โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ซัมซุง’ เตรียมสร้างโรงงาน AI ไร้คน มาผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ รักษาการแข่งขันในตลาด

TODAY

อัพเดต 01 ก.พ. 2567 เวลา 21.18 น. • เผยแพร่ 01 ก.พ. 2567 เวลา 14.18 น. • workpointTODAY

AI ไม่ได้ทำให้ทุกคนตกงาน แต่เรื่องแย่งงานมนุษย์เพิ่มขึ้นนั้นอาจจะได้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อล่าสุด Asia Times รายงานข่าวว่า ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ (Samsung Electronics) บริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้กำลังวางแผนที่จะสร้าง ‘โรงงาน AI’ เต็มรูปแบบไม่มีแรงงานคนเข้าไปอยู่ในกระบวนการเลยมาผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์

โดยจะพัฒนาให้เป็นโรงงานแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตามโรงงานผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์โดยทั่วไปจะเน้นการทำงานด้วยเครื่องจักรเทคโนโลยี ใช้คนน้อยในตัวโรงงานอยู่แล้ว แต่ซัมซุงต้องการนำ AI มาใช้งานเข้มข้นขึ้นโดยไม่ต้องมีแรงงานคนในโรงงานเลย

เป้าหมายคือ ใช้ AI ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพ ด้วยการติดตั้ง ‘เซ็นเซอร์อัจฉริยะ’ ควบคุมกระบวนการผลิตทั้งหมด และนำระบบอัจฉริยะของ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออกแบบวงจรรวม (IC) การพัฒนาวัสดุ การผลิต การปรับปรุงผลผลิต และบรรจุภัณฑ์ โดยซัมซุงตั้งใจให้ ซอฟท์แวร์ AI สามารถตรวจสอบและวิเคราะห์ระบุสาเหตุของข้อบกพร่องในกระบวนการผลิตได้ด้วย

โรงงานปัญญาประดิษฐ์เต็มรูปแบบตั้งเป้าจะเปิดดำเนินการให้ได้ภายในปี 2030 นับจากตอนนี้ก็อีกไม่กี่ปีเท่านั้น

การนำระบบอัตโนมัติและ AI มาใช้โดยสมบูรณ์นี้ ซัมซุงเห็นว่าในอนาคตเทคโนโลยีชิปหน่วยความจำจะมีขนาดเล็กลง ความเสี่ยงของข้อบกพร่องก็อาจมีได้มากขึ้น ซึ่ง AI จะช่วยลดปัญหานี้ เพราะสามารถเข้ามาช่วยตรวจจับข้อบกพร่องที่เกิดระหว่างการผลิต และยังช่วยให้บริษัทรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้

นักวิเคราะห์ในต่างประเทศมองแผนการนี้ของซัมซุงว่ากำลังเปลี่ยนจากการพึ่งพาซัพพลายเออร์จากต่างประเทศไปสู่การพัฒนาภายในองค์กรเพื่อสร้างความเป็นอิสระทางเทคโนโลยี

นอกจากซัมซุงจะเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลกแล้ว ก็ยังเป็นผู้ผลิตชิปตามสัญญา (Chip contract) รายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจาก TSMC ของไต้หวัน

ความคิดริเริ่มของซัมซุงเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลทั่วโลกว่า AI จะมาพลิกโฉมตลาดงานในอนาคต เนื่องจากบริษัทจำนวนมากหันมาใช้ระบบอัตโนมัติและ AI โดยมีการศึกษาที่คาดการณ์ว่า AI อาจนำไปสู่การสูญเสียงานประมาณ 25% ในอีก 6 ปีข้างหน้า

[ บีเอ็มดับเบิ้ลยู-เป็ปซี่โค เริ่มใช้ AI มาทำงานร่วมกับคนมากขึ้น ]

เมื่อปีที่แล้วค่ายรถบีเอ็มดับเบิลยู (BMW) ได้อัพเกรดโรงงานในรัฐเซาท์แคโรไลนาเพื่อเพิ่มความสามารถด้าน AI เข้ามาในโรงงาน โรงงานแห่งนี้ผลิตรถยนต์ BMW ประมาณ 60 % ที่ขายในสหรัฐอเมริกา ในโรงงานจะมีหุ่นยนต์ทำหน้าที่เชื่อมหมุดโลหะระหว่าง 300-400 ชิ้นเข้ากับโครงของรถ ซึ่งขั้นตอนนี้จัดการโดย AI หากการประกอบชิ้นส่วนนี้มีความผิดพลาด ระบบ AI จะสั่งให้หุ่นยนต์แก้ไขให้ถูกต้อง โดยไม่จำเป็นต้องมีการแทรกแซงของมนุษย์

เทคโนโลยีส่วนนี้ช่วยโรงงานประหยัดเงินได้มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ต่อปี และเทคโนโลยีใหม่นี้ทำให้ให้ BMW สามารถถอดพนักงาน 6 คนออกจากสายงาน และปรับใช้คนกลุ่มนี้ไปทำงานอื่นในโรงงานได้

ส่วนโรงงานเป็ปซี่โค (PepsiCo) ในเมืองโคเวนทรี สหราชอาณาจักร ก็เริ่มใช้ AI มาทดสอบทำงานร่วมกับมนุษย์ในโรงงานผลิตขนมขบเคี้ยว โดยมีการติดตั้งเซ็นเซอร์ที่จะมอนิเตอร์ตรวจสอบ และวิเคราะห์กระบวนการผลิตแบบเรียลไทม์ สามารถเตือนปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทันทีผ่านการประมวลข้อมูลในระบบ รวมทั้งแนะนำแนวทางแก้ไข

นอกจากนี้ยังสามารถคาดการณ์ได้ว่าระบบการผลิตอาจจะมีปัญหาอะไรได้อีกในอนาคตด้วย โดยจะมีการขึ้นแจ้งเตือนล่วงหน้าจากการประมวลข้อมูล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ช่วยให้ผู้ผลิตคาดการณ์และเตรียมพร้อมรับมือได้ทัน หากระบบการผลิตในโรงงานมีปัญหาขัดข้อง

ผู้บริหารของ PepsiCo บอกว่า ระบบ AI เซ็นเซอร์ ช่วยปรับปรุงวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

บนความฉลาดอัจฉริยะที่เกิดขึ้น ดูเหมือน AI จะมาพร้อมกับความวิตกกังวลของคนทำงาน

ในการวิเคราะห์ของ Deloitte Thailand Insights ให้ความเห็นอีกด้านว่า AI จะเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในอนาคต โดยเริ่มตั้งแต่แรงงานคน จากเดิมที่ไอคิวเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการทำงานเมื่อ AI เข้ามามีบทบาททำงานแทนมนุษย์ได้ ตัวชี้วัดความสำเร็จของมนุษย์จะเปลี่ยนเป็นอีคิว มุมมองทัศนคติ และ soft skill

ทุกคนจำเป็นต้องพัฒนาตัวเองเพื่อเรียนรู้การใช้ประโยชน์จาก AI เราอาจจะไม่ตกงานเพราะ AI แต่คนที่รู้จักใช้ประโยชน์จาก AI ต่างหากที่จะมาชิงตำแหน่งงานของเราไป

สิ่งสำคัญคือ เราต้องมองว่า AI เป็นเพื่อนร่วมงานที่จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น AI เปรียบเหมือนผู้ช่วยนักบินที่ไม่เพียงทำหน้าที่ช่วยทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ แต่ยังสามารถทำงานระดับพื้นฐาน และซ้ำ ๆ ปริมาณมากได้อีกด้วย เช่น การรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ

ดีลอยท์เรียกยุคนี้ว่า ‘The Age of With’ ซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์และ AI ทำงานร่วมกัน

อ้างอิง Asia Times , CNBC, BBC, Deloitte

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...