‘หุ้นไทย’ วันนี้ ในกรอบ 1,510-1,530 จุด รับแรงหนุนเทคสหรัฐฯ
บล.กสิกรไทยประเมิน SET วันนี้แกว่งในกรอบ 1,510-1,530 จุด แนะกลยุทธ์ระยะสั้นสะสมหุ้นพื้นฐานดี ราคายังอยู่โซนล่าง กำไรแข็งแกร่ง แนะนำ CRC, CPALL
บล.กสิกรไทยประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาด SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1,510-1,530 จุด หลังวานนี้ดัชนีปิดที่ 1,517.26 จุด เพิ่มขึ้น 33.70 จุด หรือ +2.27% โดยมีแรงซื้อเด่นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยวเผชิญแรงขายบางส่วน ด้านนักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 อีก 3,307 ล้านบาท
ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากโมเมนตัมบวกของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ซึ่งช่วยผลักดันดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ทำจุดสูงสุดใหม่ แม้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังเร่งตัวจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน ทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักคาดการณ์ว่า Fed อาจคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น
อย่างไรก็ตาม Sentiment ตลาดยังได้แรงประคองจากราคาน้ำมันที่เริ่มชะลอตัว ผลตอบรับที่ดีต่อการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี รวมถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนทั้งในสหรัฐฯ และไทยที่ส่วนใหญ่ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด
ประเด็นที่ตลาดจับตาในระยะสั้น คือ การเยือนจีนของโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมคณะซีอีโอบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เพื่อหารือด้านการค้า เทคโนโลยี AI แร่หายาก และเสถียรภาพเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ ท่ามกลางความหวังว่าการลงทุนด้าน AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นโลกในช่วงถัดไป
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น บล.กสิกรไทยแนะนำสะสมหุ้นพื้นฐานดี ราคายังอยู่ในโซนล่าง และมีกำไรแข็งแกร่งกว่าคาด โดยหุ้นเด่นวันนี้ ได้แก่ CRC และ CPALL
ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการลงทุน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมเปิดทำเนียบรัฐบาลวันที่ 15 พ.ค. เชิญซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรม ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นในเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เพื่อหาแนวทางเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยประเมินว่าเป็นบวกต่อหุ้น Domestic Play โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก นิคมอุตสาหกรรม ธนาคาร และท่องเที่ยว หากนำไปสู่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการลงทุนใหม่ในระยะถัดไป เช่น CPALL, CRC, WHA, AMATA, AOT และกลุ่มธนาคารใหญ่
ด้านการเยือนจีนของโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมคณะผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมชั้นนำของสหรัฐฯ เช่น Apple, Nvidia, Tesla และ Boeing ยังเป็นอีกปัจจัยที่ตลาดจับตา โดยเฉพาะความเป็นไปได้ในการขยายเวลาพักรบทางการค้า และการผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะเป็นบวกต่อหุ้น Global Play กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมไทย เช่น WHA, AMATA รวมถึงหุ้นอิเล็กทรอนิกส์อย่าง KCE, HANA และ DELTA
ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดรับฟังความคิดเห็น 9 มาตรการใหม่ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและลดความผันผวนของตลาด เช่น จำกัด Short Sell เฉพาะหุ้นสภาพคล่องสูงใน SET100, ปรับ Uptick Rule, เก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มสำหรับบัญชีที่ส่งคำสั่งถี่, ขึ้นทะเบียน HFT ตามพฤติกรรมซื้อขายจริง และลด Tick Size เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง โดยคาดว่าอาจเริ่มใช้ได้เร็วสุดในไตรมาส 3/2569
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ 1 ล้านตัน เพื่อเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์ หลังไทยผลิตได้เพียง 5 ล้านตันต่อปี จากความต้องการรวม 9 ล้านตันต่อปี ประเด็นนี้เป็นบวกต่อกลุ่มอาหารและปศุสัตว์ เช่น CPF, GFPT, BTG และ TFG จากโอกาสบริหารต้นทุนอาหารสัตว์ได้ดีขึ้น
หุ้นแนะนำวันนี้
CRC
ราคาพื้นฐาน 21.00 บาท
CRC รายงานกำไรไตรมาส 1/2569 ที่ 2.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน สูงกว่าคาด จากค่าใช้จ่าย SG&A และต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าประมาณการ โดยกำไรไตรมาสแรกคิดเป็น 38% ของประมาณการกำไรทั้งปี
รายได้เติบโต 2% จากปีก่อน หนุนโดยกลุ่มอาหารที่ขยายตัว 6% แม้กลุ่มแฟชั่นและฮาร์ดไลน์ยังอ่อนตัว ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับดีขึ้นเป็น 24.1% และต้นทุนดอกเบี้ยลดลงจากการรีไฟแนนซ์หนี้
แนวโน้มยอดขายสาขาเดิมในไตรมาส 2 กลับมาเป็นบวก 1-3% จากยอดขายอาหาร วัสดุก่อสร้าง และสินค้าเกี่ยวกับความเย็นที่ดีขึ้น โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 21 บาท
CPALL
ราคาพื้นฐาน 57.20 บาท
CPALL รายงานกำไรไตรมาส 1/2569 ที่ 9.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 26% จากไตรมาสก่อน สูงกว่าคาด จากรายได้อื่นและการสนับสนุนโปรโมชั่นจากซัพพลายเออร์ที่ดีกว่าประเมิน
ธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก คิดเป็น 82% ของกำไรรวม โดยยอดขายเติบโต 7% จากปีก่อน และอัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวจากสัดส่วนสินค้าอาหารพร้อมทานและเครื่องดื่มที่เพิ่มขึ้น
บล.กสิกรไทยคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 57.20 บาท มองกำไรไตรมาส 2/2569 ยังมีแนวโน้มแข็งแกร่ง จากยอดขายสาขาเดิมที่ฟื้นตัว อำนาจการปรับราคาสินค้า และมาร์จิ้นที่ขยายตัวต่อเนื่อง
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม
วันพฤหัสบดี ติดตามจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ คาดอยู่ที่ 2.05 แสนตำแหน่ง ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือน เม.ย. คาดเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบรายเดือน รวมถึงการประชุมระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง ระหว่างวันที่ 14-15 พ.ค.
วันศุกร์ ติดตามดัชนี Empire Manufacturing เดือน พ.ค. คาดอยู่ที่ 8.0 จุด ลดลงจาก 11.0 จุด และดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ เดือน พ.ค. คาดเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน ฟื้นตัวจากเดือน เม.ย. ที่ลดลง 0.5%