ตลท.ปรับ TickSize แคบลง รายใหญ่เชื่อวอลุ่มกระฉูด
#TickSize #ทันหุ้น – ตลท.ยกเครื่องมาตรการกำกับซื้อขาย ปรับช่วงราคาซื้อขายหุ้นแคบลง พร้อมคุม HFT ให้อยู่ในระเบียบ ลุยเก็บค่าธรรมเนียมส่งคำสั่งซื้อแต่ไม่สามารถจับคู่ได้ แต่ยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT ซื้อขายได้ ชี้มีมาตรการคุมแล้ว ส่วนสายชอร์ตยังจำกัดหุ้น แต่ปรับเกณฑ์ UpTick ใช้อัตราอัตโนมัติกับหุ้นที่ขึ้นลงเกิน 10% ลั่นเกณฑ์นี้ต้องทำกัน MSCI ลดเกรด ด้านเซียนมี่-นักลงทุนรายใหญ่ทำนายวอลุ่มกระฉูด
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ อยู่ระหว่างการทบทวนมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายจำนวน 12 มาตรการ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุน ก็จำกัดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักลงทุนทั้งหมดรวมถึง โปรแกรมเทรดความเร็วสูง(HFT) ปัจจัยสำคัญที่ต้องเร่งปรับปรุงเกณฑ์คือการรักษาเสถียรภาพเพื่อไม่ให้ตลาดหุ้นไทยโดนปรับลดสถานะ (Downgrade) จากกลุ่มEmerging Market ลงไปสู่ Frontier Market โดย MSCI หรือ FTSE เหมือนประเทศเพื่อนบ้านบางแห่ง ซึ่งหากถูกลดชั้นจะส่งผลให้เงินทุนไหลออกมหาศาล ดังนั้นการปรับกฎเกณฑ์ต้องคำนึงถึงผลกระทบในจุดนี้เป็นสำคัญ
@ ปรับ Tick Size
สำหรับมาตรการไฮไลต์ ประกอบด้วย การปรับTick Size ใหม่ สำหรับหุ้นที่มีราคาตั้งแต่ 5-50 บาท จะมีการปรับช่วงราคาซื้อขาย(Tick Size) ให้แคบลง เพื่อลดส่วนต่างราคา (Spread) และเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาด เช่น หุ้นที่มีราคา 10-25 บาท ปกติจะมี Tick Size ที่ 0.10 บาท ก็จะลดลงเหลือ0.05 บาท ดังนั้นจากที่ 1 ช่องจะมีกำไร 1% ถึง 0.40% ก็จะเหลือ 0.50% ถึง 0.20% ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยทำให้นักลงทุนมีต้นทุนที่ถูกลง ซึ่งการปรับ Tick Size ดังกล่าวเป็นไปตามตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ในโลก
@ สกัด HFT ส่งคำสั่งซื้อเกินจริง
นอกจากนี้ยังมีมาตรการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มสำหรับกลุ่มที่มีการส่งคำสั่งซื้อขายมากแต่มีการจับคู่น้อย (Extra Charge) โดยจะกำหนดกลุ่มที่มีค่าHigh Order-to-Trade Ratio (OTR) เกิน 100 เท่า และมีการส่งคำสั่งเร็วกว่า 50 ครั้งต่อนาที หากส่งเกิน30,000 รายการต่อวัน จะถูกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มในอัตรา 0.15 บาทต่อรายการ เพื่อเป็นการสกัดการส่งคำสั่งซื้อ หรือตั้งออเดอร์หลอกชี้นำที่ไม่เหมาะสมแต่ยังไม่ผิดกฎ
ในส่วนการชอร์ตหุ้น ยังมีการปรับเกณฑ์ Uptick Rule หากหลักทรัพย์ใดมีราคาลดลงตั้งแต่ 10% ขึ้นไปจากราคาปิดวันก่อนหน้า จะถูกบังคับใช้เกณฑ์ Uptick ทันทีในวันทำการถัดไป เพื่อชะลอแรงขายในช่วงตลาดผันผวน หากเป็นสภาวะปกติจะใช้ Zeropuls Tick และยังคงจำกัดวงหุ้นขายชอร์ตอนุญาตให้ขายชอร์ตได้เฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง เช่น หุ้นในกลุ่ม SET100, ETF, DR และหลักทรัพย์อ้างอิงของ Single Stock Futures เท่านั้น และห้ามขายชอร์ตในหลักทรัพย์อ้างอิงของ ETF และ DW นอกจากนี้ยังมีการยกเลิกDynamic Price Band
ในส่วน ผู้ลงทุนกลุ่ม High-Frequency Trading (HFT) ยังคงต้องลงทะเบียน(Register) เพื่อให้ ตลท. สามารถติดตามพฤติกรรมการซื้อขายได้อย่างใกล้ชิด แต่จะยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT ซื้อขายได้ กล่าวคือ HFT สามารถซื้อขายได้ทุกหลักทรัพย์ เนื่องมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้ซื้อขายในหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงเท่านั้น และการกำกับดูแล HFT ตามพฤติกรรมซื้อขายที่เกิดขึ้นแล้ว อย่างไรก็ดีหากHFT จะชอร์ตก็ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์มีการจำกัดกลุ่มหุ้นที่ขายชอร์ตที่มีสภาพคล่องสูงเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการยกเลิก มาตรการ Minimum Resting Time (MRT) หรือการส่งคำสั่งซื้อและยกเลิกที่รวดเร็วไม่เกิน300 Ms เนื่องจากมีมาตรการ Extra Charge (OTR) เข้ามาดูแลทดแทนแล้ว
ทั้งนี้ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันนี้ถึง23 พฤษภาคมนี้ ก่อนเสนอคณะกรรมการ SET และสำนักงาน ก.ล.ต. จะอนุมัติ โดยคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ได้เร็วที่สุดภายใน ไตรมาส 3/2569 โดยตั้งเป้าจะคงมาตรการที่ปรับปรุงใหม่นี้ไว้ต่อเนื่องอย่างน้อย 18 เดือน
@มั่นใจพื้นฐานไทยยังแกร่ง
นายอัสสเดช กล่าวถึงภาพรวมตลาดหุ้นไทยว่า ปัจจุบันยังคงมีประสิทธิภาพที่ดี โดย Year-to-Date ยังบวกได้ประมาณ 20% และมีสภาพคล่อง (Liquidity) สูงขึ้นจากปีที่แล้วเกือบ 40-50% ปัจจัยบวกสำคัญมาจากเสถียรภาพของรัฐบาล และการที่ Moody’s ปรับ Outlook ของไทยจากNegative เป็น Stable ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติในภาวะที่โลกยังมีความผันผวนจากราคาน้ำมันและสงคราม
“เราไม่ต้องการพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทั้งการสร้างราคา หรือการใช้ข้อมูลภายใน (Insider Trading) มาตรการทั้งหมดนี้จะใช้กับนักลงทุนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อปกป้องตลาดทุนของเรา” นายอัสสเดช กล่าวสรุป
@ตลาดหุ้นกลับมาคึกคัก
นายทิวา ชินธาดาพงศ์ หรือ เซียนมี่ นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) เปิดเผยกับ“ทันหุ้น” ว่า ในมาตรการใหม่ของตลาดหลักทรัพย์ (ตลท.) จะช่วยทำให้ช่องราคาถี่ขึ้นซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและส่งผลบวกต่อตลาดในหลายมิติ เมื่อช่วงราคาแคบลงจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดได้โดยตรง เนื่องจากช่วยลดการการตัดสินใจได้ ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันหุ้นราคาแถว 5 บาท หากขยับ 1 ช่อง จะมีส่วนต่างถึง 1% ซึ่งทำให้คนลังเลที่จะซื้อหุ้นทันที ถ้าต้องการขยับไป 2 ช่อง จะรู้สึกว่าต้นทุนแพงเกินไปขึ้น และต้องรอจังหวะในการซื้อขาย สภาพคล่องมันไหลช้าลง
ถ้าเกิดไปเล่นหุ้นเมืองนอก เช่น หุ้นจีน หุ้นฮ่องกง มันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว มันซอยละเอียดอยู่แล้ว ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ เพราะมันสะท้อนราคาที่แท้จริง ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยให้นักลงทุนรายใหญ่ที่มีเงินทุนสูง จะกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยมาขึ้น จากก่อนหน้านี้หายไป
และนักลงทุนรายย่อย ซึ่งคิดเป็น 70% ของตลาดที่เน้นการเก็งกำไรระยะสั้น ได้กำไรประมาณ 3-4% ก็พอใจแล้ว ให้กลับมาเทรดมากขึ้น อีกทั้งยังตัดสินใจซื้อขายได้ง่ายขึ้น เพราะผลต่างของราคาในแต่ละช่องไม่มีนัยสำคัญจนต้องรอจังหวะนานๆ ทำให้บรรยากาศการลงทุนดูสมจริงและกระฉับกระเฉงขึ้น
“ตลาดน่าจะกลับมาคึกคักมากขึ้นหลังจากมาตรการมีความชัดเจน ถ้านักลงทุนเริ่มตีโจทย์มาตรการต่างๆ แตก ปีนี้แม้ตลาดยังไม่ไปไหนแรง แต่คนคุยกับผมเรื่องหุ้นไทยเยอะมาก เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้ลงทุนยาว ขอให้มันมีช่วงขึ้นช่วงลงเขาก็เล่นแล้ว” นายทิวา กล่าวทิ้งท้าย
@ รายใหญ่เชื่อ HFT เทรดสนั่น
ด้านแหล่งข่าวนักลงทุนรายใหญ่ เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ยอมรับได้กับ Tick size ที่ไม่ลดลงมากจนเกินไป แต่ต้องระวังไม่ให้พี่เกินไป จะทำให้หุ้นไม่เคลื่อนที่ไปไหน และเชื่อว่า HFT ยังคงทำกำไรได้ โดยมาตรการใหม่ที่ออกมาจะทำให้ HFT “เทรดหนัก” เล่นกันดุเดือดขึ้นแน่นอน เพราะกลุ่มนี้ได้เปรียบเรื่องค่าคอมมิชชั่นที่เกือบจะเป็นศูนย์ โดยในส่วนนักลงทุนรายย่อยควรเน้นการเลือกหุ้นที่ดี และไม่เดย์เทรดจนเกินไป ซึ่งตลาดหุ้นไทยที่ขึ้นนั้นเป็นการเล่นเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ยังไม่ได้มองดีมากนัก