โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

จาก ‘ขบวนเสด็จ’ ถึงจับนักข่าว-ช่างภาพ เมื่อทุกฝ่ายอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากยิ่งขึ้น

VoiceTV

อัพเดต 13 ก.พ. 2567 เวลา 12.50 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. 2567 เวลา 12.35 น. • กองบรรณาธิการวอยซ์ออนไลน์
  • แรงกระเพื่อมรอบทิศ

นับตั้งแต่ 4 ก.พ. ‘ตะวัน’ และเพื่อนในนามกลุ่ม ‘ทะลุวัง’ เผยแพร่คลิปเถียงกับตำรวจผู้ทำการปิดกั้นการจราจรเพื่อขบวนสเด็จ ไม่กี่วันต่อมามันกลายเป็นประเด็นใหญ่ในโซเชียลมีเดีย

เหตุการณ์นี้นำไปสู่แรงกระเพื่อมมากมาย ทั้ง 1.การตื่นตัวของกลุ่มผู้มีแนวคิดอนุรักษนิยมเข้มข้น 2.ความรุนแรงทางกายภาพต่อคนเห็นต่าง 3. hate speech หรือถ้อยคำปลุกความเกลียดชังในหมู่ประชาชน 4. ผลกระทบต่อพรรคก้าวไกล 5. แรงกดดันรัฐบาลเพื่อไทย 6. การผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมที่จะให้รวมมาตรา 112 ที่ยิ่งยากขึ้น 7.การถอนประกันนักเคลื่อนไหว 8.แนวทางพิจารณาคดีของศาลในอนาคต

  • ข้อเท็จจริงพื้นฐาน

ข้อเท็จจริงพื้นฐานเท่าที่รวบรรวมได้ก็คือ ขบวนดังกล่าวเพิ่งทราบกันในภายหลังว่าเป็นขบวนเสด็จของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ , ไม่ได้มีการปิดถนนทั้งหมด แต่มีการปิดกั้นรถในจุดทางแยกเพื่อให้ขบวนเคลื่อนผ่านก่อน โดยขบวนจะมีรถนำและรถตามจำนวนหนึ่ง, กลุ่มของตะวันมีการบีบแตรและโต้เถียงกับตำรวจ, บางคลิปที่เผยแพร่รูปจากกล้องวงจรปิดพยายามบอกว่ามีความพยายามขับแทรกในช่วงท้ายขบวน

ตะวันได้ออกมาโพสต์ชี้แจงหลังกลายเป็นกระแสใหญ่ว่า ไม่รู้มาก่อนว่าจะมีขบวนเสด็จ ไม่มีความตั้งใจป่วน ไม่ได้ขวางขบวนตามที่เป็นข่าว

“แต่เพียงขับรถเร็วและไม่ระมัดระวังจริงๆ เพียงเพื่อจะรีบไปให้ถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิตามที่เราจะไปทำธุระ เราทบทวนเหตุการณ์นั้น และคิดได้ว่าการขับรถเร็วและไม่ระมัดระวังแบบนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ จึงได้ขอโทษในส่วนนี้ไป และจะนำไปปรับปรุงเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก

“เรายังคงยืนยันในสิทธิและเสรีภาพในการตั้งคำถามแบบที่เราได้ถามไปตามไลฟ์โดยที่เราเรียกตำรวจว่าพี่และตัวเราไม่ได้พูดคำหยาบใดๆ กับตำรวจ มีเพียงการตั้งคำถามเท่านั้น”

  • ถ้อยคำรุนแรง เมล็ดพันธ์ุแห่งความเกลียดชัง

สิ่งที่น่ากังวลเห็นจะเป็นประเด็นความเกลียดชังที่พุ่งทะยาน คำขู่เอาชีวิตกลุ่มของตะวันผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดโดยไม่สามารถแยกแยะได้ชัดเจนว่าเป็น IO หรือบุคคลทั่วไป นี่คือสัญญาณไม่ดีสำหรับความแตกต่างทางความคิด บทสนทนากันอย่างมีเหตุผล พื้นที่ปลอดภัยที่หลายฝ่ายพูดถึงจะเกิดขึ้นได้หรือไม่

ตัวอย่างความเห็นใน x และ Facebook

“ผมจะไปยืนทำโพล ว่าสิ่งที่ตะวันทำกับขบวนเสด็จในวันนั้น สมควรโดนส้นตีนไหม 1. สมควรตาย 2. แดกส้นตีนพอ”

“ช่วยกันเก็บตะวันเป็นคนแรก เชือดไก่ให้ลิงดู อาวุธในมือทุกคนเตรียมพร้อมให้ดี”

“ครั้งหน้าเจออีก จับโยนลงสกายวอร์ค ทุกอย่างจบ ทุกคนเห็นด้วยไหม”

“เอาจริงควรเล่นมันทั้งโคตรเหง้าเลยพวกหนักแผ่นดินชิงหมาเกิด”

  • ‘เด็กดื้อ’ กำลังถูกโดดเดี่ยว

ตะวัน และกลุ่มทะลุวัง เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวเล็กๆ ที่แสดงออกในประเด็นแหลมคมมาตั้งแต่ปี 2-3 ปีก่อนในลักษณะที่ ‘แหลม’ และ ‘เป็นเอกเทศ’ กิจกรรมขึ้นชื่อคือการทำโพลเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ ตะวันและแบมเคยถูกคุมขังในเรือนจำด้วยคดีอาญามาตรา 112 จากการจัดกิจกรรมสอบถามความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับขบวนเสด็จ หน้าห้างสยามพารากอน เมื่อ 8 ก.พ. 2565 มีการอดข้าวประท้วงยาวนานราว 50 วันจึงได้รับกาประกันตัว หลังจากนั้นตะวันยังคงเคลื่อนไหวต่อเนื่อง จนถึงกรณีขบวนเสด็จนี้ ซึ่งมีนักวิเคราะห์ที่ให้นิยามว่า ‘เลยธง’ หรือ ‘แหลมเกินไป’ จนนำไปสู่การถูกทำให้โดดเดี่ยวโดยสังคมและฝ่ายต่างๆ

ขณะที่แนวร่วมอื่น เช่น พรรคการเมือง นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวบางส่วนดูจะมีท่าทีลำบากใจในการอธิบาย ด้านหนึ่งก็เป็นเสรีภาพทางความคิด ในอีกด้านก็เป็นเรื่องความเหมาะสมของการกระทำ ประกอบกับกระแสตีกลับอย่างหนักของสังคม

คำถามคือ เราจะจัดการกับคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดแนวทางเคลื่อนไหวแบบนี้อย่างมีวุฒิภาวะและไม่โดดเดี่ยวพวกเขาให้ได้รับอันตรายได้อย่างไร

  • ปลุกขวาสุดโต่ง ความรุนแรงทางกายภาพต่อเนื่อง

10 ก.พ.หลังกระแสลุกลาม ตะวันจัดกิจกรรมทำโพลขบวนเสด็จอีกครั้งที่ BTS สยาม โดยระหว่างนั้นตะวันแถลงโดยกำลังจะอธิบายเพื่อขอโทษต่อการกระทำของตนเอง แต่พูดยังไม่ทันจบ กลุ่ม ศปปส.ได้บุกเข้าจู่โจมจะทำร้ายร่างกายตะวัน ขณะที่การ์ดเข้าป้องกันได้ทัน และมีการปะทะชุลมุนกันพักหนึ่ง จนบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายรวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าควบคุมสถานการณ์

อาจกล่าวได้ว่า เสรีภาพในการแสดงออกของคนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งได้ปลุกพลังฝ่ายขวาที่ซุ่มซ่อนตัวเงียบให้แสดงตัวชัดเจนขึ้นในทุกช่องทาง และโดยเฉพาะกลุ่ม ‘ขวาจัด’ อย่างศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน ( ศปปส.) ซึ่งมีบทบาทในการแจ้งความดำเนินคดีมาตรา 112 กับประชาชนทั่วไปจำนวนมาก

ก่อนหน้านี้ช่วงปี 2563-2564 นพดล พรหมภาสิต ประธานศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคม (ศชอ.) ซึ่งที่ปรึกษา ศปปส.เคยจัดตั้งขบวนการรวบรวมข้อมูลผู้แสดงความเห็นต่อสถาบันทั่วประเทศเพื่อส่งให้ บก.ปอท.ดำเนินคดี โดยเมื่อเดือน ก.ค.2564 ศชอ.ยื่นหลักฐานให้ตำรวจถึง 1,275 รายชื่อ

ศปปส. เคยมีกรณีบุกทำร้ายนักกิจกรรมอยู่หลายครั้ง เช่น 5 ธ.ค.65 บุกชก ‘สายน้ำ’ หนึ่งในกลุ่มทะลุวังจนได้รับบาดเจ็บคิ้วแตก, 15 เม.ย.66 อานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำ ศปปส.ขู่ฆ่า ‘หยก’ ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์, กลุ่ม ศปปส.บุกเข้าไปด่าทอและขว้างปากของใส่ ‘บัสบาส’ มงคล ถิระโคตร ซึ่งปีนขึ้นไปนั่งประท้วงบนป้ายสำนักงานศาลอาญาซึ่งอยู่ติดกับพระบรมฉายาลักษณ์ ร.10

จะเห็นว่าความรุนแรงทางกายภาพเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่าง ‘กลุ่มเข้มข้น’ ทั้งสองขั้วความคิด ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงที่ความรุนแรงอาจเพิ่มดีกรีกลายเป็นความไม่ปลอดภัยในชีวิตของนักกิจกรรม หรือเป็นไปได้หรือไม่ว่ากลุ่มที่กระทำความรุนแรงอาจขยายตัวในอนาคตหากได้เชื้อเพลิงที่มากพอ คำถามคือ ตำรวจและรัฐบาลจะจัดการกลุ่มที่มีปฏิบัติการความรุนแรงทางกายภาพเหล่านี้อย่างไร

  • นายร้อย จปร.- สว.เคลื่อนไหว

ในอีกด้านหนึ่ง โรงเรียนนายร้อย จปร.จัดกิจกรรม ‘ถวายกำลังใจ ทูลกระหม่อมอาจารย์’ (แม้ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อ) มีนัยที่ตอบโต้กับปมขบวนเสด็จชัดเจน แต่หน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นยังไม่ปรากฏความเคลื่อนไหว

ส่วน สว.นำโดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาก็ร่วมใส่ชุดสีม่วง แสดงพลังถวายกำลัง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

นอกจากนี้ในโซเชียลมีเดียยังมีการรณรงค์ให้ข้าราชการสวมชุดสีม่วงในวันแห่งความรักเพื่อถวายความจงรักภักดีด้วย

  • ก้าวไกลถูกโยงเบื้องหลัง

พรรคก้าวไกลถูกตั้งสมมติฐานว่ามีความเชื่อมโยงกับปฏิบัติการของตะวันและเพื่อน โดยผู้ที่พูดชัดเจนที่สุดคือ ผบ.ตร.ที่ขอเวลารวบรวมพยานหลักฐานก่อนจะแถลงข่าวถึงเครือข่ายทั้งหมด

สว.และนักการเมืองหลายคนออกมาแสดงการตำหนิอย่างรุนแรงต่อการกระทำของตะวัน พร้อมตั้งคำถามขยี้เพิ่มเติมกับพรรคก้าวไกล นั่นทำให้ สส.หลายคนของก้าวไกลต้องออกมาอธิบาย ‘ความไม่เชื่อมโยง’ กับกลุ่มทะลุวัง, สส.บางคนสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกเต็มที่ , สส.บางคนท้วงติงพฤติกรรมของตะวันอย่างชัดเจน ส่วนพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กล่าวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าทั้ง ‘กังวลใจ’ และ ‘เข้าใจ’ และพยายามเสนอให้สังคมตั้งสติร่วมกันหาทางออกอย่างสันติ

พรรคก้าวไกลนับว่านำเสนอเรื่องสถาบันกษัตริย์แหลมคมที่สุดในบรรดาพรรคการเมืองทั้งหมด ผ่านการอภิปรายในสภา และการยื่นเสนอกฎหมายตามกระบวนการนิติบัญญัติปกติ แต่ไม่นานนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็เพิ่งวินิจฉัยเรื่องคดีล้มล้างการปกครองฯ ซึ่งมีความเสี่ยงอย่างสูงที่จะเชื่อมไปสู่การยุบพรรค สถานการณ์ที่ยากอยู่แล้วของก้าวไกลยิ่งยากขึ้น เพราะเมื่อมีการเคลื่อนไหวของเยาวชนที่ ‘แหลม’ ออกมา พรรคก็จะตกเป็นเป้าทางการเมืองทันที

  • สภาร้อน เร่งหารือมาตรฐานขบวนเสด็จ

14 ก.พ.นี้ จะมีการยื่นญัตติด่วนเรื่องทบทวนมาตรฐานรักษาความปลอดภัยขบวนเสด็จ โดย เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นผู้เสนอญัตติ ท่ามกลางเสียงตอบรับทั้งจากพรรคภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา ยังต้องจับตาว่าญัตติดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงมาตรการถวายความปลอดภัยให้เข้มงวดมากขึ้นเพียงไหน

ด้านพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคก้าวไกล หวังว่าญัตติดังกล่าวจะตอบ 2 โจทย์ใหญ่ 1. ออกแบบมาตรการอย่างไรเพื่อหาสมดุลระหว่างการรักษาความปลอดภัยกับความพยายามลดผลกระทบที่อาจมีต่อประชาชนผู้สัญจรไปมา 2.จะบริหารความขัดแย้งในสังคมอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง

กรณีญัตติเรื่องขบวนเสด็จไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อปี 2563 ระหว่างการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มราษฎรหน้าทำเนียบรัฐบาล มีขบวนเสด็จของสมเด็จพระราชินีขับเข้ามาในพื้นที่การชุมนุมโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ขบวนเคลื่อนผ่านไปได้อย่างช้าๆ แม้ไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงใด แต่ผลสุดท้ายก็มีผู้ถูกดำเนินคดีคือ เอกชัย หงส์กังวาน และพวกรวม 5 คนที่ปรากฏตัวบริเวณดังกล่าว พวกเขาถูกฟ้องด้วยมาตรา 110 ประทุษร้ายต่อเสรีภาพพระราชินี แต่สุดท้ายศาลพิพากษายกฟ้อง

ขณะที่สภาในขณะนั้นก็มีการอภิปรายเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวางดุเดือด แต่อาจกล่าวได้ว่ากระแสังคมไม่ได้รุนแรงเท่าเวลานี้ มีการนำเสนอญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาแต่งตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาข้อเท็จจริงในข้อบกพร่องการกำหนดเส้นทางเสด็จของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 โดย พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล แต่ญัตตินี้ก็ถูกดองไว้และไม่ได้พิจารณาในสภา

  • จับนักข่าว-ช่างภาพ รายงานข่าวพ่นกำแพงวัดพระแก้ว

แม้เรื่องนี้จะเป็นคนละเรื่อง แต่ก็ต่อเนื่องอย่างยิ่งกับปมร้อนขบวนเสด็จ เพราะห่างกัน 4 วัน ตำรวจไปจับนักข่าวประชาไท-ช่างภาพอิสระ ในข้อหาสนับสนุนการทำลายโบราณสถาน จากกรณีไปรายงานข่าวผู้กำลังพ่นสัญลักษณ์อนาคิสต์และตัวเลข 112 พร้อมการขีดฆ่า กำแพงวัดพระแก้ว

เหตุเกิดเมื่อ 28 มี.ค.2566 ผู้พ่นกำแพงถูกจับในที่เกิดเหตุและถูกแจ้งข้อหาทำลายโบราณสถานและได้ประกันตัว ส่วนหมายจับคนรายงานข่าวออกเมื่อ พ.ค.66 โดยเจ้าตัวไม่ทราบเรื่อง ไม่มีเคยมีหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหา แล้วจู่ๆ ก็บุกจับกุมเมื่อ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา ทำเอาสะเทือนทั้งวงการ

ในชั้นตำรวจไม่อนุญาตให้ประกันตัว และแยกขังคนละ สน. หลังนอนห้องขังสน.1 คือน รุ่งขึ้นมีการส่งตัวฝากขังต่อศาล ทนายผู้ต้องหาขอไต่สวนคัดค้านการฝากขัง แต่ศาลไม่อนุญาตและได้อนุมัติการฝากขังเป็นเวลา 12 วัน ทนายผู้ต้องหาจึงได้ทำการยื่นประกันตัว วางหลักทรัพย์เป็นเงินสดคนละ 35,000 บาท ศาลอนุญาตให้ประกัน

เกิดคำถามตามมามากมาย เมื่อสื่อทั้ง 2 คนที่ได้รับข้อหาสนับสนุนการกระทำของผู้พ่นกำแพงนั้น เพราะเหตุการณ์ในวันนั้นได้รับการรายงานข่าวหลากหลายช่องทาง อาทิ ช่อง 8, Thairath, เรื่องเล่าเช้านี้, ประชาไท, มติชน, NBT 2HD, TOP NEWS, คมชัดลึก, CH7HD news, VoieTV, The Standard เป็นต้น

  • รัฐบาลเพื่อไทยถูกตั้งคำถาม

กรณีของตะวันกับขบวนเสด็จและการปะทะกับกลุ่ม ศปปส. ทำให้ด้านหนึ่งรัฐบาลถูกตั้งคำถามถึงการจัดการความปลอดภัยของพระบรมวงศานุวงศ์ ขณะอีกด้านหนึ่งก็ต้องจัดการความรุนแรงจากการปะทะกันของกลุ่มคน โดยนายกฯ ได้ออกมาขอร้องให้ทุกฝ่ายพูดคุยกันผ่านตัวแทนของตนเองในรัฐสภา และสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการสนทนา ไม่ทำร้ายกัน

คำถามต่อรัฐบาลหนักขึ้นเมื่อเกิดกรณีจับนักข่าวประชาไท-ช่างภาพอิสระ เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำไมเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในรัฐบาลประชาธิปไตย

  • นิรโทษกรรมจะไปยังไงต่อ

ยังต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า ผลสะเทือนของเรื่องนี้ที่ดูเหมือนจะปลุกกระแสอนุรักษนิยมให้มีพลังขึ้นอย่างยิ่งนั้น จะส่งผลอย่างไรต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ที่ สส.พรรคเพื่อไทยเสนอญัตติให้จัดตั้งขึ้น เพื่อหาทางออกของแนวทางนิรโทษกรรม

ปัจจุบันมี 3 ร่างกฎหมายหลักที่ดูเหมือนยังหาทางออกร่วมกันไม่ได้สำหรับปมคดี 112 แบ่งเป็น

  • ร่างของภาคประชาชนที่อยู่ระหว่างรวบรวมรายชื่อ ขณะได้ราว 20,000 รายชื่อเสนอกฎหมายที่จะนิรโทษให้แก่คดีนี้ด้วย
  • ร่างของพรรคก้าวไกลที่เสนอให้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาว่าจะนิรโทษให้คดีใดบ้าง โดยไม่ตัดคดี 112 ออก
  • ร่างของพรรครวมไทยสร้างชาติที่ไม่รวมคดี 112 โดยเด็ดขาด

หากพิจารณาแนวโน้มของ สส. สว.ในสภา พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์รวมถึง สว.แทบทั้งหมด ‘เสียงแข็ง’ ที่จะไม่นิรโทษกรรม 112 พรรคเพื่อไทยพยายามหาทางออกด้วยกระบวนการพูดคุย ขณะที่พรรคก้าวไกลนั้นอยากให้รวมมาตรา 112 แต่ก็เสนอมาตรการกลางๆ

ส่วนภาคประชาชนนั้นกดดันอย่างเข้มข้นให้รวมมาตรา 112 เนื่องจากมีคดีความที่กำลังจะพิพากษาอีกหลายสิบคดี และมีผู้ต้องขังคดี 112 ที่ไม่ได้รับการประกันตัวหรือคดีสิ้นสุดแล้วที่อยู่ในเรือนจำตอนนี้ 23 คน ในจำนวนนี้เป็นเยาวชน 2 คน (คดีอื่น 15 คน)

  • ทิศทางคดี 112 ในอนาคต?

หากวิเคราะห์ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเราอาจเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในกระบวนการยุติธรรม

คดี 112 มีการแจ้งข้อหากับผู้ต้องหา/จำเลยทั้งหมด 263 คน ผู้ที่ถูกคุมขังมี 23 คน แปลว่าคนจำนวนมากนั้นอยู่นอกเรือนจำ สามารถประกันตัวได้

คดีที่จำเลยต่อสู้คดี และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว 67 คดี แบ่งเป็น

> ศาลยกฟ้อง 19 คดี

> ศาลลงโทษจำคุกโดยให้รอลงอาญา 9 คดี

> ศาลลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา 30 คดี (สู้คดีต่อ)

> ศาลยกฟ้องข้อหามาตรา 112 แต่ลงโทษในข้อหาอื่นๆ 6 คดี

> ศาลยกฟ้องจำเลยบางคน แต่ลงโทษจำคุกจำเลยอีกราย 3 คดี

แม้ไม่อาจกล่าวได้ว่า คดี 112 เป็นคดีปกติปราศจากปัญหา แต่ทิศทางที่ผ่านมาก็ยังพอมองเห็นความหวัง คำถามคือ แรงกระเพื่อมครั้งนี้จะส่งผลต่อทิศทางการพิจารณาคดี ตั้งแต่ชั้น ตำรวจ อัยการ ศาล ให้เข้มข้นขึ้นหรือไม่ สถานการณ์จะยิ่งหนักหน่วงขึ้นหรือไม่สำหรับผู้ที่ถูกดำเนินคดีซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ หากผลออกมาเป็นเช่นนั้น เสียงวิพากษ์วิจารณ์และแรงเสียดทานทางสังคมก็จะวนกลับไปที่กระบวนการยุติธรรมอีกมหาศาล

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...