พระสารสาสน์พลขันธ์ : ตำราเศรษฐศาสตร์มาร์กซิสม์ (11)
My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระสารสาสน์พลขันธ์
: ตำราเศรษฐศาสตร์มาร์กซิสม์ (11)
ตำราเศรษฐศาสตร์
ว่าด้วยประวัติศาสตร์การคลี่คลายทางอำนาจ
เมื่อพระสารสาสน์ฯ เดินทางออกจากไทยลี้ภัย “เผด็จการ” ไปยังญี่ปุ่นเมื่อ 2478 แล้ว ต่อมาเขากลับจากญี่ปุ่นมาไทยในปี 2480
การเดินทางกลับมาครั้งนี้ เขามีโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจไทยด้วยจัดตั้งบริษัทการค้าระดับจังหวัดทั่วประเทศไทย โดยเขามุ่งใช้คนหนุ่มจากมหาวิทยาลัยมาฝึกหัดทำการค้า ฝึกการเมือง และให้ความรู้เรื่องการเลือกตั้ง (ปรีดี, 2517, 39)
ช่วงเวลาเดียวกัน พระสารสาสน์ฯ เล่นบทนักคิดนักเขียนด้วยการเขียนบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเมืองลงในหนังสือพิมพ์ไทยใหม่และประชาชาติในช่วงปี 2480 อย่างต่อเนื่อง
โดยใช้นามปากกา “555” ซึ่งเป็นยี่ห้อบุหรี่ที่เขาโปรดปรานอันเป็นดุจเสียงหัวเราะเยาะเย้ยอำนาจ
การตีพิมพ์บทความความเห็นทางเศรษฐกิจของพระสารสาสน์ฯ ในช่วงนี้ เขาแยกลงในหนังสือพิมพ์สองฉบับ คือเรื่องเศรษฐกิจการค้า ลงในหนังสือพิมพ์ไทยใหม่ (สนิท เจริญรัฐ, 2507, 90) และเรื่องเศรษฐกิจการเงิน ลงในหนังสือพิมพ์ประชาชาติ
ทั้งนี้ การเผยแพร่บทความในหนังสือพิมพ์ของพระสารสาสน์ฯ เป็นเวลาหลายเดือนโดยได้มีการลงรูปถ่ายของเขาประกอบบทความด้วย
ต่อมา มีการรวบรวมบทความพิมพ์ขึ้นเป็นหนังสือจำนวน 2 เล่ม คือ เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการค้า ถูกพิมพ์ออกมาในปี 2481
และเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการเงิน ซึ่งเป็นตำราเศรษฐศาสตร์ที่มีปัญหานำไปสู่การถูกริบหนังสือจากตำรวจสันติบาล
ตําราเศรษฐศาสตร์ทั้งสองเล่มนี้ แม้ว่าภาพรวมจะพูดถึงวิชาการทั่วไปทางเศรษฐศาสตร์
แต่หากพิจารณาอย่างละเอียดแล้วจะพบว่า เขาสอดแทรกเนื้อหาทางประวัติศาสตร์และความเห็นของเขาที่อยู่บนกรอบความคิดแบบสังคมนิยมเอาไว้ด้วย
ดังประเด็นสำคัญที่จำแนกได้ดังนี้ ตำรา “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการค้า” นั้น อยู่ในกรอบ ความสำคัญของอำนาจทางการเมือง บทบาทและหน้าที่ของรัฐในการจัดสวัสดิการให้กับสังคม
เช่น เขาเห็นว่าความไม่เจริญของสยามเกิดจาก ” พวกเกียจคร้านไม่ทำงานคอยแต่แทะคนอื่นเป็นกาฝากกินเลือดที่ได้จากแรงคนอื่น คนเกียจค้านเหล่านี้ชาติใดมียิ่งน้อยยิ่งดี ” (พระสารสาสน์พลขันธ์, 2481, 41, 71)
เมื่อพิจารณาถึงประเด็นสำคัญๆ ที่เขาเสนอในหนังสือเล่มนี้ พบว่ามีความคงเส้นคงวาในประเด็นคล้ายกับเค้าโครงการเศรษฐกิจทั่วไป ตามที่เขาเคยเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อ 2477
เช่น ให้ทุนกับแรงได้เจอกัน เขาเสนอว่า การเมืองมีความสำคัญเพราะมันเป็นที่มาของทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น การศึกษา อนามัย
เขาคัดค้านอย่างมากกับความเชื่อว่า ต้องให้การศึกษากับประชาชนก่อนจึงให้ปกครองตนเองได้
เขาไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐธรรมนูญในขณะนั้นบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลว่าให้ประชาชนมีความรู้ก่อนจึงยกเลิกสมาชิกสภาผู้แทนประเภทแต่งตั้ง
และเขาเห็นว่า รัฐต้องจัดสวัสดิการให้กับประชาชน เช่น การศึกษาฟรี และให้มีการจัดระบบสวัสดิการสังคมและมีกฎหมายแรงงาน ตลอดจนเขาเห็นว่ารัฐต้องเข้าประกอบการทางเศรษฐกิจ (พระสารสาสน์พลขันธ์, 2481, 417, 419-420, 423-424, 437)
ส่วนตำรา “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการเงิน” นั้น เขาได้กล่าวถึงความคิดของนักคิดหลายคนทั้งในกลุ่มทฤษฎีสัญญาประชาคม นักคิดทางเศรษฐกิจ และรวมถึงคาร์ล มาร์ก (Karl Marx)
โดยเขาเสนอการวิเคราะห์พัฒนาการของสังคมในทางประวัติศาสตร์ การคลี่คลายเปลี่ยนแปลงอำนาจจากศักดินา-ทหาร ไปสู่นายทุน รวมทั้งการก้าวสู่การปกครองแบบประชาธิปไตยในสังคมทุนนิยม ปัญหาอุปสรรคที่เกิดจากนายทุน
และภาวะสุดท้ายคือสังคมที่ปลอดจากทุนที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
เขาอธิบายพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่จะคลี่คลายจากสังคมศักดินาไปสู่สังคมทุนนิยมว่า
“แต่เดิมผู้ที่รับหน้าที่เป็นนักรบ ก็เป็นนักรบแต่ชั่วคราวตราบเท่าที่ยังมีภัยอยู่ เมื่อหมดภัยก็คืนอำนาจให้แก่ผู้ให้ ภายหลังภัยถาวรขึ้น การเป็นนักรบจึงกลายเป็นหน้าที่ตายตัว เลยกลายเป็นอาชีพหนึ่งที่ได้เปรียบกว่าอาชีพอื่น เพราะตนกุมไว้ซึ่งวิชาสังหาร เลยกลายเป็นผู้มีอำนาจใหญ่โตขึ้น อะไรๆ ที่ไม่พอใจก็ตัดสินด้วยอาวุธ ถือเอาการทำลายเป็นเครื่องตัดสิน นิสัยแข็งกระด้าง ไม่ชอบใจก็ใคร่จะฆ่าเสีย ความคิดที่จะเอาชนะผู้อื่นด้วยเหตุผลก็น้อยลง การนั่งลงพูดกันเป็นการเสียเวลาน่าหมั่นไส้ เอะอะก็เอาชนะกันด้วยดาบหรือปืน ด้วยเหตุนี้นักรบจึงเป็นผู้สูงศักดิ์กว่าผู้อื่น นี่แหละเป็นที่มาของเจ้า เรียกว่าเจ้าแผ่นดินบ้าง เจ้าประเทศราช เจ้าเหล่านี้ แย่งชิงแผ่นดินและข้าทาส เพื่อให้มีอำนาจเหนือหัวคนอื่น แล้วบังคับให้คนอื่นอยู่ในอำนาจ ทำงานให้กับเจ้า หากไม่สำเร็จก็ฆ่าสังหารกันลงไป ผู้รับผลร้ายคือ ข้าทาส เมื่อเงินเกิดขึ้น การสงครามต้องใช้เงินมาก เจ้าต้องการเงินมากขึ้นจึงให้ทาสใช้เงินแทนแรงงาน อำนาจเลื่อนจากอาวุธมาเป็นเงิน” (พระสารสาสน์พลขันธ์, 2481, 75-76)
และเมื่อพัฒนาการทางประวัติศาสตร์เป็นเช่นนี้ สังคมย่อมเคลื่อนไปสู่การปกครองที่เป็นประชาธิปไตย
“ความมีเงินของไพร่บ้านพลเมืองผสมกับสติปัญญาความกล้าหาญของคน เช่น คัลวิน รูโซ มองเตสกีเออทำให้ราษฎรกลับมีเสรีภาพขึ้นมาใหม่ ประชาธิปไตยก็เกิดขึ้น” (พระสารสาสน์พลขันธ์, 2481, 78)
เขายอมรับว่าคนมีความเสมอภาคกัน และผู้ปกครองมีอำนาจเนื่องจากสมาชิกในสังคมยกอำนาจนั้นให้ ว่า “คนเกิดมาเท่ากัน ไม่มีใครมีอำนาจยิ่งไปกว่าผู้อื่น นอกจากผู้อื่นจะยอมมอบอำนาจและสละเสรีภาพบางอย่างให้ผู้นั้นชั่วคราวเพื่อประโยชน์แก่ตนในการอยู่ดีกินดี” (พระสารสาสน์พลขันธ์, 2481, 74)
ความคลี่คลายในการวิเคราะห์พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของเขาดำเนินต่อไปว่า เมื่อ “อำนาจเลื่อนจากอาวุธมาเป็นเงิน ทาสมีเสรีภาพในการทำงานมากขึ้นมีการสะสมเงินมากขึ้น อำนาจ 2 อำนาจ คือ อำนาจเงินกับอำนาจดาบจึงต่อสู้กันจึงคอนลง และจำต้องประจบประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของแรง” (พระสารสาสน์พลขันธ์, 2481, 75-76)
ในท้ายที่สุดแล้ว เขาเห็นว่าแม้ว่าทุนมีความสำคัญ แต่เขาเห็นว่าทุนจะเป็นตัวการในการทำลายประชาธิปไตย เขาวิเคราะห์ว่า ความไม่สงบสุขในโลกนี้ ไม่ได้เกิดจากคนยากไร้ แต่เกิดจากนายทุน เขาใช้คำว่า “ทุนบดี” ซึ่งเป็นเจ้าของโรงงานอาวุธ พวกนี้จะอยู่เบื้องหลังการปกครองแบบอัตตาธิปไตยและพยายามทำให้ประเทศอื่นๆ เป็น “ดิคเตเตอร์”
พวกนายทุนเหล่านี้เป็นเจ้าของสื่อสารการเมือง เช่น โทรเลข และหนังสือพิมพ์สำคัญในโลก ในท้ายที่สุดของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์แล้วเขาเห็นว่า “เมื่อโลกปราศจากทุนได้เมื่อนั้นโลกจะเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์” (พระสารสาสน์พลขันธ์, 2481, 84-86)
สำหรับการใช้วิชาเศรษฐศาสตร์ให้เป็นเครื่องมือในการก่อให้เกิดทรัพย์และรักษาทรัพย์นั้น เขาเห็นว่า ทุกคนต้องรู้วิชาเศรษฐศาสตร์ ขณะนี้ “เมืองไทยไม่เจริญ รัฐบาลไม่ร่ำรวย ราษฎรหมู่มากหาเช้ากินค่ำ ตรากตรำด้วยความจนค่นแค้น จนแม้กระทั่งผ้าผลัดกันนุ่ง จนแม้แต่กินก็อดๆ อยากๆ ใครมีข้าวกับปลาร้าเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ มีลูกเต้าต้องขายไปรับใช้การงาน ความอดอยากก่อให้เกิดความซูบผอมเสื่อมทราม สามารถทำสิ่งอกุศลต่างๆ ได้ เพราะชีวะต้องอยู่ด้วยความเกลือกกลั้วไม่ไหวก็ต้องกลิ้งๆ จนเกล็ดแห้ง ไปแอ้งแม้งอยู่ในคุก มีจำนวนอย่างน่าสะพึงกลัว” (พระสารสาสน์พลขันธ์, 2481, คำนำ)
พระสารสาสน์ฯ เห็นว่าวิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็นที่ทุกคนต้องรู้ตั้งแต่คนชั้นกุลีจนถึงรัฐมนตรี ด้วยกระทบกระเทียบเช่นนี้ ดูเหมือนว่า เขาต้องการให้เขียนข้อความนี้เสียดสีกระทบผู้มีอำนาจทางการเมืองเมื่อครั้งที่เสนอโครงการเศรษฐกิจให้รัฐบาลแล้วไม่ได้รับการตอบรับ (2477) (พระสารสาสน์พลขันธ์, 2481 (2), กราวหน้าพากย์ จ-ฉ)
เขามีความต้องการให้วิชาเศรษฐศาสตร์ขยายตัวเพื่อไปออกดอกผลในการแก้ปัญหาพ่อค้าไทยที่ล้มลุกคลุกคลานในการประกอบการ (พระสารสาสน์พลขันธ์, 2481 (2), กราวหน้าพากย์ ก-8) เขาเสนอให้มีการตั้งแบงก์กลางหรือธนาคารชาติขึ้น และเป็นเรื่องน่าอายมากที่ขณะนั้นไทยยังไม่มีธนาคารกลาง ในหนังสือเล่มนี้เขาได้เขียนถึงธนาคารกลางของประเทศต่างๆ เช่น ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี สหรัฐ ญี่ปุ่น เพื่อเป็นตัวอย่าง
กล่าวได้ว่า ภายหลังการปฏิวัติ เขาเคลื่อนไหวในการเผยแพร่ความคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างเข้มแข็ง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระสารสาสน์พลขันธ์ : ตำราเศรษฐศาสตร์มาร์กซิสม์ (11)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly