โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

‘สหรัฐ–อิหร่าน’ งัด 6 ข้อยุติสงคราม เส้นตาย 48 ชม. ดีลส่อล่ม ‘แทบเป็นไปไม่ได้’

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านเดินเข้าสู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังทั้งสองฝ่ายยื่น “ข้อเสนอ 6 ข้อ” เพื่อยุติสงคราม แต่เงื่อนไขที่ต่างฝ่ายต่างตั้งกลับสะท้อนช่องว่างขนาดใหญ่ โดยสหรัฐฯ กดดันให้อิหร่านยุติโครงการขีปนาวุธ 5 ปี ห้ามเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแบบ “Zero Enrichment” ปลดระวางเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ใน 3 เมือง เปิดตรวจสอบจากภายนอก ทำข้อตกลงควบคุมอาวุธ และจำกัดระยะขีปนาวุธไม่เกิน 1,000 กิโลเมตร ขณะที่อิหร่านโต้กลับด้วยข้อเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย รับประกันไม่รุกราน ปิดฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ยุติสงครามทั้งภูมิภาค และขออำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

เนื้อหาการเจรจาที่ดูเหมือน “เปิดทางสันติภาพ” กลับเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่แทบไม่มีพื้นที่ตรงกลาง ทำให้หลายฝ่ายจับตาเส้นตาย 48 ชั่วโมงข้างหน้า ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการยุติสงคราม หรือการปะทุรอบใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า “ข้อเสนอ 6 ข้อของทั้งสองฝ่ายเป็นเหมือน ‘เหล้าเก่าในขวดใหม่’ แต่ครั้งนี้สหรัฐฯ เพิ่มเงื่อนไขที่เข้มงวดและมัดตัวอิหร่านมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็น Zero Enrichment และการจำกัดขีปนาวุธ ซึ่งถือเป็นหัวใจของอำนาจต่อรองด้านความมั่นคงของอิหร่าน ทำให้โอกาสที่อิหร่านจะยอมรับ “แทบเป็นศูนย์”

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์  พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

ในทางกลับกัน ข้อเสนอของอิหร่านเองก็มีลักษณะ “สุดโต่ง” ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปิดฐานทัพทั้งหมดในตะวันออกกลาง และให้อำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก ดร.อัทธ์ระบุว่า “นี่ไม่ใช่แค่เงื่อนไขเจรจา แต่เป็นการท้าทายโครงสร้างอำนาจโลกโดยตรง ทำให้โอกาสบรรลุข้อตกลงในระยะสั้น เกิดยากมาก”

จุดเสี่ยงสำคัญอยู่ที่เส้นตายของสหรัฐยื่นคำขาดให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมง ซึ่งอาจนำไปสู่การยกระดับปฏิบัติการทางทหาร โดยสหรัฐฯ มีแนวโน้มโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและไฟฟ้าในจังหวัดยุทธศาสตร์ของอิหร่าน เช่น คูเซสถาน บูเชอร์ และโฮมุสกัน รวมถึงแหล่งนิวเคลียร์สำคัญ หากเกิดขึ้นจริงจะกระทบระบบไฟฟ้าทั้งประเทศ “ดับเป็นวงกว้าง” และทำให้เศรษฐกิจอิหร่านหยุดชะงักทันที

ขณะที่อิหร่านประกาศตอบโต้ชัดเจนว่าจะโจมตีโครงสร้างพลังงานและโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) ซึ่งเป็นจุดเปราะบางของภูมิภาค เพราะประเทศเหล่านี้พึ่งพาการกลั่นน้ำทะเลเกือบทั้งหมด หากถูกโจมตีจะนำไปสู่วิกฤตน้ำและวิกฤตมนุษยธรรมในทันที นี่คือเกมที่ไม่มีใครได้ประโยชน์ แต่ทุกฝ่ายเสียหายหนัก

ผลกระทบในภาพรวมเริ่มชัดเจนหลังสงครามยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 โดยโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลางถูกทำลายไปแล้วราว 30-40% ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 50% และมีแนวโน้มยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคา LNG ในยุโรปเพิ่มขึ้นถึง 70% และราคาปุ๋ยเริ่มขยับขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลกในระยะยาว

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบเริ่มส่งผ่านชัดเจน ทั้งราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ปัญหาน้ำมันขาดแคลนในบางพื้นที่ และการทยอยปรับขึ้นราคาสินค้า โดยเฉพาะอาหาร พลังงาน และบรรจุภัณฑ์

ดร.อัทธ์ระบุว่า ไทยมีความเสี่ยงสูงที่สุดในอาเซียน เพราะพึ่งพาน้ำมันถึง 7% ของ GDP ทำให้ต้นทุนเศรษฐกิจจะถูกผลักไปยังผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 1 เดือน โลกจะเข้าสู่ภาวะ “ช็อกพลังงาน” อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะเมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดไปแล้วกว่า 90% การขนส่งน้ำมันลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะดุด ขณะเดียวกันการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงงาน LNG ในกาตาร์ อาจใช้เวลานานถึง 5 ปี ทำให้ราคาพลังงานและปุ๋ย “สูงยาว” ไปอีกหลายปี

ในมุมภูมิรัฐศาสตร์ ดร.อัทธ์มองว่า “สหรัฐฯ ไม่ได้อะไรเลย มีแต่เสียกับเสีย” ทั้งงบประมาณมหาศาลและแรงกดดันจากพันธมิตร ขณะที่ผู้ได้ประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์กลับเป็นประเทศที่อยู่รอบข้างมากกว่า ภาพรวมจึงสะท้อนว่าสงครามครั้งนี้ไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง และหากการเจรจายังติดล็อกเช่นนี้ โลกอาจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและพลังงานไปอีกยาวนาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...