สกัดปัญหาอดีต! ลุ้นผ่าน 8 ด่านโหด แต่งตั้งบุคคลเข้าทำงานใน ครม.
กระบวนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ผ่านพ้นไปเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่หลายคนจับตามอง คือ กระบวนการนำรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤติกับปัญหาพลังงาน ซึ่งกระทบกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจึงต้องได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ การใช้เทคโนแครตเพียง 3 คน ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี มงคลธรรม อาจมีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาประเทศไม่เพียงพอ คงต้องรอการตัดสินใจของหัวหน้ารัฐบาล จะดึงผู้เชี่ยวชาญจากสาขามาทำงาน ในฝ่ายบริหารเพิ่มเติมอีกหรือไม่ โดย “นายอนุทิน” ได้ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชน เมื่อถูกถามว่า การตรวจสอบคุณสมบัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี จะเข้มข้นขึ้นหรือไม่ หลังชื่อคนในโผมีคดี ว่า หลักเกณฑ์ของมันอยู่ โดยจะยึดหลักตามที่มีอยู่ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) ผูกพันทุกองค์กร
เมื่อถามว่า กรณีแบบนี้จะทำให้การจัดตั้ง ครม. ล่าช้าหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ไม่มีปัญหา ส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล ก็ได้รับรายชื่อมาแล้ว และจะมีการตรวจสอบตามกระบวนการ โดยสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จะเป็นผู้ประสานหน่วยงานต่างๆ กว่า 10 หน่วยงาน และคิดว่าแต่ละหน่วยงานจะตรวจสอบอย่างละเอียด เราต้องรอผลของการตรวจสอบ ใครที่มีปัญหาก็จะแจ้งกลับไปยังต้นสังกัดของผู้ที่เสนอมา
ขณะที่ศาล รธน. วางหลักการสำคัญในมาตรา 160 (4) บัญญัติให้รัฐมนตรีต้อง “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” โดยมีสาระสำคัญว่า “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” นั้น คำว่า “ซื่อสัตย์” หมายความว่า ประพฤติตรงและจริงใจ ไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง และไม่หลอกลวง ส่วนคำว่า “สุจริต” หมายความว่า ความประพฤติชอบ โดยความซื่อสัตย์สุจริตนี้ เป็นคุณธรรมสำคัญขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไป และเป็นส่วนหนึ่งของการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม
ขณะที่ต้องรอดูบทบาทพรรคฝ่ายค้าน ที่นำโดยพรรคประชาชน (ปชน.) จะมีการตรวจสอบรายชื่อ ครม. หากพบว่ามีปัญหาเรื่องคดีความหรือไม่ เพียงแต่ว่าบางคนที่มีชื่ออยู่ในโผ ครม. อยู่ในระหว่างการตรวจสอบสำนวนคดีฮั้ว สว. ซึ่งมีชื่อผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย พบว่านอกจากจะเป็น สว.ชุดปัจจุบันถึง 138 รายแล้ว อีก 91 รายเป็นกลุ่มนักการเมือง และกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) โดยเฉพาะจากพรรคภท. ไม่ว่าจะเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะว่าที่นายกฯ และ รมว.มหาดไทย, นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล (โผ รมว.การท่องเที่ยวฯ), นายภราดร ปริศนานันทกุล (โผ รมต.ประจำสำนักนายกฯ) นายไชยชนก ชิดชอบ (โผ รมว.ดีอี) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ (โผ รมช.คมนาคม) รวมไปถึงกลุ่มสายเลือดใหม่และบ้านใหญ่ อาทิ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์, น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี ที่ล้วนมีชื่อติดโผรัฐมนตรีช่วยและรัฐมนตรีว่าการ
คงต้องรอดูกระบวนการนิติสงคราม จะถูกนำมาใช้ในการตรวจสอบ การแต่งตั้ง ครม. ของรัฐบาลนายอนุทิน หรือไม่ รวมทั้งจะมีการดึงมืออาชีพ เข้ามาเสริมเทคโนแครตเดิมอีกหรือไม่ เพื่อทำให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนการแต่งตั้ง ครม. ในโควตาพรรคเพื่อไทย "พท.” หลังได้การจัดสรรมาทั้งหมด 8 เก้าอี้ แบ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ 5 ตำแหน่ง และรัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่งนั้น โดยในส่วนของตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย ได้รายชื่อบุคคลที่เหมาะสม เข้ามาดำรงตำแหน่งแล้วทั้ง 3 คน เป็นตัวแทนจากภาคเหนือ อีสาน และกลาง
เริ่มจากตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ คือ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ สส.กาญจนบุรี ส่วนตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ 2 ตำแหน่ง คือ นายวัชรพล ขาวขำ สส.อุดรธานี และ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงราย ลูกสาวของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ สำหรับตำแหน่ง 5 รัฐมนตรีว่าการที่ลงตัวไปก่อนหน้านี้ ประกอบด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นรองนายกฯ และ รมว.อุดมศึกษาฯ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็น รมว.แรงงาน น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เป็น รมว.พัฒนาสังคมฯ และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็น รมว.ศึกษาธิการ
ส่วนความคืบหน้าในการตั้ง ครม. "อนุทิน 2" ภายหลังจากโปรดเกล้าฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่า ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ทางแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้รวบรวมรายชื่อรัฐมนตรี ของทั้งพรรคภท. และพรรคพท. ตรวจสอบคุณสมบัติกับ 8 หน่วยงานหลัก แล้ว โดยพรรคพท. ได้ส่งรัฐมนตรี 8 คน โดยสัดส่วน รมว. 5 คน และรมช. 3 คน โดยนายประเสริฐ และ น.ส.สุดาวรรณ ต้องรอลุ้นการเช็กประวัติอย่างเข้มข้น แต่หากเป็นไปในทางลบ พรรคพท. ก็ต้องส่งรายชื่อใหม่เข้ามาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ภายหลังการรับสนองโปรดเกล้าฯ นายกฯ เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 69 มีรายงานข่าวภายในพรรคภท. ได้แจ้งบุคคลที่คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรี นำเอกสารไปกรอกประวัติ ก่อนที่จะนำมายื่นในวันที่ 23 มี.ค. 69 นี้
นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวว่า ในขณะที่โผรายชื่อ ครม. ในส่วนของพรรคภท. ได้ส่งตรวจสอบคุณสมบัติแล้วเช่นกัน ซึ่งรายชื่อส่วนใหญ่เป็นไปตามโผ ที่ปรากฏออกมาตามหน้าสื่อมวลชนก่อนหน้านี้ และยังมีบางตำแหน่งที่ ต้องอาจต้องปรับเปลี่ยน เพื่อความเหมาะสม ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) 5 เสียง ขณะนี้ไม่มีข้อสรุปและมีความชัดเจน ว่าจะได้ตำแหน่งใดๆ หรือไม่ โดยคาดว่ารายชื่อ ครม. "อนุทิน 2" จะเคาะเสร็จสมบูรณ์ในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้
สำหรับ "8 ด่านโหด” ที่เป็นหน่วยงานหลัก ตรวจประวัติรัฐมนตรี ได้แก่ 1.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะตรวจสอบประวัติอาชญากรรม คดีความ และประวัติการต้องโทษคุก 2.สำนักงานศาลยุติธรรม จะตรวจสอบข้อมูลการถูกฟ้องร้อง คดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา หรือคำพิพากษาของศาล 3.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะตรวจสอบประวัติการถูกชี้มูลความผิดเรื่องการทุจริต การร่ำรวยผิดปกติ หรือการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง 4.สำนักงานศาลรธน . จะตรวจสอบว่าเคยมีคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับลักษณะต้องห้ามทางการเมืองหรือไม่ 5.กรมบังคับคดี ซึ่งจะตรวจสอบสถานะการเป็นบุคคลล้มละลาย 6.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะตรวจสอบคุณสมบัติเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และข้อห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง 7.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) จะตรวจสอบการถือครองหุ้นในบริษัทต้องห้ามตามกฎหมาย (เช่น ธุรกิจสัมปทานรัฐ หรือสื่อมวลชน) และ 8.สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) จะเช็กสถานะสั่งฟ้อง คดีอาญา
เมื่อเรื่องจริยธรรมเป็นปมร้อน ดังนั้นการแต่งตั้งบุคคลเข้ามาทำงานใน ครม. จึงต้องมีการตรวจสอบประวัติอย่างรอบคอบ หลังเคยเกิดปัญหาในอดีตมาแล้ว โดยใช้ 8 หน่วยงานสำคัญ ซึ่งถือเป็นด่านโหด มาคอยตรวจสอบ ถ้าใครผ่านไปได้ ก็ถือว่ามีลุ้นตำแหน่งสำคัญ.
"ทีมข่าวการเมือง"