เมื่อสงครามอิหร่านกำลังเตือนจีน เทคโนโลยี AI ทหารตามหลังสหรัฐฯ อยู่
สงครามที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในตะวันออกกลางเวลานี้ แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์ เพราะภูมิภาคแห่งนี้เคยเกิดความขัดแย้งมาแล้วหลายครั้ง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงคือ “วิธี” การทำสงคราม
เพราะปฏิบัติการร่วม "Epic Fury" ของสหรัฐฯ และ "Roaring Lion" ของอิสราเอล ประสบความสำเร็จอย่างเบ็ดเสร็จในการจู่โจมสายฟ้าแลบเข้าสู่ใจกลางอำนาจของอิหร่าน ถือเป็นต้นแบบสงครามยุค 2026 ที่เริ่มต้นด้วย "ปฏิบัติการไซเบอร์" ขั้นสูงสุด จนสามารถปิดฉากตระกูลผู้นำสูงสุด “คาเมนาอี” ที่ทรงอิทธิพลที่สุดอย่างถอนรากถอนโคนก่อนที่ระบบป้องกันภัยจะทันตั้งตัว
ขณะที่อิหร่านเองก็ใช้ยุทธวิถีตอบโต้กลับด้วยสงครามโดรนและสงครามบนระบบ “คลาวด์” สะท้อนว่าสงครามยุคใหม่ ไม่ต้องใช้ทหารบกเข้าห้ำหั่นกันอีกต่อไปแล้ว
ทว่าสงครามยุคใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง อาจเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับจีน มหาอำนาจยักษ์ใหญ่อีกหนึ่งชาติ ซึ่งถึงแม้จะเป็นพันธมิตรที่ดีกับอิหร่านมาโดยตลอด แต่จีนก็ค่อนข้างสงวนท่าทีอยู่พอสมควรกับสงครามครั้งนี้
นักวิชาการและที่ปรึกษาของรัฐบาลจีนถึงขั้นออกมาเตือนว่า จีนควรจะขยับเรื่องของเอไอกองทัพได้แล้ว เพราะมิเช่นนั้น ช่องว่างของความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีเอไอกองทัพระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะต้องขยายออกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน และเมื่อถึงจุดหนึ่ง การตามให้ทันคงจะเป็นเรื่องยาก
นักวิชาการจีนเตือน รัฐบาลจีนต้องขยับได้แล้ว
สำนักข่าว SCMP รายงานอ้างความคิดเห็นของที่ปรึกษาและนักวิทยาศาสตร์การเมืองของจีน ต่อรัฐบาลปักกิ่งว่า จีนต้องเร่งเสริมสร้างความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอของกองทัพ และยกระดับการบูรณาการระหว่างภาคพลเรือนกับกองทัพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อลดช่องว่างความแตกต่างด้านยุทธศาสตร์ระหว่างกองทัพจีนและสหรัฐฯ
คำเตือนดังกล่าวอ้างถึงการโจมตีแบบแม่นยำของสหรัฐฯ–อิสราเอลที่สังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน โดยเจิ้ง หย่งเหนียน นักวิชาการด้านนโยบายสาธารณะของจีน ออกมาเตือนว่า จีนอาจกำลังเสี่ยงทำผิดพลาดซ้ำรอยประวัติศาสตร์ หากยังจำกัดการพัฒนาเทคโนโลยีเอไอ ไว้เพียงการใช้งานด้านพลเรือนหรือความบันเทิง และไม่สามารถแปลงเทคโนโลยีแนวหน้าสู่ “อำนาจแข็ง” ซึ่งรวมถึงการใช้กำลังทางทหารได้อย่างเด็ดขาด
เจิ้งอ้างว่า การสังหาร Ali Khamenei แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า AI ได้ฝังรากลึกลงไปในปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ มากเพียงใด โดยในการวิเคราะห์ดังกล่าว เจิ้งชี้ให้เห็นบทบาทของบริษัทเทคโนโลยีอเมริกันอย่าง Palantir Technologies, Anthropic และ Anduril Industries ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นกลุ่ม “เทคโนโลยีฝ่ายขวา” ภายในโครงสร้างอุตสาหกรรมการทหารของสหรัฐฯ โดยบริษัทเหล่านี้มีบทบาทสำคัญตั้งแต่การรวบรวมข่าวกรอง การประมวลผลข้อมูล ไปจนถึงการปฏิบัติการในสนามจริง
เขาย้ำว่า บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ในการแสดงอำนาจทางทหาร และในปฏิบัติการทางทหารที่สหรัฐฯ เปิดฉากต่อเวเนซุเอลาในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็มีการใช้โดรนและการวางเป้าหมายด้วยเอไอ ก่อนนำไปสู่การจับกุมนิโคลัส มาดูโร ผู้นำของประเทศในขณะนั้น
“ทุกวันนี้ นับจากการที่สหรัฐฯ เข้าจับกุมประธานาธิบดีเวเนฯ ภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง ไปจนถึงการสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน สหรัฐฯ ได้บรรลุการบูรณการเชิงลึกระหว่างกองทัพเข้ากับเอไอแล้ว”
สำหรับเจิ้ง บทเรียนครั้งนี้ชัดเจนอย่างยิ่ง “ความกังวลของผมคือ ในเมื่อสหรัฐฯ พัฒนาไปถึงระดับนี้แล้ว หากเรามี AI แต่ไม่ใช้มันในกิจการทางทหาร เราจะกำลังติดกับดักของการยึดถือศีลธรรมเกินจริงหรือไม่”
เขาเตือนว่า หากปราศจากขีดความสามารถที่สอดคล้องกัน จีนเสี่ยงที่จะถูกผู้อื่น ‘รังแก’ บนเวทีระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้เร่งบูรณาการ AI เข้ากับการใช้งานทางทหารอย่างรวดเร็ว หากเลือกที่จะไม่ใช้มันอย่างต่อเนื่อง แล้วจะอ้างตนว่าเป็นมหาอำนาจได้อย่างไร
เขากล่าวต่อว่า “ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงประเด็นนี้ หากปราศจากความแข็งแกร่ง เราอาจตกอยู่ในสถานะตั้งรับเหมือนอิหร่าน เราจำเป็นต้องเรียนรู้จากสหรัฐฯ และสร้างขีดความสามารถนี้ขึ้นมา”
อย่างไรก็ตาม เขาเน้นว่า สิ่งสำคัญยิ่งกว่าการมีศักยภาพ คือการ “ต้องใช้มัน” เมื่อถึงความจำเป็น และอย่างน้อยที่สุด จีนจำเป็นต้องมีพลังเช่นนั้น ใช้มันอย่างระมัดระวังเมื่อจำเป็น แต่ไม่ใช้อย่างเกินขอบเขต และต้องมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ถูกต้อง