โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โค้งสุดท้าย... เร่งเบิกงบปี 2567 ความหวังคืนชีพเศรษฐกิจไทย ช้าไม่ได้!!

MATICHON ONLINE

อัพเดต 25 มี.ค. 2567 เวลา 07.25 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. 2567 เวลา 06.05 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วงเงินงบประมาณ 3.48 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2-3 และมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบฯ ฉบับนี้แล้ว โดยส่งร่างให้วุฒิสภาเพื่อพิจารณาในวันที่ 26 มีนาคม

หลายฝ่ายตั้งความหวังและเชื่อมั่นว่าจะผ่านไปได้ด้วยดี และนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศบังคับใช้ต่อไป

เพราะกระบวนการยกร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 ล่าช้ามามาก จากปกติต้องเริ่มใช้วันที่ 1 ตุลาคมของทุกปีตามปฏิทินงบประมาณ หมายความว่า งบประมาณแผ่นดินได้ล่าช้าออกไปถึง 6 เดือน เนื่องจากมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่

แม้สำนักงบประมาณออกเกณฑ์ให้ใช้งบไปพลาง คือการใช้งบประมาณของปี 2566 ไปพลางก่อนในระหว่างที่ยังไม่มีงบประมาณ 2567 แต่สิ่งที่หายไปคือ งบลงทุนภาครัฐ ยาหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

⦁งบประมาณล่าช้า ฉุดจีดีพีไทยโตต่ำ

งบลงทุนภาครัฐที่หายไปเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2566 เติบโตต่ำกว่าที่คาด

เดือนกุมภาพันธ์ 2567 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ระบุผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของปี 2566 ขยายตัวเพียง 1.9% ต่อปี จากที่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์และพฤษภาคม 2566 สภาพัฒน์ประมาณการเศรษฐกิจปี 2566 ไว้ที่ ช่วง 2.7-3.7% เมื่อเดือนสิงหาคม 2566 ประมาณการที่ 2.5-3.0% และเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 ได้ประมาณการที่ 2.5% รวมทั้งชะลอตัวกว่าเศรษฐกิจในปี 2565 ที่ขยายตัว 2.6%

หากจำแนกรายไตรมาสตามข้อมูลของสภาพัฒน์จะพบว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2566 ขยายตัว 2.7% เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2566 ขยายตัว 1.8% ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ไตรมาสที่ 3 ปี 2566 ขยายตัว 1.5 เนื่องจากการส่งออกที่ชะลอเป็นสำคัญ และมีสัญญาณของการชะลอตัวจากการลงทุนภาครัฐด้วย ส่วนไตรมาสที่ 4 ปี 2566 ขยายตัว 1.7% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและบริการเร่งขึ้น การอุปโภคบริโภคของครัวเรือนยังขยายตัว แต่การใช้จ่ายรัฐบาลลดลง และการใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับโรคติดเชื้อไวรัสโควิดของภาครัฐลดลง ประกอบกับการลงทุนรวมลดลง

โดยการลงทุนภาครัฐไตรมาสที่ 4 ปี 2566 ลดลง 20.1% จากการลดลง 3.4% ในไตรมาสที่ 3/2566 แบ่งเป็น การลงทุนของรัฐบาลลดลง 33.5% จากการลดลง 3.5% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2566 ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากความล่าช้าในการประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ขณะที่การลงทุนของรัฐวิสาหกิจขยายตัว 7.0% เร่งขึ้นจากการลดลง 3.3% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2566

⦁ลงทุนภาครัฐหาย ก่อสร้างซบเซา

สภาพัฒน์ยังระบุอีกว่า เศรษฐกิจไทยด้านการผลิต สาขาการก่อสร้าง ในไตรมาสที่ 4 ปี 2566 ลดลง 8.8% จากการขยายตัว 0.5% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2566 ปัจจัยสำคัญมาจากการก่อสร้างภาครัฐที่ลดลง โดยเฉพาะการลดลงของการก่อสร้างรัฐบาล เนื่องจากความล่าช้าในการประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อการก่อสร้างของรัฐบาลลดลง

อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างของรัฐวิสาหกิจยังขยายตัว สำหรับการก่อสร้างภาคเอกชนขยายตัวเป็นผลจากการก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยและอาคารที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยในภาคเอกชนขยายตัว ประกอบกับการก่อสร้างในหมวดโรงงานอุตสาหกรรมที่เร่งขึ้นจากไตรมาสที่ 3 ปี 2566 ตามการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ก่อสร้างในเขตนิคมอุตสาหกรรม

สอดคล้องกับข้อมูลจากภาคเอกชนผู้รับเหมาก่อสร้างที่ระบุว่า ผลจาก พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 ส่งผลกระทบต่องานในมือของผู้รับเหมาทั้งรายเล็กและรายใหญ่ลดลงไปจำนวนมาก เพราะงานเก่าเริ่มน้อย ขณะที่ไม่มีงานใหม่เข้ามาเพิ่มและขาดช่วง ส่งผลต่อสภาพคล่องเริ่มตึงตัว

โดยที่ผ่านมามีหลายบริษัทต้องบริหารจัดการค่าใช้จ่ายภายในให้สอดรับงานในมือ อาทิ ปรับเวลางานให้เข้ากับเนื้องาน ลดการจ่ายค่าล่วงเวลา

หากงบประมาณปี 2567 ล่าช้าอีกอาจส่งผลต่อสภาพคล่องของผู้รับเหมามากขึ้น เพราะตอนนี้มีบางบริษัทเริ่มติดขัดกันบ้างแล้ว หลังงานในมือลดลงและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงขึ้น จึงอยากให้รัฐเร่งประมูลงานโดยเร็วเพื่อมาช่วยพยุงสภาพคล่อง

⦁คลังออกมาตรการเร่งเบิกจ่าย

ปัญหาเรื่องงบประมาณล่าช้านั้นรัฐบาลไม่ได้นิ่งดูดาย โดยกระทรวงการคลัง หน่วยงานหลักที่ดูแลการเบิกงบประมาณแผ่นดินได้มีมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายออกมา

โดย กฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า เป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ได้กำหนดเป้าหมายในภาพรวม 93% แบ่งเป็น การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำ 98% การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุน 75% และเป้าหมายการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายภาพรวมรายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุน 100%

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังระบุอีกว่า กรมบัญชีกลางได้แจ้งให้หน่วยรับงบประมาณดำเนินการตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรื่อง รายงานผลการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ไปพลางก่อน และมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ไปพลางก่อน

รวมทั้งดำเนินการดังนี้ 1.ให้เร่งดำเนินการส่งเงินจัดสรรต่อไปยังสำนักงานในส่วนภูมิภาคภายใน 5 วัน นับแต่วันที่ได้รับอนุมัติเงินจัดสรร เพื่อให้สำนักงานในส่วนภูมิภาคดำเนินการใช้จ่าย หรือก่อหนี้ผูกพันต่อไป

2.รายการลงทุนปีเดียวให้ก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2567 สำหรับรายการผูกพันใหม่ให้ก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2567

3.ให้หัวหน้าหน่วยงานเจ้าของงบประมาณกำกับดูแล บริหารจัดการเร่งรัดการดำเนินการ เพื่อให้สามารถก่อหนี้และเบิกจ่ายเงินงบประมาณให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

⦁จี้ รสก.เร่งเบิกงบลงทุน

ขณะที่การเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้ดำเนินการดังนี้ 1.กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้ไม่น้อยกว่า 95% ของกรอบงบลงทุน และเป็นตัวชี้วัดของผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ

2.ให้เร่งลงนามในสัญญาภายในเดือนมีนาคม 2567 สำหรับรัฐวิสาหกิจที่ใช้เงินงบประมาณในการลงทุน ให้เตรียมความพร้อมเพื่อให้สามารถลงนามในสัญญาได้ทันทีเมื่อได้รับการจัดสรรงบประมาณ

3.ให้ปรับแผนการเบิกจ่าย โดยเพิ่มการเบิกจ่ายในช่วงเดือนมกราคม 2567-มิถุนายน 2567 และหลีกเลี่ยงการกระจุกตัวของการเบิกจ่ายงบลงทุนในไตรมาสสุดท้าย

4.ให้รัฐวิสาหกิจปีปฏิทินปรับปรุงงบลงทุนระหว่างปี 2567 ให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสแรก สำหรับรัฐวิสาหกิจปีงบประมาณที่ยังปรับปรุงไม่แล้วเสร็จให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2567

และ 5.ให้กระทรวงเจ้าสังกัดกำกับดูแลการเบิกจ่ายให้ได้ตามเป้าหมาย

“นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้กำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ให้รวดเร็วขึ้น โดยให้หน่วยงานของรัฐเตรียมการจัดซื้อจัดจ้างในขั้นตอนที่เป็นเรื่องภายในของหน่วยงานของรัฐไว้ก่อน เพื่อให้สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งลดระยะเวลาการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 เพื่อให้การดำเนินงานมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงิน ก่อนตรวจรับทรัพย์สินหรือตรวจรับงาน เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่คู่สัญญาของส่วนราชการด้วย” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเน้นย้ำ

⦁ลดขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้าง

ด้าน แพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง ระบุว่า ส่วนของกรมบัญชีกลางนอกจากให้นโยบายหน่วยงานของรัฐเตรียมการจัดซื้อจัดจ้างในขั้นตอนที่เป็นเรื่องภายในของหน่วยงานของรัฐไว้ก่อน เช่น การกำหนดรายละเอียด หรือคุณลักษณะเฉพาะ คุณสมบัติผู้ยื่นข้อเสนอ เงื่อนไขในการจัดซื้อจัดจ้าง รูปแบบและเนื้อหาของสัญญาที่จะลงนาม เป็นต้น

โดยการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าวจะมีการลงนามในสัญญา หรือข้อตกลงเป็นหนังสือได้ต่อเมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 มีผลใช้บังคับ และได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 จากสำนักงบประมาณแล้ว และกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณเพื่อการจัดซื้อจัดจ้างในครั้งดังกล่าว หน่วยงานของรัฐสามารถยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้างได้

พร้อมลดระยะเวลาการดำเนินการ การเผยแพร่ร่างประกาศและร่างเอกสารซื้อหรือจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดให้วงเงินเกิน 5 แสน-10 ล้านบาท ให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐว่าจะจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการหรือไม่ก็ได้ จากเดิมที่กำหนดเพดานไว้ที่ 5 ล้านบาท

ส่วนการเผยแพร่ประกาศและเอกสารซื้อหรือจ้างโดยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป กรณีโครงการวงเงินเกิน 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 100 ล้านบาท ให้ใช้ไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ ส่วนโครงการที่วงเงินเกิน 100 ล้านบาท ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการเผยแพร่ประกาศ ไม่น้อยกว่า 20 วันทำการ และการจ้างที่ปรึกษา และการจ้างออกแบบ หรือควบคุมงานก่อสร้าง ให้หน่วยงานของรัฐเผยแพร่ประกาศ เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ

⦁ขยายเวลาเบิกงบเหลื่อมปี

นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางยังได้ขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายงบประมาณที่เป็นงบเหลื่อมปีของปีงบประมาณ 2566 ที่ได้ทำสัญญาผูกพันกับภาคเอกชนที่รับจ้างแล้ว ซึ่งจะต้องมีการเบิกจ่ายให้หมดภายในเดือนมีนาคม 2567 ให้สามารถขยายออกไปได้จนถึงกันยายน 2567 ทั้งนี้ หากไม่ขยายระยะเวลาและส่วนราชการเบิกจ่ายงบนี้ไม่ทันภายในมีนาคมนี้ งบประมาณที่เหลือจะต้องถูกพับเก็บไปตามกฎหมาย

อธิบดีกรมบัญชีกลางระบุว่า อีกปัญหาหนึ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณก็คือ การยื่นอุทธรณ์ของผู้แพ้การประมูลงานภาครัฐที่มีเป็นจำนวนมาก และบางกรณีคำอุทธรณ์ก็ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ แต่เมื่อมีการยื่นอุทธรณ์แล้ว ทุกคำอุทธรณ์ต้องส่งให้คณะอนุกรรมการในส่วนกลางพิจารณาทำให้การเดินหน้าโครงการลงทุนภาครัฐนั้นๆ จำเป็นต้องหยุดชะงัก เพื่อรอผลการอุทธรณ์ก่อน ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวกรมบัญชีกลางจะพิจารณาจัดตั้งคณะอนุกรรมการอุทธรณ์ระดับภูมิภาค เพื่อให้กระบวนการพิจารณาการอุทธรณ์ทำได้รวดเร็วขึ้น

“งบเหลื่อมปีของปีงบ 2566 มีจำนวน 1.6 แสนล้านบาท ซึ่งในวงเงินนี้มีการผูกพันทำสัญญาจ้างภาคเอกชนแล้ว 1.59 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 99.48% ของวงเงิน และสามารถเบิกจ่ายงบดังกล่าวได้แล้ว 8.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 50.62% ของงบเหลื่อมปีทั้งหมด” อธิบดีกรมบัญชีกลางระบุ

ขณะที่ ธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ทางเลือกของเครื่องมือที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยปี 2567 ขยายตัวได้มากกว่า 3% นั้น ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ ม.หอการค้าไทยได้เข้าไปดูนโยบายต่างๆ มองหาประสิทธิภาพของแต่ละตัว

⦁นักเศรษฐศาสตร์ชี้เร่งงบลงทุน

ประกอบด้วย 7 ทางออกคือ 1.การเร่งรัดการเบิกจ่ายประจำ 2.การเร่งรัดเบิกจ่ายงบรายจ่ายลงทุน 3.การออกมาตรการคลัง เช่น โครงการดิจิทัลวอลเล็ต 4.การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ มาตรการวีซ่าฟรี 5.การกระตุ้นเพิ่มรายจ่ายของนักท่องเที่ยว 6.เพิ่มรายได้จากการส่งออกสินค้า และ 7.การปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งนโยบายที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ การเร่งรัดการเบิกจ่ายประจำ และการเร่งรัดเบิกจ่ายงบรายจ่ายลงทุน ถ้ารัฐบาลเตรียมการจัดซื้อจัดจ้างให้เรียบร้อยรองบประมาณออก

รวมถึงปัญหาเรื่องของ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และภาคบริษัทก่อสร้าง ที่มีสัญญาณขาดสภาพคล่อง ส่วนหนึ่งมาจากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วย เพราะไม่มีเงินงบประมาณการลงทุนออกมา ไม่สามารถระดมทุนหุ้นกู้ได้เต็มจำนวน ทำให้สภาพคล่องตึงตัว ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้เร็วไหม

เพราะฉะนั้น ถ้างบประมาณแผ่นดินปี 2567 ลงสู่ระบบเร็ว โดยเดือนเมษายน 2567 เศรษฐกิจไทยก็จะถูกกระตุ้นทันทีโดยผ่านงบลงทุน โดยทุกๆ 1 แสนล้านบาทจากการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้น 0.52% ต่อปี และทุกๆ 1 แสนล้านบาทของงบลงทุนภาครัฐ จะเพิ่มจีดีพีได้ 0.68% ต่อปี

“เม็ดเงินที่หายไปจากระบบ 3-4 หมื่นล้านบาทต่อเดือนนั้น คือจากเรื่องของงบลงทุนที่หายไป เพราะร่างกฎหมายงบประมาณปี 2567 ที่ล่าช้า ดังนั้น ถ้ารัฐบาลสามารถกระตุ้นให้เม็ดเงินลงได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะถ้าล่าช้าออกไปก็จะมีผลให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ต่ำลง คือถ้าเริ่มออกเม็ดเงินลงทุนเดือนมิถุนายนก็จะกระตุ้นจีดีพีได้เพียง 0.4% เท่านั้น เพราะฉะนั้น งบประมาณแผ่นดินจึงเป็นพลังสำคัญ” อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยย้ำ

⦁ยิ่งช้ายิ่งช่วยเศรษฐกิจได้น้อย

ทั้งนี้ ข้อมูลศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ประสิทธิผลของมาตรการภาครัฐต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) สำหรับการเร่งเบิกจ่ายงบรายจ่ายประจำนั้น หากเริ่มดำเนินการทันที ทุกๆ 1 แสนล้านบาทจากการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้น 0.52% ต่อปี แต่หากเริ่มในเดือนเมษายน 2567 ทุกๆ 1 แสนล้านบาทจากการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ จะมีผลต่อจีดีพีลดลงเหลือ 0.39% หากเริ่มเดือนพฤษภาคม 2567 จะมีผลต่อจีดีพีลดลงเหลือ 0.35% และหากเริ่มเดือนมิถุนายน 2567 จะมีผลต่อจีดีพีลดลงเหลือ 0.30%

ส่วนการเร่งรัดเบิกจ่ายงบรายจ่ายลงทุน หากดำเนินการทันทีนั้น ทุกๆ 1 แสนล้านบาทของงบลงทุนภาครัฐ จะเพิ่มจีดีพีได้ 0.68% ต่อปี แต่ถ้าเริ่มในเดือนเมษายน 2567 จะเพิ่มจีดีพีได้น้อยลงเพียง 0.51% ต่อปี เริ่มในเดือนพฤษภาคม 2567 จะเพิ่มจีดีพีได้น้อยลงที่ 0.45% ต่อปี และถ้าเริ่มในเดือนมิถุนายน 2567 จะเพิ่มจีดีพีได้เพียง 0.40% ต่อปีเท่านั้น

ดังนั้น ต้องมาลุ้นกันว่า พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 จะผ่านสภาได้ฉลุย

รับบทพระเอกเต็มตัว คืนชีพขับเศรษฐกิจให้ได้!!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โค้งสุดท้าย… เร่งเบิกงบปี 2567 ความหวังคืนชีพเศรษฐกิจไทย ช้าไม่ได้!!

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...