“สหรัฐ-อิหร่าน” ยังไร้ทางออก ทรัมป์ชี้ปิดล้อมได้ผล จับตาเสี่ยงโจมตีรอบใหม่
"สหรัฐ-อิหร่าน" ยังไร้ทางออก ทรัมป์ชี้ปิดล้อมได้ผล จับตาเสี่ยงโจมตีรอบใหม่ หากเจรจายังชะงัก ดันราคาน้ำมันพุ่ง-เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจโลก
วันที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 15.20 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงตึงเครียดและไร้ความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพ โดย โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่ามาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านกำลังได้ผล พร้อมชี้ว่าการจำกัดการส่งออกน้ำมันของอิหร่านมีประสิทธิภาพมากกว่าการทิ้งระเบิด และกำลังกดดันเศรษฐกิจของประเทศอย่างหนัก
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่ากองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) เตรียมนำเสนอแผนปฏิบัติการทางทหารรูปแบบใหม่ ซึ่งอาจเป็นการโจมตีระยะสั้น เพื่อทำลายภาวะชะงักงันในการเจรจา โดยแหล่งข่าวระบุว่าสหรัฐอาจพิจารณาใช้กำลังเพิ่มเติมหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้
แรงกดดันดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะระดับสูงสุดในช่วงสงคราม โดยปรับขึ้นสูงสุดกว่า 7% ไปอยู่เหนือ 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนลดลงมาเคลื่อนไหวแถว 121 ดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลว่าช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกปิดยาว และข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางอาจล่มลง
นักวิเคราะห์มองว่า สหรัฐอาจยกระดับความขัดแย้งเพื่อกดดันให้อิหร่านยอมรับเงื่อนไขใหม่ โดยมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการโจมตีเพิ่มเติมภายในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า
ด้านอิหร่านยืนยันว่าจะไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์ผ่าน จนกว่าสหรัฐจะยกเลิกมาตรการปิดล้อม ขณะที่เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอ โดยค่าเงินอ่อนค่าทำสถิติต่ำสุดใหม่
แม้ทั้งสองฝ่ายยังมีการสื่อสารกันผ่านช่องทางทางโทรศัพท์ แต่ความพยายามเจรจาแบบเผชิญหน้าก่อนหน้านี้กลับล้มเหลว สะท้อนถึงความยากลำบากในการหาทางออกของความขัดแย้ง
ในภาพรวม ผลกระทบของสงครามเริ่มขยายวงกว้าง โดยเจอโรม พาวเวล เตือนว่าแรงกระแทกด้านพลังงานจากสงครามยังไม่ถึงจุดสูงสุด และกำลังเพิ่มความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลก ขณะที่สหรัฐยังเดินหน้าบังคับใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน รวมถึงการยึดเรือบรรทุกน้ำมัน และพิจารณาใช้อาวุธขั้นสูงเพิ่มเติมในภูมิภาค
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าต้นทุนสงครามที่ประเมินไว้ราว 25,000 ล้านดอลลาร์ อาจยังต่ำกว่าความเป็นจริง สะท้อนภาระทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อครั้งนี้
อ้างอิง : bloomberg.com