โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สว.เสียงแตกเจรจา OCA คุย “เขตแดน” พร้อมแบ่งปันผลประโยชน์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 มี.ค. 2567 เวลา 07.52 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. 2567 เวลา 07.52 น.

ประเด็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา (Overlapping Claims Area หรือ OCA) กลับมาร้อนแรงอีกครั้งภายหลังจาก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือกับ นายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชาถึง 2 ครั้ง ในระหว่างเดินทางเยือนกัมพูชา และครั้งล่าสุดเมื่อนายกฯกัมพูชามาเยือนไทยวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา

โดย OCA คือ พื้นที่ทับซ้อนทางทะลขนาด 26,000 ตร.กม. ที่คาดว่า จะเป็น “ก๊าซธรรมชาติ” ขนาดใหญ่ ที่กลายเป็นปัญหาคาราคาซังมามากกว่า 50 ปี เมื่อกัมพูชาประกาศเขตไหล่ทวีปในอ่าวไทยเมื่อปี 2515 ก่อนที่ไทยจะประกาศในปี 2516

ต่อมาเมื่อปี 2544 เกิดการทำบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อน หรือ MOU 2544 ซึ่งนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ความคืบหน้าของ OCA กลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางวิกฤตด้านราคาพลังงาน โดยเฉพาะค่าไฟที่ปรับสูงขึ้น ไทยจึงมองถึงโอกาสในการแสวงหาแหล่งพลังงานเพื่อนำมาพัฒนาตอบโจทย์ประเทศในช่วง 10 ปีนี้

ความคืบหน้า OCA

ก่อนหน้านี้ ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้เคยออกมาระบุว่า รัฐบาลต้องมุ่งเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา (OCA) ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นทางธรณีวิทยาคาดว่าแหล่งนี้จะมีปริมาณก๊าซธรรมชาติเท่ากับเอราวัณ คูณสอง

กราฟฟิกพื้นที่ทับซ้อน

สำหรับระยะเวลาการจะได้ first oil จากแหล่งนี้มาใช้ คาดว่าอาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 5-6 ปี หลังจากมีการเจรจาได้ข้อสรุป โดยในช่วง 2 ปีแรกจะเป็นช่วงการเจรจา จากนั้นจะเป็นการสำรวจ ซึ่งจะใช้เวลา 4 ปี ซึ่งลดลงจากในอดีตที่กว่าจะได้ใช้น้ำมันจะต้องใช้เวลา 10 ปี เพราะในแหล่งนี้มีท่อก๊าซ และมีแท่นอยู่แล้ว เดิมทีแปลงนี้ไทยได้มีการให้สิทธิสัมปทานไปแล้วกับสหรัฐ บริษัทเชฟรอน หรือยูโนแคล และยังมีมิตซุยจากญี่ปุ่นแต่หลังจากร่วมทุนกันแล้วก็ต้องมาทบทวนใหม่ อาจต้องเปิดให้สัมปทานใหม่เป็น SET ZERO ก็ได้

แนวทางการเจรจาจะเป็นการร่วมลงทุน และแบ่งปันผลประโยชน์โดยอาศัยโมเดลจากแหล่งที่มาเลเซีย ฝ่ายละ 50% โดยการที่กัมพูชาไม่ค่อยใช้ก๊าซ ไทยอาจจะใช้วิธีไปซื้อก๊าซจากแหล่ง OCA มา แล้วขายให้โรงแยกก๊าซ จากนั้นแบ่งผลประโยชน์กัน

“ผมมองว่ารัฐบาลชุดนี้จะเจรจา OCA สำเร็จได้ ถ้าเป็นรัฐบาลอื่น ๆ คงยาก ซึ่งในส่วนของเอกชนเดิม (ปตท.สผ. และเชฟรอน) ต้องมีการเจรจากันว่าจะแบ่งผลประโยชน์อย่างไร”

ถอดบทเรียนไทย-มาเลเซีย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 คณะกรรมการวิชาการ วุฒิสภา จัดการพูดคุยระหว่างสมาชิกวุฒิสภา (Morning Talk) ครั้งที่ 2/2567 เรื่อง“ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา”

พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภาและอดีตเสนาธิการทหารเรือ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ต้องเริ่มต้นจากการกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ดีก่อน อย่างพื้นที่ความร่วมมือ (JDA) ไทย-มาเลเซีย มีพื้นที่ประมาณ 7,250 ตร.กม. ซึ่งเรากับมาเลเซียได้มีการเจรจาพื้นที่ตั้งแต่บริเวณปากแม่น้ำโกลก จ.นราธิวาส ซึ่งได้ทะเลอาณาเขตแบ่งมาเป็นที่เรียบร้อย มีความยาว 57.4 กิโลเมตร เป็นเส้นเดียวกับของมาเลเซีย แต่พอลากออกไปพ้นทะเลอาณาเขตประมาณ 9 กิโลเมตรจะเจอเกาะโลซิน ซึ่งทั้งสองรัฐบาลก็ได้กลับมาเจรจากันใหม่และตัดสินให้พื้นที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่พัฒนาร่วมขึ้นมา เพราะทั้งสองฝ่ายต่างเข้าใจและกลัดกระดุมเม็ดแรกได้ตรงกัน ซึ่งพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา จำเป็นต้องพูดคุยกัน

ปัจจุบันมีการเจรจาในกรอบอนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยไหล่ทวีป ค.ศ.1958 อาทิ แนวเส้นแบ่งเขตในทะเล ไทย-เวียดนามหรือ KC line ที่แบ่งเป็นเส้นเขตแดนอย่างชัดเจน ฉะนั้น ผมเห็นว่า เราควรจะวาง MOU 2544 และเดินหน้าเจรจาในส่วนของอนุสัญญาไหล่ทวีปซึ่งมีอยู่แต่เดิม ควบคู่กับกรอบของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982

“ผมเข้าใจว่าพลังงานเป็นเรื่องเร่งด่วนและจำเป็นสำหรับทุกประเทศ รวมถึงนักการเมืองต่างก็เร่งให้มีการเจรจาเพื่อใช้พลังงานปิโตรเลียมที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนก่อนที่ทั้งโลกจะหันมาแบนการใช้พลังงานฟอสซิลกันในปี 2593 แต่ในความเห็นของผมมองว่าควรหาข้อสรุปในเรื่องเขตแดนให้ชัดเจน”

สอดคล้องกับ นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ยืนยันที่จะต้องเจรจาเขตแดนให้เสร็จเสียก่อน ส่วนเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์จากแหล่งก๊าซธรรมชาติเป็นเรื่องรอง เพราะเชื่อว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลยังจำเป็นสำหรับการขับเคลื่อนประเทศ รวมถึงคาดว่ามูลค่าของเชื้อเพลิงดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อน

ย้อนไทม์ไลน์การหารือ

ด้าน นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาและอดีตสมาชิกวุฒิสภาสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เล่าย้อนถึงประเด็นพื้นที่เกาะกูดซึ่งเป็นประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยยืนยันว่า เกาะกูดเป็นของไทยอย่างแน่นอน 100% ตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 (พ.ศ. 2450) ข้อ 2 ระบุว่า รัฐบาลฝรั่งเศสยอมยกดินแดนเมืองด่านซ้ายและเมืองตราด กับทั้งเกาะทั้งหลาย ซึ่งอยู่ภายใต้แหลมสิงห์ลงไปจนถึงเกาะกูดนั้นให้แก่กรุงสยาม

โดยบริเวณพื้นที่ทับซ้อนกว่า 26,000 ตร.กม. อุดมไปด้วยพลังงานปิโตรเลียม ซึ่งทั้ง 2 ประเทศก็อยากจะใช้ประโยชน์จากแหล่งปิโตรเลียมนี้ ทำให้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพูดคุยกันเพื่อตกลงหาข้อยุติที่ชัดเจน หลังจากกลับมาเจรจาปี 2538 ทว่าก็ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร นำมาสู่การปรับท่าทีการเจรจา

โดยฝ่ายกัมพูชาเสนอให้เจรจาแบ่งผลประโยชน์ทางทะเลเป็นหลักมากกว่า ซึ่งรัฐบาลในสมัยของ นายทักษิณ ชินวัตร มีความพยายามสร้างกรอบการเจรจาครั้งใหม่ขึ้น จนเกิดเป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อน หรือที่เรียกกันว่า MOU 2544

ซึ่งมีหลักสำคัญก็คือ การแบ่งพื้นที่การเจรจาออกเป็น 2 ส่วนตามเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ โดยพื้นที่ส่วนบนที่อยู่เหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ เรียกว่า พื้นที่ทับซ้อนส่วนบน มีพื้นที่ประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร กำหนดให้มีการเจรจาแบ่งเขตแดน ขณะที่พื้นที่ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือลงมา หรือ ส่วนพื้นที่ทับซ้อนส่วนล่าง พื้นที่ประมาณ 16,000 ตารางกิโลเมตร กำหนดให้เป็นพื้นที่พัฒนาร่วมกัน (Joint Development Area หรือ JDA) และกำหนดให้ทำทั้ง 2 เรื่องพร้อมกันและไม่อาจจะแบ่งแยกเรื่องใดเรื่องหนึ่งออกจากกันได้ กล่าวคือ กำหนดให้เจรจาแบ่งเขตแดนเพียงครึ่งบน ขณะที่ครึ่งล่างซึ่งมีพื้นที่มากกว่ากลับไม่ต้องเจรจาแบ่งเขตแดน แต่แบ่งกันตามผลประโยชน์

3 ทางเลือกเจรจาแก้ปัญหา OCA

นายคำนูณ กล่าวว่า ตอนนี้มี 3 ทางเลือกการเจรจาพื้นที่ทับซ้อน อย่างแรก คือ การเจรจาผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว แยกกับการเจรจาเรื่องเขตแดน ซึ่งอาจมีการตกลงกันได้ แต่ก็เป็นไปได้ยาก ทางเลือกที่ 2 คือ การเจรจาตามกรอบ MOU 2544 คือการเจรจาพร้อมกันซึ่งจะสรุปได้ต้องเจรจาสำเร็จทั้ง 2 เรื่อง ซึ่งเป็นไปได้ยาก

ส่วนทางเลือกที่ 3 คือการเจรจาเส้นเขตแดนให้ถูกต้องตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ถ้าหากลากถูกต้องตามกฎหมายแล้วอาจจะไม่เส้นเดียวกัน จะเป็นรูปร่างของส่วนต่างที่เหลื่อมกันไม่มาก เช่น อาจจะเหลือพื้นที่ทับซ้อนประมาณ 5,000 ตร.กม.

อดีตปลัด กต.ย้ำความสำคัญ

สุดท้ายจึงมีเพียงเสียงของ “นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์” สมาชิกวุฒิสภา และอดีตรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศถือว่า MOU 2544 เป็นกรอบการเจรจาที่นำสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างมาอยู่ใน MOU เพื่อที่จะได้คุยกันถึงปัญหา และขอยืนยันในมุมมองของกระทรวงการต่างประเทศและกรมสนธิสัญญาและกฎหมายว่าไม่ใช่เครื่องยืนยันว่ายอมรับถึงการอ้างเขตแดนของฝ่ายกัมพูชา แต่ถ้าคิดในมุมกลับกัน กัมพูชาเองก็ยอมรับการอ้างเขตแดนของไทยด้วยเช่นเดียวกัน

แม้ในยุคเปลี่ยนผ่านรัฐบาลประชาธิปัตย์ก่อนหน้านี้จะมีมติคณะรัฐมนตรีประกาศยกเลิก MOU 2544 แต่ได้มีการทำประชาพิจารณ์ พบว่า MOU 2544 ยังมีประโยชน์กับไทยมากกว่าในการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนนี้ รวมถึงปี 2559 ก็มีการเดินสายเพื่อพูดคุยเรื่องการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเทคนิคร่วม (Joint Technical Committee) โดยมีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน รวมถึงมีการเจรจาให้อนุกรรมการสามารถทำงานได้ขณะที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและการจัดทำโรดแมป เพื่อดำเนินงานควบคู่ทั้งเรื่องเขตแดนและการแบ่งทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศก็ยืนยันว่า จะต้องทำทั้ง 2 เรื่องนี้ควบคู่กัน ดังนั้นเราจึงควรเอาบุคคลที่เกี่ยวข้องจริง ๆ มานั่งพูดคุยกันเพื่อหาทางออก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สว.เสียงแตกเจรจา OCA คุย “เขตแดน” พร้อมแบ่งปันผลประโยชน์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...