โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

'จาตุรนต์' ย้ำ วิกฤตน้ำมันกำลังลามทั้งระบบเศรษฐกิจ! ขอรัฐบาลพูดความจริงกับประชาชนให้หมดว่าปัญหาจริงใหญ่ขนาดไหน

VoiceTV

อัพเดต 25 มี.ค. เวลา 06.36 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. เวลา 05.46 น. • กองบรรณาธิการวอยซ์ออนไลน์

จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (25 มีนาคม 2569) ว่า ผมได้อภิปรายเสนอญัตติด่วนต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง วิกฤตพลังงานและผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง

วิกฤตนี้กำลังกระทบชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชนไทยโดยตรง รัฐบาลจึงต้องชี้แจงอย่างเป็นระบบให้ชัดว่า ประเทศกำลังเผชิญปัญหาใหญ่เพียงใด จะบริหารจัดการอย่างไร และจะช่วยเหลือประชาชนกลุ่มใดก่อน ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลังที่มีอยู่

สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ สะท้อนว่าปัญหานี้เกิดขึ้นจริงแล้ว

จากการลงพื้นที่พบเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดฉะเชิงเทรา ผมได้รับข้อมูลตรงกันว่า ปั๊มน้ำมันดีเซลใกล้บ่อกุ้งไม่มีน้ำมันมานาน 10 วันแล้ว นี่คือความเดือดร้อนที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่จริง

ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ยังยืนยันว่าไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอ 103 วัน และโรงกลั่นยังมีกำลังผลิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็วได้ราว 79.9 ล้านลิตรต่อวัน

ตรงนี้จึงสะท้อนชัดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่แค่เรื่องปริมาณน้ำมันรวมของประเทศ แต่อยู่ที่ การกระจาย การบริหารจัดการ และความเชื่อมั่นในระบบ

คำถามสำคัญที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้

รัฐบาลต้องตอบคำถามพื้นฐานให้ชัดว่า เหตุใดประชาชนจึงหาปั๊มเติมน้ำมันไม่ได้ ทั้งที่รัฐยังยืนยันว่ามีน้ำมันอยู่ในระบบ และต้องทำให้ประชาชนมั่นใจด้วยว่า น้ำมันจะไม่ขาดช่วง การกระจายจะไม่สะดุด และจะไม่เกิดการกักตุนหรือเก็งกำไร จนสถานการณ์ลุกลามจากความตื่นตระหนก มากกว่าปริมาณน้ำมันจริง

วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มีแค่น้ำมันแพงหรือเติมน้ำมันยาก

วิกฤตครั้งนี้เป็นแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่พลังงาน การขนส่ง วัตถุดิบ ปุ๋ย อาหาร เงินเฟ้อ ไปจนถึงกำลังซื้อของประชาชน

ข้อมูลจาก IMF ก็สะท้อนแรงกดดันนี้อย่างชัดเจน เพราะราคาน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา และราคาน้ำมันปรับขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว ซึ่งกำลังกดดันเศรษฐกิจโลกให้เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ stagflation หรือภาวะที่เงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ

ความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง ไม่ได้ไกลจากไทยเลย

ความเสี่ยงจาก ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและ LNG สำคัญของโลก น้ำมันเฉลี่ยราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ LNG ราว 20% ของการค้าโลก ต้องผ่านเส้นทางนี้ ขณะที่ปลายทางส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย นั่นแปลว่า เมื่อเส้นทางนี้มีความไม่แน่นอน ประเทศในภูมิภาคนี้รวมถึงไทยก็รับแรงกระแทกโดยตรง

ประเทศไทยเปราะบางกับวิกฤตนี้มากกว่าที่คิด

ประเทศไทยยังเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในระดับสูงมาก โดยในปี 2023 ไทยมีการนำเข้าพลังงานสุทธิ 1.418 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 9.3% ของ GDP นอกจากนี้ ไทยยังพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางราว 58% ของการนำเข้าทั้งหมด จึงมีความเสี่ยงพร้อมกันทั้งด้านราคา ด้านการจัดหา และด้านต้นทุนทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

ถ้าราคาน้ำมันสูงยืดเยื้อ ผลกระทบจะลามต่อไปทั้งระบบ

หากราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง ไทยจะเผชิญแรงกดดันจาก เงินเฟ้อด้านต้นทุน หรือ cost-push inflation มากขึ้น ต้นทุนจะส่งผ่านจากพลังงานไปยังภาคขนส่ง การผลิต การเกษตร และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ผมอ้างการประเมินของสภาพัฒน์ว่า ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อลิตร จะฉุด GDP ไทยลงราว 0.02% และหากวิกฤตลากยาวไปถึงช่วงกิจกรรมเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ฤดูกาลท่องเที่ยวหรือเทศกาลสงกรานต์ ก็จะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้นอีก

ข้อจำกัดทางการคลัง ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องพูดตรง ๆ

แม้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตจะช่วยบรรเทาภาระได้บ้างในระยะสั้น แต่ก็เป็นมาตรการที่เล็กมากเมื่อเทียบกับวิกฤตที่กระทบทั้งระบบ และยังทำให้รัฐสูญเสียรายได้โดยตรง ที่สำคัญคือ ไทยมีข้อจำกัดทางการคลังและภาระหนี้สาธารณะสูงอยู่แล้ว โดยหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 12.54 ล้านล้านบาท หรือ 65.96% ของ GDP ใกล้กรอบเพดานหนี้ที่ 70% ของ GDP อย่างมาก จึงไม่สามารถพึ่งมาตรการอุดหนุนหรือการลดภาษีเป็นคำตอบหลักได้ตลอดไป

สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ ไม่ใช่แค่บอกว่าจะปล่อยตามกลไกตลาด

เมื่อรัฐบาลยืนยันแล้วว่าจะไม่ตรึงราคาน้ำมัน และจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด สิ่งที่รัฐบาลต้องทำก็คือ พูดความจริงกับประชาชนให้หมด ต้องตอบให้ชัดว่า ปัญหาใหญ่เพียงใด จะช่วยใครก่อน ใช้เกณฑ์อะไร ใช้งบจากไหน และมีแผนรองรับในช่วง 3 ถึง 6 เดือน อย่างไร เพราะถ้าไม่มีรายละเอียดเหล่านี้ คำว่า “ปล่อยตามกลไกตลาด” ก็อาจกลายเป็นเพียงการปล่อยให้ประชาชนแบกรับภาระลำพัง

ข้อเสนอเร่งด่วนที่ผมเสนอในสภา

ผมเสนอให้รัฐแก้ปัญหาการกระจายน้ำมันก่อนเป็นลำดับแรก เปิดเผยข้อมูลสต็อกและการกระจายให้ชัด ตรวจสอบการกักตุนและการเก็งกำไรอย่างจริงจัง และช่วยเหลือแบบเจาะจงไปยังกลุ่มที่เดือดร้อนจริง เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงานขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกัน รัฐต้องหาแหล่งนำเข้าน้ำมันและ LNG จากหลายภูมิภาคมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลางมากเกินไป และต้องเร่งขยายบริการขนส่งสาธารณะ เพื่อลดภาระค่าเดินทางของประชาชน

ระยะยาว ประเทศไทยต้องแข็งแรงกว่านี้

ผมเสนอด้วยว่า รัฐบาลควรใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นแรงผลักดันในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น resilient base ของภูมิภาค หรือฐานเศรษฐกิจที่รับแรงกระแทกจากโลกได้ดีกว่าเดิม นั่นหมายถึงการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การกระจายแหล่งนำเข้า การปรับปรุงระบบสำรองและโครงสร้างพื้นฐาน การลดการพึ่งพาน้ำมันในภาคขนส่งและการผลิต และการเสริมความแข็งแรงของภาคเกษตร อาหาร โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรม ทั้งหมดนี้เพื่อให้ไทยรับมือกับความผันผวนของโลกได้อย่างยั่งยืน

ญัตติด่วนครั้งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายแค่ให้รัฐบาลชี้แจงปัญหาเฉพาะหน้า

แต่คือการขอให้รัฐบาลตอบคำถามสำคัญต่อประชาชนทั้งประเทศว่า ปัญหานี้ใหญ่เพียงใด รัฐจะจัดการอย่างไร จะใช้งบประมาณอย่างไรให้คุ้มค่าและเป็นธรรม และจะพาประเทศผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปอย่างมีทิศทาง พร้อมยกระดับประเทศไทยให้แข็งแรงกว่าเดิมได้อย่างไร

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...