พิษสงคราม ฉุดหุ้นไทยพลาดบันได 1,500 จุด ราคาถูกแต่ไร้เสน่ห์ดึงดูด
บทความเศรษฐกิจ
ประเทศไทยได้ตั้งเป้าความหวังและความฝันในการวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ทางการเงินของภูมิภาคนี้ ผ่านการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งในภาคอุตสาหกรรมการผลิต เทคโนโลยีใหม่ รวมถึงตลาดเงินตลาดทุน
ในอดีตไทยเคยมีเสน่ห์สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) เข้ามาหลักแสนล้านบาท
โดยจากสถิติข้อมูลพบว่า ปี 2548 ถือเป็นปีที่มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวมกว่า 125,500 ล้านบาท ใช้เวลาสะสมความน่าสนใจเกือบ 2 ทศวรรษ
ก่อนที่ปี 2565 จะเป็นปีที่โดดเด่นด้วยยอดซื้อสุทธิสะสมกว่า 202,694 ล้านบาท ซึ่งเป็นการกลับมาซื้อสุทธิครั้งแรกในรอบหลายสิบปี
ประเมินสถิติรายเดือนที่น่าสนใจ พบว่า เดือนกุมภาพันธ์ 2565 มีเงินไหลเข้าสุทธิสูงถึง 61,336 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 16 ปี นับจากปี 2549
ต่อมาพบว่า เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงสนับสนุนจากฟันด์โฟลว์อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีแรงซื้อจากต่างชาติในบางช่วงสูงถึง 42,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น และในบางวันมียอดซื้อสุทธิสูงถึง 10,000 ล้านบาท
ภาพชัดเจนมากขึ้น เมื่อเปิดสถิติการการซื้อสุทธิสะสมของนักลงทุนต่างชาติ นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 13 มีนาคม 2569 มีมูลค่าอยู่ที่ 25,319.63 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากดูเฉพาะเดือนมีนาคม ตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงปัจจุบัน มีการขายสุทธิสะสมแล้วกว่า 33,506.72 ล้านบาท
สาเหตุที่นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทย ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์เสี่ยงนั้น มาจากสงครามตะวันออกกลาง หลังสหรัฐใช้ขีปนาวุธโจมตีอิหร่าน และอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการทำลายฐานปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ ในประเทศกลุ่มตะวันออกกลางในหลายแห่ง ซึ่งมีความกังวลว่าความขัดแย้งครั้งนี้ที่ผ่านมาประมาณ 2 สัปดาห์แล้วนั้น หากยืดเยื้อนานกว่าที่คาดไว้ จะลุกลามเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้!
ประเทศไทยแม้อยู่ห่างไกลจากตะวันออกกลาง และดูเหมือนคงไม่ได้รับผลกระทบมากมายนัก แต่ทว่าภาพความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากผลกระทบที่ลุกลามเข้ามาผ่านราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับขึ้นแตะระดับ 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งโลจิสติกส์ และการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การส่งออกสินค้าทางเรือต้องหยุดชะงักไป หรือต้องใช้เส้นทางอื่นเพื่อเลี่ยงความเสี่ยง ซึ่งจะเพิ่มค่าใช้จ่ายเข้าไปในต้นทุนมากขึ้นกว่าเดิม และเมื่อต้นทุนค่าขนส่งจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น กระทบราคาสินค้าและบริการในประเทศที่จะปรับตัวขึ้นตาม เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนทั้งหมด โดยเฉพาะราคาพลังงานอย่างน้ำมันที่จ่อปรับตัวขึ้นอย่างน่าหวั่นใจ
ภาคส่วนที่ถูกกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะมีความอ่อนไหวกับสถานการณ์ต่างๆ ในโลก โดยเฉพาะปัจจัยลบคือภาคการลงทุน โดยเฉพาะตลาดหุ้น ตอบรับสงครามตะวันออกกลางด้วยการปรับลดลงเป็นร้อยจุดในวันเดียว ก่อนที่จะลดลงรุนแรงจนเกินรับไหว ปรับตัวลงจากระดับ 1,500 จุด ลงมาที่ 1,384.61 จุดอย่างรวดเร็ว
ทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต้องงัดเครื่องมือเข้ามาขัดจังหวะการปรับลดของดัชนีไม่ให้ลงลึกอย่างหนักหน่วง โดยเครื่องมือหลักคือ การหยุดพักซื้อขายชั่วคราว หรือเซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker)
แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ หากดัชนีหุ้นร่วงเกิน 8%, 15% และ 20% เทียบกับวันปิดตลาดก่อนหน้า จะต้องใช้มาตรการนี้ทันทีแบบอัตโนมัติ เพื่อให้นักลงทุนที่อยู่ในภาวะตื่นตระหนก (Panic Sale) จากสถานการณ์ความขัดแยังในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน มีเวลาในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่มีผลกระทบต่อการลงทุนอย่างครบถ้วน ตลาดหลักทรัพย์จะหยุดทำการซื้อขายโดยอัตโนมัติเป็นการชั่วคราว
รวบรวมข้อมูลย้อนหลัง พบว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ใช้มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์ รวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง โดยครั้งที่หนักหน่วงมากที่สุด เป็นวันที่ 12 มีนาคม 2563 สาเหตุจากความตื่นตระหนกของนักลงทุนทั่วโลกต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประกอบกับแรงกดดันจากสงครามราคาน้ำมัน ส่งผลให้ตลาดต้องหยุดการซื้อขายชั่วคราว 30 นาที ครั้งที่ 5 วันที่ 13 มีนาคม 2563 ดัชนียังคงปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงต่อเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องประกาศใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์อีกครั้งภายในสัปดาห์เดียวกัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์หุ้นไทย
และครั้งที่ 6 วันที่ 23 มีนาคม 2563 โควิด-19 ยังคงเป็นสาเหตุทำให้ดัชนีปรับลดลงแรงกว่า 8% จนต้องใช้มาตรการหยุดพักซื้อขายอีกครั้ง ทำให้เดือนมีนาคมถือเป็นเดือนที่น่ากลัวสำหรับการลงทุนในหุ้นไทย
การใช้มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์มีผลต่อตลาดหุ้นไทยอย่างไร ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ. เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด มองว่า เมื่อมีการใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์แล้ว ข้อดีคือ จะทำให้ราคาหุ้นมีความถูกมากเมื่อเทียบกับการซื้อขายก่อนหน้านี้ และเป็นระดับดัชนีที่เราจะไม่ได้เห็นอีกแล้วอย่างแน่นอน เหมือนปี 2563 ที่ใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ถึง 3 ครั้งภายในเดือนเดียว เนื่องจากหุ้นไทยปรับลงเป็นร้อยจุด จนดัชนีปรับลงไปแตะระดับ 900 จุดกว่า ซึ่งเราจะไม่มีทางได้เห็นระดับดังกล่าวแล้ว ยกเว้นจะมีวิกฤตหนักๆ แบบโควิด-19 เกิดขึ้นอีกครั้ง
การลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนและใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ หากเข้าซื้อแล้วถือต่อประมาณสองเดือน หรือหนึ่งปี มองว่าไม่เจ๊งแน่นอน เพราะการขายหุ้นในช่วงที่ต้องใช้มาตรการแบบนี้ เท่ากับเป็นการขายเพื่อหนีอะไรบางอย่าง ราคาหุ้นผู้ขายยอมรับได้ หรืออาจยอมรับไม่ได้แต่จำเป็นต้องขายออก ทำให้ราคาจะอยู่ในระดับต่ำมากๆ แต่เน้นย้ำว่า ไม่มีอะไรมาการันตีได้ถึงกรณีที่จะไม่เกิดเซอร์กิตเบรกเกอร์ ในครั้งถัดไปต่อจากนี้ เพราะอดีตก็มีปรากฏให้เห็นแล้วว่า สามารถใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ได้ถึง 2 ครั้งภายใน 1 สัปดาห์เท่านั้น หรือหมายถึงหุ้นไทยตกอย่างรุนแรงรวมกว่า 16%
“ภาวะของหุ้นไทยในตอนนี้ ที่มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจุดที่ยังไม่แตะระดับ 1,500 จุด มีคนบอกว่าเป็นเพราะมูลค่า (แวลูเอชั่น) แพงนั้น มองว่าเข้าใจผิดมาก เพราะความจริงหุ้นไทยไม่ได้มีราคาแพงเลย แม้จะยืนเหนือ 1,500 จุดแล้วก็ยังไม่แพง จริงๆ หุ้นไทยเราถูกมาก โดยการปะทะกันของสหรัฐและอิหร่านทำให้หุ้นตกลงลึก ผลกระทบที่เกิดขึ้น บวกกับการเติบโตของจีพีพีไทยที่คาดว่าจะไม่ถึง 2% ทำให้หุ้นไทยอาจกลับไปบริเวณเดิมยาก แต่ไม่ได้หมายเพราะว่าเราจะไม่กลับไป เพราะยังเชื่อว่า หากปัจจัยเรื่องสงครามนิ่งแล้ว เราจะกลับไปง่ายมาก” ประกิตกล่าว
*กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)* ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงน้อยกว่าหลายประเทศ จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น
ซึ่ง ตลท.ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อราคาพลังงาน การขนส่งทางเรือ และกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย นักลงทุนไทยไม่ควรตื่นตระหนก เนื่องจากพื้นฐานบริษัทจดทะเบียนไทยยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง และการปรับตัวของราคาหุ้นในช่วงนี้อาจเป็นโอกาสลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะหุ้นพื้นฐานดีที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผลสม่ำเสมอ รวมถึงทิศทางฟันด์โฟลว์จากต่างชาติ ยังคงเข้ามาในตลาดหุ้นไทย สะท้อนถึงศักยภาพในการเป็นหลุมหลบภัย (เซฟเฮฟเว่น) ของภูมิภาคนี้
แม้ภาพข้างหน้าดูเต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่ก็ยังพ่วงด้วยความหวังเสมอ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิษสงคราม ฉุดหุ้นไทยพลาดบันได 1,500 จุด ราคาถูกแต่ไร้เสน่ห์ดึงดูด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly