โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยีนฉันเป็นของใคร (ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมไบโอเทคตอนที่ 34)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 04 เม.ย. 2567 เวลา 03.09 น. • เผยแพร่ 04 เม.ย. 2567 เวลา 03.09 น.

Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร

ยีนฉันเป็นของใคร

(ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมไบโอเทคตอนที่ 34)

ประเด็นดราม่าเริ่มต้นในปี 1991 เมื่อฝ่ายกฎหมายของ NIH ทราบเรื่องการค้นพบยีนแบบรัวๆ ของ Venter และแนะนำให้ทางทีมวิจัยจดสิทธิบัตรการค้นพบยีนพวกนี้ก่อนตีพิมพ์

ฝ่ายกฎหมายให้เหตุผลว่าการจดสิทธิบัตรทำให้ยีนเหล่านี้มีมูลค่าจับต้องได้ NIH ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐผู้ถือสิทธิบัตรเหล่านี้สามารถมอบสิทธิหรือขายสิทธิให้กับบริษัทเอกชนที่สนใจเอาไปพัฒนาเป็นยา ชุดตรวจ หรือผลิตภัณฑ์การแพทย์อื่นๆ

แต่ถ้าตีพิมพ์เปิดเผยข้อมูลออกไปเฉยๆ ก็จะไม่มีใครจดสิทธิบัตรยีนเหล่านี้ได้อีกเพราะสูญเสียความใหม่ไปแล้ว

การไม่มีโอกาสถือสิทธิบัตรเป็นผลเสียร้ายแรงเพราะเอกชนจะขาดแรงจูงใจที่จะลงทุนต่อในยีนพวกนี้ อุตสาหกรรมไบโอเทคจะพัง สุดท้ายผลเสียก็ตกกับประชาชนที่อดได้ใช้ผลิตภัณฑ์การแพทย์ดีๆ

ทั้ง Venter และผู้อำนวยการของ NIH เห็นด้วยกับฝ่ายกฎหมาย มีสิทธิบัตรไว้ยังไงก็อุ่นใจกว่า วันหลังจะให้ใครใช้ฟรีเป็นกรณีไปก็ยังได้ ถ้าทิ้งโอกาสนี้ไปจะหวนกลับมาอีกไม่ได้แล้ว

อีกอย่างการจดสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิตหรือชิ้นส่วนจากสิ่งมีชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการไบโอเทค

ปี 1980 ศาลสูงตัดสินให้นักวิจัยจากบริษัท General Electric จดสิทธิบัตรในแบคทีเรียปรับแต่งพันธุกรรมได้ (Diamond v. Chakrabarty case) ช่วยเปิดทางให้อุตสาหกรรมไบโอเทคของสหรัฐ Genentech บริษัทไบโอเทคแห่งแรกเข้าตลาดหลักทรัพย์สำเร็จผ่านการถือสิทธิบัตรในยีนอย่างอินซูลินและ HGH (อ่านตอนที่ 11) ไม่กี่ปีถัดมา Amgen ใช้สิทธิบัตรในยีนฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง (erythropoietin) ผลิตยามาขายได้เงินปีหนึ่งๆ กว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ (อ่านตอนที่ 15)

สำหรับบริษัทไบโอเทคและบริษัทยาสิทธิบัตรในยีนสำคัญๆ แม้เพียงยีนเดียวอาจจะมีมูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐและเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของบริษัท ความจำเป็นของสิทธิบัตรยีนเป็นที่ยอมรับในเวลานั้น

ปัญหาคือที่ผ่านมาสิทธิบัตรพวกนี้ถูกยื่นจดกันทีละยีนสองยีน และมักจะเป็นยีนที่ผ่านการศึกษาหน้าที่ กลไกการทำงาน แนวทางการใช้ประโยชน์ต่างๆ มาค่อนข้างดีแล้ว

แต่ที่ Venter ฝ่ายกฎหมายและผู้อำนวยการ NIH จะทำคือการหว่านแหจดสิทธิบัตรทีละเป็นร้อยเป็นพันยีน แถมยีนพวกนี้ส่วนมากเรายังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันมากนัก (นอกจากรู้ว่ามัน “น่าจะเป็นยีน”)

มองอีกแง่คือการจดๆ ไปก่อนกันที่คนอื่น

ดังนั้น ทั้งนักวิจัยและภาคเอกชนหลายบริษัทจึงออกมาคัดค้านเรื่องนี้สุดตัวโดยเฉพาะ Watson หัวหน้าโครงการจีโนมมนุษย์ของ NIH เขามองว่าทีมของ Venter แทบไม่ได้คิดค้นอะไรใหม่ เทคนิคการทำ cDNA, automated DNA sequencer, โปรแกรม BLAST ฯลฯ ของพวกนี้มีคนคิดมาก่อนแล้ว ทีม Venter แค่เอามันมาประกอบกัน อ่านและวิเคราะห์ลำดับเบสแบบหยาบๆ (แต่เยอะๆ) แล้วก็จะจดสิทธิบัตร

“นี่คือตัวอย่างชั้นดีของงานไร้สมอง …ลิงที่ไหนก็ทำงานแบบนี้ได้” Watson ด่าออกสื่อ

ทีมของ Venter อึ้งกับคอมเมนต์ไปพักหนึ่ง แต่ก็กลับมาล้อเลียนด้วยการชวนกันใส่หน้ากากกอริลลาโพสถ่ายรูปหน้าเครื่อง DNA sequencer

ฝ่ายคัดค้านให้เหตุผลว่าการจดสิทธิบัตรยีนแบบหว่านแหของ NIH จะเป็นตัวอย่างให้ทั้งเอกชนและทีมวิจัยภาครัฐอื่นๆ รวมทั้งในต่างประเทศแข่งกันจดสิทธิบัตรแย่งเป็นเจ้าของส่วนต่างๆ ในจีโนมมนุษย์ จากนั้นก็จะฟ้องร้องอ้างสิทธิกันวุ่นวาย แทนที่จะมาช่วยกันทำโครงการใหญ่นี้ให้สำเร็จเป็นผลงานร่วมของมวลมนุษย์ชาติอย่างที่ Watson เคยกล่าวไว้

พอเรื่องนี้เป็นข่าวรัฐบาลอังกฤษประกาศจะตอบโต้สหรัฐด้วยการยื่นจดสิทธิบัตรในยีนที่นักวิจัยฝั่งอังกฤษค้นพบกว่า 1,100 ยีน ฝั่งญี่ปุ่นก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้และเตรียมจะจดสิทธิบัตรในยีนที่นักวิจัยตัวเองค้นพบด้วย

ฝ่ายสนับสนุนมองว่าให้ NIH ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐของสหรัฐถือสิทธิบัตรไว้ก่อนปลอดภัยกว่า ยังไงฝั่งเอกชนหรือประเทศอื่นก็อาจจะหาทางจดสิทธิบัตรอยู่ดี นี่แหละคือหนทางปกป้องอุตสาหกรรมไบโอเทคของสหรัฐ

ต้นปี 1992 NIH ประกาศเดินหน้ายื่นเรื่องกับสำนักงานสิทธิบัตร ส่วน Watson ประท้วงด้วยการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าโครงการจีโนมมนุษย์ไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น กลับคืนถิ่นเดิมที่ Cold Spring Harbor

ฝั่ง Venter ได้รับทั้งเสียงก่นด่าประท้วงและคำสรรเสริญจากผลงาน EST และเรื่องสิทธิบัตรยีน พร้อมกับโอกาสงานใหม่ๆ

กลุ่มนักลงทุนจากบริษัท Healthcare Investment Corps. ที่เห็นด้วยกับเรื่องสิทธิบัตรยีนและชื่นชมผลงานของ Venter ตกลงจะสร้างศูนย์วิจัยใหม่มูลค่า 70 ล้านเหรียญสหรัฐให้ทีมของ Venter “สถาบันวิจัยจีโนม (Institute of Genomic Research)” จากทุนเอกชนนี้เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรแต่ก็มีเป้าหมายจะมอบทรัพย์สินทางปัญญาในการค้นพบยีนและข้อมูลจีโนมให้กับบริษัท Human Genome Science ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย Healthcare Investment Corps. เช่นกัน

กรกฎาคม 1992 Venter และนักวิจัยลูกทีมอีกสามสิบชีวิตพร้อมใจกันลาออกไปรับตำแหน่งที่ Institute of Genomic Research ซึ่งอยู่ห่างออกไปจาก NIH ไปเพียงไม่กี่ช่วงถนน Venter ตั้งแล็บใหม่พร้อม automated DNA sequencer สามสิบเครื่อง

ประกาศจะไขความลับจีโนมมนุษย์ให้สำเร็จก่อนโครงการจีโนมมนุษย์ของรัฐบาลให้จงได้

ติดตามต่อตอนหน้าครับ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยีนฉันเป็นของใคร (ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมไบโอเทคตอนที่ 34)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...