โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พิษสงคราม ฉุดหุ้นไทยพลาดบันได 1,500 จุด ราคาถูกแต่ไร้เสน่ห์ดึงดูด

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 23 มี.ค. เวลา 13.11 น. • เผยแพร่ 22 มี.ค. เวลา 09.13 น.

บทความเศรษฐกิจ

ประเทศไทยได้ตั้งเป้าความหวังและความฝันในการวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ทางการเงินของภูมิภาคนี้ ผ่านการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งในภาคอุตสาหกรรมการผลิต เทคโนโลยีใหม่ รวมถึงตลาดเงินตลาดทุน

ในอดีตไทยเคยมีเสน่ห์สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) เข้ามาหลักแสนล้านบาท

โดยจากสถิติข้อมูลพบว่า ปี 2548 ถือเป็นปีที่มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวมกว่า 125,500 ล้านบาท ใช้เวลาสะสมความน่าสนใจเกือบ 2 ทศวรรษ

ก่อนที่ปี 2565 จะเป็นปีที่โดดเด่นด้วยยอดซื้อสุทธิสะสมกว่า 202,694 ล้านบาท ซึ่งเป็นการกลับมาซื้อสุทธิครั้งแรกในรอบหลายสิบปี

ประเมินสถิติรายเดือนที่น่าสนใจ พบว่า เดือนกุมภาพันธ์ 2565 มีเงินไหลเข้าสุทธิสูงถึง 61,336 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 16 ปี นับจากปี 2549

ต่อมาพบว่า เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงสนับสนุนจากฟันด์โฟลว์อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีแรงซื้อจากต่างชาติในบางช่วงสูงถึง 42,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น และในบางวันมียอดซื้อสุทธิสูงถึง 10,000 ล้านบาท

ภาพชัดเจนมากขึ้น เมื่อเปิดสถิติการการซื้อสุทธิสะสมของนักลงทุนต่างชาติ นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 13 มีนาคม 2569 มีมูลค่าอยู่ที่ 25,319.63 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากดูเฉพาะเดือนมีนาคม ตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงปัจจุบัน มีการขายสุทธิสะสมแล้วกว่า 33,506.72 ล้านบาท

สาเหตุที่นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทย ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์เสี่ยงนั้น มาจากสงครามตะวันออกกลาง หลังสหรัฐใช้ขีปนาวุธโจมตีอิหร่าน และอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการทำลายฐานปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ ในประเทศกลุ่มตะวันออกกลางในหลายแห่ง ซึ่งมีความกังวลว่าความขัดแย้งครั้งนี้ที่ผ่านมาประมาณ 2 สัปดาห์แล้วนั้น หากยืดเยื้อนานกว่าที่คาดไว้ จะลุกลามเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้!

ประเทศไทยแม้อยู่ห่างไกลจากตะวันออกกลาง และดูเหมือนคงไม่ได้รับผลกระทบมากมายนัก แต่ทว่าภาพความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากผลกระทบที่ลุกลามเข้ามาผ่านราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับขึ้นแตะระดับ 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งโลจิสติกส์ และการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การส่งออกสินค้าทางเรือต้องหยุดชะงักไป หรือต้องใช้เส้นทางอื่นเพื่อเลี่ยงความเสี่ยง ซึ่งจะเพิ่มค่าใช้จ่ายเข้าไปในต้นทุนมากขึ้นกว่าเดิม และเมื่อต้นทุนค่าขนส่งจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น กระทบราคาสินค้าและบริการในประเทศที่จะปรับตัวขึ้นตาม เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนทั้งหมด โดยเฉพาะราคาพลังงานอย่างน้ำมันที่จ่อปรับตัวขึ้นอย่างน่าหวั่นใจ

ภาคส่วนที่ถูกกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะมีความอ่อนไหวกับสถานการณ์ต่างๆ ในโลก โดยเฉพาะปัจจัยลบคือภาคการลงทุน โดยเฉพาะตลาดหุ้น ตอบรับสงครามตะวันออกกลางด้วยการปรับลดลงเป็นร้อยจุดในวันเดียว ก่อนที่จะลดลงรุนแรงจนเกินรับไหว ปรับตัวลงจากระดับ 1,500 จุด ลงมาที่ 1,384.61 จุดอย่างรวดเร็ว

ทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต้องงัดเครื่องมือเข้ามาขัดจังหวะการปรับลดของดัชนีไม่ให้ลงลึกอย่างหนักหน่วง โดยเครื่องมือหลักคือ การหยุดพักซื้อขายชั่วคราว หรือเซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker)

แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ หากดัชนีหุ้นร่วงเกิน 8%, 15% และ 20% เทียบกับวันปิดตลาดก่อนหน้า จะต้องใช้มาตรการนี้ทันทีแบบอัตโนมัติ เพื่อให้นักลงทุนที่อยู่ในภาวะตื่นตระหนก (Panic Sale) จากสถานการณ์ความขัดแยังในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน มีเวลาในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่มีผลกระทบต่อการลงทุนอย่างครบถ้วน ตลาดหลักทรัพย์จะหยุดทำการซื้อขายโดยอัตโนมัติเป็นการชั่วคราว

รวบรวมข้อมูลย้อนหลัง พบว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ใช้มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์ รวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง โดยครั้งที่หนักหน่วงมากที่สุด เป็นวันที่ 12 มีนาคม 2563 สาเหตุจากความตื่นตระหนกของนักลงทุนทั่วโลกต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประกอบกับแรงกดดันจากสงครามราคาน้ำมัน ส่งผลให้ตลาดต้องหยุดการซื้อขายชั่วคราว 30 นาที ครั้งที่ 5 วันที่ 13 มีนาคม 2563 ดัชนียังคงปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงต่อเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องประกาศใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์อีกครั้งภายในสัปดาห์เดียวกัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์หุ้นไทย

และครั้งที่ 6 วันที่ 23 มีนาคม 2563 โควิด-19 ยังคงเป็นสาเหตุทำให้ดัชนีปรับลดลงแรงกว่า 8% จนต้องใช้มาตรการหยุดพักซื้อขายอีกครั้ง ทำให้เดือนมีนาคมถือเป็นเดือนที่น่ากลัวสำหรับการลงทุนในหุ้นไทย

การใช้มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์มีผลต่อตลาดหุ้นไทยอย่างไร ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ. เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด มองว่า เมื่อมีการใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์แล้ว ข้อดีคือ จะทำให้ราคาหุ้นมีความถูกมากเมื่อเทียบกับการซื้อขายก่อนหน้านี้ และเป็นระดับดัชนีที่เราจะไม่ได้เห็นอีกแล้วอย่างแน่นอน เหมือนปี 2563 ที่ใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ถึง 3 ครั้งภายในเดือนเดียว เนื่องจากหุ้นไทยปรับลงเป็นร้อยจุด จนดัชนีปรับลงไปแตะระดับ 900 จุดกว่า ซึ่งเราจะไม่มีทางได้เห็นระดับดังกล่าวแล้ว ยกเว้นจะมีวิกฤตหนักๆ แบบโควิด-19 เกิดขึ้นอีกครั้ง

การลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนและใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ หากเข้าซื้อแล้วถือต่อประมาณสองเดือน หรือหนึ่งปี มองว่าไม่เจ๊งแน่นอน เพราะการขายหุ้นในช่วงที่ต้องใช้มาตรการแบบนี้ เท่ากับเป็นการขายเพื่อหนีอะไรบางอย่าง ราคาหุ้นผู้ขายยอมรับได้ หรืออาจยอมรับไม่ได้แต่จำเป็นต้องขายออก ทำให้ราคาจะอยู่ในระดับต่ำมากๆ แต่เน้นย้ำว่า ไม่มีอะไรมาการันตีได้ถึงกรณีที่จะไม่เกิดเซอร์กิตเบรกเกอร์ ในครั้งถัดไปต่อจากนี้ เพราะอดีตก็มีปรากฏให้เห็นแล้วว่า สามารถใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ได้ถึง 2 ครั้งภายใน 1 สัปดาห์เท่านั้น หรือหมายถึงหุ้นไทยตกอย่างรุนแรงรวมกว่า 16%

“ภาวะของหุ้นไทยในตอนนี้ ที่มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจุดที่ยังไม่แตะระดับ 1,500 จุด มีคนบอกว่าเป็นเพราะมูลค่า (แวลูเอชั่น) แพงนั้น มองว่าเข้าใจผิดมาก เพราะความจริงหุ้นไทยไม่ได้มีราคาแพงเลย แม้จะยืนเหนือ 1,500 จุดแล้วก็ยังไม่แพง จริงๆ หุ้นไทยเราถูกมาก โดยการปะทะกันของสหรัฐและอิหร่านทำให้หุ้นตกลงลึก ผลกระทบที่เกิดขึ้น บวกกับการเติบโตของจีพีพีไทยที่คาดว่าจะไม่ถึง 2% ทำให้หุ้นไทยอาจกลับไปบริเวณเดิมยาก แต่ไม่ได้หมายเพราะว่าเราจะไม่กลับไป เพราะยังเชื่อว่า หากปัจจัยเรื่องสงครามนิ่งแล้ว เราจะกลับไปง่ายมาก” ประกิตกล่าว

*กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)* ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงน้อยกว่าหลายประเทศ จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น

ซึ่ง ตลท.ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อราคาพลังงาน การขนส่งทางเรือ และกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย นักลงทุนไทยไม่ควรตื่นตระหนก เนื่องจากพื้นฐานบริษัทจดทะเบียนไทยยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง และการปรับตัวของราคาหุ้นในช่วงนี้อาจเป็นโอกาสลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะหุ้นพื้นฐานดีที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผลสม่ำเสมอ รวมถึงทิศทางฟันด์โฟลว์จากต่างชาติ ยังคงเข้ามาในตลาดหุ้นไทย สะท้อนถึงศักยภาพในการเป็นหลุมหลบภัย (เซฟเฮฟเว่น) ของภูมิภาคนี้

แม้ภาพข้างหน้าดูเต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่ก็ยังพ่วงด้วยความหวังเสมอ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิษสงคราม ฉุดหุ้นไทยพลาดบันได 1,500 จุด ราคาถูกแต่ไร้เสน่ห์ดึงดูด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...