'จาตุรนต์' ย้ำ วิกฤตน้ำมันกำลังลามทั้งระบบเศรษฐกิจ! ขอรัฐบาลพูดความจริงกับประชาชนให้หมดว่าปัญหาจริงใหญ่ขนาดไหน
จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (25 มีนาคม 2569) ว่า ผมได้อภิปรายเสนอญัตติด่วนต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง วิกฤตพลังงานและผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง
วิกฤตนี้กำลังกระทบชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชนไทยโดยตรง รัฐบาลจึงต้องชี้แจงอย่างเป็นระบบให้ชัดว่า ประเทศกำลังเผชิญปัญหาใหญ่เพียงใด จะบริหารจัดการอย่างไร และจะช่วยเหลือประชาชนกลุ่มใดก่อน ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลังที่มีอยู่
สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ สะท้อนว่าปัญหานี้เกิดขึ้นจริงแล้ว
จากการลงพื้นที่พบเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดฉะเชิงเทรา ผมได้รับข้อมูลตรงกันว่า ปั๊มน้ำมันดีเซลใกล้บ่อกุ้งไม่มีน้ำมันมานาน 10 วันแล้ว นี่คือความเดือดร้อนที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่จริง
ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ยังยืนยันว่าไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอ 103 วัน และโรงกลั่นยังมีกำลังผลิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็วได้ราว 79.9 ล้านลิตรต่อวัน
ตรงนี้จึงสะท้อนชัดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่แค่เรื่องปริมาณน้ำมันรวมของประเทศ แต่อยู่ที่ การกระจาย การบริหารจัดการ และความเชื่อมั่นในระบบ
คำถามสำคัญที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้
รัฐบาลต้องตอบคำถามพื้นฐานให้ชัดว่า เหตุใดประชาชนจึงหาปั๊มเติมน้ำมันไม่ได้ ทั้งที่รัฐยังยืนยันว่ามีน้ำมันอยู่ในระบบ และต้องทำให้ประชาชนมั่นใจด้วยว่า น้ำมันจะไม่ขาดช่วง การกระจายจะไม่สะดุด และจะไม่เกิดการกักตุนหรือเก็งกำไร จนสถานการณ์ลุกลามจากความตื่นตระหนก มากกว่าปริมาณน้ำมันจริง
วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มีแค่น้ำมันแพงหรือเติมน้ำมันยาก
วิกฤตครั้งนี้เป็นแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่พลังงาน การขนส่ง วัตถุดิบ ปุ๋ย อาหาร เงินเฟ้อ ไปจนถึงกำลังซื้อของประชาชน
ข้อมูลจาก IMF ก็สะท้อนแรงกดดันนี้อย่างชัดเจน เพราะราคาน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา และราคาน้ำมันปรับขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว ซึ่งกำลังกดดันเศรษฐกิจโลกให้เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ stagflation หรือภาวะที่เงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ
ความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง ไม่ได้ไกลจากไทยเลย
ความเสี่ยงจาก ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและ LNG สำคัญของโลก น้ำมันเฉลี่ยราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ LNG ราว 20% ของการค้าโลก ต้องผ่านเส้นทางนี้ ขณะที่ปลายทางส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย นั่นแปลว่า เมื่อเส้นทางนี้มีความไม่แน่นอน ประเทศในภูมิภาคนี้รวมถึงไทยก็รับแรงกระแทกโดยตรง
ประเทศไทยเปราะบางกับวิกฤตนี้มากกว่าที่คิด
ประเทศไทยยังเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในระดับสูงมาก โดยในปี 2023 ไทยมีการนำเข้าพลังงานสุทธิ 1.418 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 9.3% ของ GDP นอกจากนี้ ไทยยังพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางราว 58% ของการนำเข้าทั้งหมด จึงมีความเสี่ยงพร้อมกันทั้งด้านราคา ด้านการจัดหา และด้านต้นทุนทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
ถ้าราคาน้ำมันสูงยืดเยื้อ ผลกระทบจะลามต่อไปทั้งระบบ
หากราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง ไทยจะเผชิญแรงกดดันจาก เงินเฟ้อด้านต้นทุน หรือ cost-push inflation มากขึ้น ต้นทุนจะส่งผ่านจากพลังงานไปยังภาคขนส่ง การผลิต การเกษตร และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ผมอ้างการประเมินของสภาพัฒน์ว่า ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อลิตร จะฉุด GDP ไทยลงราว 0.02% และหากวิกฤตลากยาวไปถึงช่วงกิจกรรมเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ฤดูกาลท่องเที่ยวหรือเทศกาลสงกรานต์ ก็จะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้นอีก
ข้อจำกัดทางการคลัง ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องพูดตรง ๆ
แม้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตจะช่วยบรรเทาภาระได้บ้างในระยะสั้น แต่ก็เป็นมาตรการที่เล็กมากเมื่อเทียบกับวิกฤตที่กระทบทั้งระบบ และยังทำให้รัฐสูญเสียรายได้โดยตรง ที่สำคัญคือ ไทยมีข้อจำกัดทางการคลังและภาระหนี้สาธารณะสูงอยู่แล้ว โดยหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 12.54 ล้านล้านบาท หรือ 65.96% ของ GDP ใกล้กรอบเพดานหนี้ที่ 70% ของ GDP อย่างมาก จึงไม่สามารถพึ่งมาตรการอุดหนุนหรือการลดภาษีเป็นคำตอบหลักได้ตลอดไป
สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ ไม่ใช่แค่บอกว่าจะปล่อยตามกลไกตลาด
เมื่อรัฐบาลยืนยันแล้วว่าจะไม่ตรึงราคาน้ำมัน และจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด สิ่งที่รัฐบาลต้องทำก็คือ พูดความจริงกับประชาชนให้หมด ต้องตอบให้ชัดว่า ปัญหาใหญ่เพียงใด จะช่วยใครก่อน ใช้เกณฑ์อะไร ใช้งบจากไหน และมีแผนรองรับในช่วง 3 ถึง 6 เดือน อย่างไร เพราะถ้าไม่มีรายละเอียดเหล่านี้ คำว่า “ปล่อยตามกลไกตลาด” ก็อาจกลายเป็นเพียงการปล่อยให้ประชาชนแบกรับภาระลำพัง
ข้อเสนอเร่งด่วนที่ผมเสนอในสภา
ผมเสนอให้รัฐแก้ปัญหาการกระจายน้ำมันก่อนเป็นลำดับแรก เปิดเผยข้อมูลสต็อกและการกระจายให้ชัด ตรวจสอบการกักตุนและการเก็งกำไรอย่างจริงจัง และช่วยเหลือแบบเจาะจงไปยังกลุ่มที่เดือดร้อนจริง เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงานขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกัน รัฐต้องหาแหล่งนำเข้าน้ำมันและ LNG จากหลายภูมิภาคมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลางมากเกินไป และต้องเร่งขยายบริการขนส่งสาธารณะ เพื่อลดภาระค่าเดินทางของประชาชน
ระยะยาว ประเทศไทยต้องแข็งแรงกว่านี้
ผมเสนอด้วยว่า รัฐบาลควรใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นแรงผลักดันในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น resilient base ของภูมิภาค หรือฐานเศรษฐกิจที่รับแรงกระแทกจากโลกได้ดีกว่าเดิม นั่นหมายถึงการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การกระจายแหล่งนำเข้า การปรับปรุงระบบสำรองและโครงสร้างพื้นฐาน การลดการพึ่งพาน้ำมันในภาคขนส่งและการผลิต และการเสริมความแข็งแรงของภาคเกษตร อาหาร โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรม ทั้งหมดนี้เพื่อให้ไทยรับมือกับความผันผวนของโลกได้อย่างยั่งยืน
ญัตติด่วนครั้งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายแค่ให้รัฐบาลชี้แจงปัญหาเฉพาะหน้า
แต่คือการขอให้รัฐบาลตอบคำถามสำคัญต่อประชาชนทั้งประเทศว่า ปัญหานี้ใหญ่เพียงใด รัฐจะจัดการอย่างไร จะใช้งบประมาณอย่างไรให้คุ้มค่าและเป็นธรรม และจะพาประเทศผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปอย่างมีทิศทาง พร้อมยกระดับประเทศไทยให้แข็งแรงกว่าเดิมได้อย่างไร