ดร.ธีธัช ระบุว่า ที่ผ่านมา ธพส.ได้บริหารศูนย์ราชการฯ อาคาร A, B และ C รวมถึงบริหารสินทรัพย์ให้กรมธนารักษ์ เช่น อาคารสำนักงานพหลโยธิน และอาคารอเนกประสงค์กรมสรรพสามิต รวมมูลค่ากว่า 44,348 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 23,163 ล้านบาทในปี 2564 ได้สะท้อนบทบาทผู้นำการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภาครัฐอย่างเต็มตัว
นอกจากนี้ ธพส.ยังได้ลงนาม MOU กับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อพัฒนาอาคารสำนักงาน โรงพิมพ์ และที่พักอาศัยบนที่ราชพัสดุในกรุงเทพฯ และนนทบุรี พร้อมตั้งเป้ารับพัฒนาอาคารปีละ 2 โครงการ
โดยทุกโครงการจะยึดมาตรฐานอาคารเขียวไทย ออกแบบตามความต้องการใช้งาน งบประมาณ และโครงสร้างสินเชื่อของแต่ละหน่วยงาน การปรับภูมิทัศน์พื้นที่สีเขียวกว่า 138 ไร่ ให้เป็นสวนและพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ รองรับการพักผ่อนและออกกำลังกายของบุคลากรและประชาชน เปิดใช้ได้ทุกวัน เป็นต้น
“ดังนั้น การเปิดอาคาร C จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่สำนักงาน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ สู่โมเดล Smart City ภาครัฐ ที่ผสานเทคโนโลยี ความยั่งยืน และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายรองรับหน่วยงานครบ 25 แห่ง ภายในปี 2570 ตามแผน Road to Sustainnovation อย่างเต็มรูปแบบ”