‘สหรัฐ–อิหร่าน’ งัด 6 ข้อยุติสงคราม เส้นตาย 48 ชม. ดีลส่อล่ม ‘แทบเป็นไปไม่ได้’
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านเดินเข้าสู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังทั้งสองฝ่ายยื่น “ข้อเสนอ 6 ข้อ” เพื่อยุติสงคราม แต่เงื่อนไขที่ต่างฝ่ายต่างตั้งกลับสะท้อนช่องว่างขนาดใหญ่ โดยสหรัฐฯ กดดันให้อิหร่านยุติโครงการขีปนาวุธ 5 ปี ห้ามเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแบบ “Zero Enrichment” ปลดระวางเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ใน 3 เมือง เปิดตรวจสอบจากภายนอก ทำข้อตกลงควบคุมอาวุธ และจำกัดระยะขีปนาวุธไม่เกิน 1,000 กิโลเมตร ขณะที่อิหร่านโต้กลับด้วยข้อเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย รับประกันไม่รุกราน ปิดฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ยุติสงครามทั้งภูมิภาค และขออำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ
เนื้อหาการเจรจาที่ดูเหมือน “เปิดทางสันติภาพ” กลับเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่แทบไม่มีพื้นที่ตรงกลาง ทำให้หลายฝ่ายจับตาเส้นตาย 48 ชั่วโมงข้างหน้า ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการยุติสงคราม หรือการปะทุรอบใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า “ข้อเสนอ 6 ข้อของทั้งสองฝ่ายเป็นเหมือน ‘เหล้าเก่าในขวดใหม่’ แต่ครั้งนี้สหรัฐฯ เพิ่มเงื่อนไขที่เข้มงวดและมัดตัวอิหร่านมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็น Zero Enrichment และการจำกัดขีปนาวุธ ซึ่งถือเป็นหัวใจของอำนาจต่อรองด้านความมั่นคงของอิหร่าน ทำให้โอกาสที่อิหร่านจะยอมรับ “แทบเป็นศูนย์”
ในทางกลับกัน ข้อเสนอของอิหร่านเองก็มีลักษณะ “สุดโต่ง” ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปิดฐานทัพทั้งหมดในตะวันออกกลาง และให้อำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก ดร.อัทธ์ระบุว่า “นี่ไม่ใช่แค่เงื่อนไขเจรจา แต่เป็นการท้าทายโครงสร้างอำนาจโลกโดยตรง ทำให้โอกาสบรรลุข้อตกลงในระยะสั้น เกิดยากมาก”
จุดเสี่ยงสำคัญอยู่ที่เส้นตายของสหรัฐยื่นคำขาดให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมง ซึ่งอาจนำไปสู่การยกระดับปฏิบัติการทางทหาร โดยสหรัฐฯ มีแนวโน้มโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและไฟฟ้าในจังหวัดยุทธศาสตร์ของอิหร่าน เช่น คูเซสถาน บูเชอร์ และโฮมุสกัน รวมถึงแหล่งนิวเคลียร์สำคัญ หากเกิดขึ้นจริงจะกระทบระบบไฟฟ้าทั้งประเทศ “ดับเป็นวงกว้าง” และทำให้เศรษฐกิจอิหร่านหยุดชะงักทันที
ขณะที่อิหร่านประกาศตอบโต้ชัดเจนว่าจะโจมตีโครงสร้างพลังงานและโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) ซึ่งเป็นจุดเปราะบางของภูมิภาค เพราะประเทศเหล่านี้พึ่งพาการกลั่นน้ำทะเลเกือบทั้งหมด หากถูกโจมตีจะนำไปสู่วิกฤตน้ำและวิกฤตมนุษยธรรมในทันที นี่คือเกมที่ไม่มีใครได้ประโยชน์ แต่ทุกฝ่ายเสียหายหนัก
ผลกระทบในภาพรวมเริ่มชัดเจนหลังสงครามยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 โดยโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลางถูกทำลายไปแล้วราว 30-40% ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 50% และมีแนวโน้มยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคา LNG ในยุโรปเพิ่มขึ้นถึง 70% และราคาปุ๋ยเริ่มขยับขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลกในระยะยาว
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบเริ่มส่งผ่านชัดเจน ทั้งราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ปัญหาน้ำมันขาดแคลนในบางพื้นที่ และการทยอยปรับขึ้นราคาสินค้า โดยเฉพาะอาหาร พลังงาน และบรรจุภัณฑ์
ดร.อัทธ์ระบุว่า ไทยมีความเสี่ยงสูงที่สุดในอาเซียน เพราะพึ่งพาน้ำมันถึง 7% ของ GDP ทำให้ต้นทุนเศรษฐกิจจะถูกผลักไปยังผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 1 เดือน โลกจะเข้าสู่ภาวะ “ช็อกพลังงาน” อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะเมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดไปแล้วกว่า 90% การขนส่งน้ำมันลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะดุด ขณะเดียวกันการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงงาน LNG ในกาตาร์ อาจใช้เวลานานถึง 5 ปี ทำให้ราคาพลังงานและปุ๋ย “สูงยาว” ไปอีกหลายปี
ในมุมภูมิรัฐศาสตร์ ดร.อัทธ์มองว่า “สหรัฐฯ ไม่ได้อะไรเลย มีแต่เสียกับเสีย” ทั้งงบประมาณมหาศาลและแรงกดดันจากพันธมิตร ขณะที่ผู้ได้ประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์กลับเป็นประเทศที่อยู่รอบข้างมากกว่า ภาพรวมจึงสะท้อนว่าสงครามครั้งนี้ไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง และหากการเจรจายังติดล็อกเช่นนี้ โลกอาจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและพลังงานไปอีกยาวนาน