โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ตลท.ปรับ TickSize แคบลง รายใหญ่เชื่อวอลุ่มกระฉูด

ทันหุ้น

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

#TickSize #ทันหุ้น – ตลท.ยกเครื่องมาตรการกำกับซื้อขาย ปรับช่วงราคาซื้อขายหุ้นแคบลง พร้อมคุม HFT ให้อยู่ในระเบียบ ลุยเก็บค่าธรรมเนียมส่งคำสั่งซื้อแต่ไม่สามารถจับคู่ได้ แต่ยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT ซื้อขายได้ ชี้มีมาตรการคุมแล้ว ส่วนสายชอร์ตยังจำกัดหุ้น แต่ปรับเกณฑ์ UpTick ใช้อัตราอัตโนมัติกับหุ้นที่ขึ้นลงเกิน 10% ลั่นเกณฑ์นี้ต้องทำกัน MSCI ลดเกรด ด้านเซียนมี่-นักลงทุนรายใหญ่ทำนายวอลุ่มกระฉูด

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ อยู่ระหว่างการทบทวนมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายจำนวน 12 มาตรการ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุน ก็จำกัดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักลงทุนทั้งหมดรวมถึง โปรแกรมเทรดความเร็วสูง(HFT) ปัจจัยสำคัญที่ต้องเร่งปรับปรุงเกณฑ์คือการรักษาเสถียรภาพเพื่อไม่ให้ตลาดหุ้นไทยโดนปรับลดสถานะ (Downgrade) จากกลุ่มEmerging Market ลงไปสู่ Frontier Market โดย MSCI หรือ FTSE เหมือนประเทศเพื่อนบ้านบางแห่ง ซึ่งหากถูกลดชั้นจะส่งผลให้เงินทุนไหลออกมหาศาล ดังนั้นการปรับกฎเกณฑ์ต้องคำนึงถึงผลกระทบในจุดนี้เป็นสำคัญ

@ ปรับ Tick Size

สำหรับมาตรการไฮไลต์ ประกอบด้วย การปรับTick Size ใหม่ สำหรับหุ้นที่มีราคาตั้งแต่ 5-50 บาท จะมีการปรับช่วงราคาซื้อขาย(Tick Size) ให้แคบลง เพื่อลดส่วนต่างราคา (Spread) และเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาด เช่น หุ้นที่มีราคา 10-25 บาท ปกติจะมี Tick Size ที่ 0.10 บาท ก็จะลดลงเหลือ0.05 บาท ดังนั้นจากที่ 1 ช่องจะมีกำไร 1% ถึง 0.40% ก็จะเหลือ 0.50% ถึง 0.20% ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยทำให้นักลงทุนมีต้นทุนที่ถูกลง ซึ่งการปรับ Tick Size ดังกล่าวเป็นไปตามตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ในโลก

@ สกัด HFT ส่งคำสั่งซื้อเกินจริง

นอกจากนี้ยังมีมาตรการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มสำหรับกลุ่มที่มีการส่งคำสั่งซื้อขายมากแต่มีการจับคู่น้อย (Extra Charge) โดยจะกำหนดกลุ่มที่มีค่าHigh Order-to-Trade Ratio (OTR) เกิน 100 เท่า และมีการส่งคำสั่งเร็วกว่า 50 ครั้งต่อนาที หากส่งเกิน30,000 รายการต่อวัน จะถูกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มในอัตรา 0.15 บาทต่อรายการ เพื่อเป็นการสกัดการส่งคำสั่งซื้อ หรือตั้งออเดอร์หลอกชี้นำที่ไม่เหมาะสมแต่ยังไม่ผิดกฎ

ในส่วนการชอร์ตหุ้น ยังมีการปรับเกณฑ์ Uptick Rule หากหลักทรัพย์ใดมีราคาลดลงตั้งแต่ 10% ขึ้นไปจากราคาปิดวันก่อนหน้า จะถูกบังคับใช้เกณฑ์ Uptick ทันทีในวันทำการถัดไป เพื่อชะลอแรงขายในช่วงตลาดผันผวน หากเป็นสภาวะปกติจะใช้ Zeropuls Tick และยังคงจำกัดวงหุ้นขายชอร์ตอนุญาตให้ขายชอร์ตได้เฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง เช่น หุ้นในกลุ่ม SET100, ETF, DR และหลักทรัพย์อ้างอิงของ Single Stock Futures เท่านั้น และห้ามขายชอร์ตในหลักทรัพย์อ้างอิงของ ETF และ DW นอกจากนี้ยังมีการยกเลิกDynamic Price Band

ในส่วน ผู้ลงทุนกลุ่ม High-Frequency Trading (HFT) ยังคงต้องลงทะเบียน(Register) เพื่อให้ ตลท. สามารถติดตามพฤติกรรมการซื้อขายได้อย่างใกล้ชิด แต่จะยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT ซื้อขายได้ กล่าวคือ HFT สามารถซื้อขายได้ทุกหลักทรัพย์ เนื่องมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้ซื้อขายในหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงเท่านั้น และการกำกับดูแล HFT ตามพฤติกรรมซื้อขายที่เกิดขึ้นแล้ว อย่างไรก็ดีหากHFT จะชอร์ตก็ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์มีการจำกัดกลุ่มหุ้นที่ขายชอร์ตที่มีสภาพคล่องสูงเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการยกเลิก มาตรการ Minimum Resting Time (MRT) หรือการส่งคำสั่งซื้อและยกเลิกที่รวดเร็วไม่เกิน300 Ms เนื่องจากมีมาตรการ Extra Charge (OTR) เข้ามาดูแลทดแทนแล้ว

ทั้งนี้ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันนี้ถึง23 พฤษภาคมนี้ ก่อนเสนอคณะกรรมการ SET และสำนักงาน ก.ล.ต. จะอนุมัติ โดยคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ได้เร็วที่สุดภายใน ไตรมาส 3/2569 โดยตั้งเป้าจะคงมาตรการที่ปรับปรุงใหม่นี้ไว้ต่อเนื่องอย่างน้อย 18 เดือน

@มั่นใจพื้นฐานไทยยังแกร่ง

นายอัสสเดช กล่าวถึงภาพรวมตลาดหุ้นไทยว่า ปัจจุบันยังคงมีประสิทธิภาพที่ดี โดย Year-to-Date ยังบวกได้ประมาณ 20% และมีสภาพคล่อง (Liquidity) สูงขึ้นจากปีที่แล้วเกือบ 40-50% ปัจจัยบวกสำคัญมาจากเสถียรภาพของรัฐบาล และการที่ Moody’s ปรับ Outlook ของไทยจากNegative เป็น Stable ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติในภาวะที่โลกยังมีความผันผวนจากราคาน้ำมันและสงคราม

“เราไม่ต้องการพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทั้งการสร้างราคา หรือการใช้ข้อมูลภายใน (Insider Trading) มาตรการทั้งหมดนี้จะใช้กับนักลงทุนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อปกป้องตลาดทุนของเรา” นายอัสสเดช กล่าวสรุป

@ตลาดหุ้นกลับมาคึกคัก

นายทิวา ชินธาดาพงศ์ หรือ เซียนมี่ นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) เปิดเผยกับ“ทันหุ้น” ว่า ในมาตรการใหม่ของตลาดหลักทรัพย์ (ตลท.) จะช่วยทำให้ช่องราคาถี่ขึ้นซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและส่งผลบวกต่อตลาดในหลายมิติ เมื่อช่วงราคาแคบลงจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดได้โดยตรง เนื่องจากช่วยลดการการตัดสินใจได้ ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันหุ้นราคาแถว 5 บาท หากขยับ 1 ช่อง จะมีส่วนต่างถึง 1% ซึ่งทำให้คนลังเลที่จะซื้อหุ้นทันที ถ้าต้องการขยับไป 2 ช่อง จะรู้สึกว่าต้นทุนแพงเกินไปขึ้น และต้องรอจังหวะในการซื้อขาย สภาพคล่องมันไหลช้าลง

ถ้าเกิดไปเล่นหุ้นเมืองนอก เช่น หุ้นจีน หุ้นฮ่องกง มันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว มันซอยละเอียดอยู่แล้ว ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ เพราะมันสะท้อนราคาที่แท้จริง ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยให้นักลงทุนรายใหญ่ที่มีเงินทุนสูง จะกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยมาขึ้น จากก่อนหน้านี้หายไป

และนักลงทุนรายย่อย ซึ่งคิดเป็น 70% ของตลาดที่เน้นการเก็งกำไรระยะสั้น ได้กำไรประมาณ 3-4% ก็พอใจแล้ว ให้กลับมาเทรดมากขึ้น อีกทั้งยังตัดสินใจซื้อขายได้ง่ายขึ้น เพราะผลต่างของราคาในแต่ละช่องไม่มีนัยสำคัญจนต้องรอจังหวะนานๆ ทำให้บรรยากาศการลงทุนดูสมจริงและกระฉับกระเฉงขึ้น

“ตลาดน่าจะกลับมาคึกคักมากขึ้นหลังจากมาตรการมีความชัดเจน ถ้านักลงทุนเริ่มตีโจทย์มาตรการต่างๆ แตก ปีนี้แม้ตลาดยังไม่ไปไหนแรง แต่คนคุยกับผมเรื่องหุ้นไทยเยอะมาก เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้ลงทุนยาว ขอให้มันมีช่วงขึ้นช่วงลงเขาก็เล่นแล้ว” นายทิวา กล่าวทิ้งท้าย

@ รายใหญ่เชื่อ HFT เทรดสนั่น

ด้านแหล่งข่าวนักลงทุนรายใหญ่ เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ยอมรับได้กับ Tick size ที่ไม่ลดลงมากจนเกินไป แต่ต้องระวังไม่ให้พี่เกินไป จะทำให้หุ้นไม่เคลื่อนที่ไปไหน และเชื่อว่า HFT ยังคงทำกำไรได้ โดยมาตรการใหม่ที่ออกมาจะทำให้ HFT “เทรดหนัก” เล่นกันดุเดือดขึ้นแน่นอน เพราะกลุ่มนี้ได้เปรียบเรื่องค่าคอมมิชชั่นที่เกือบจะเป็นศูนย์ โดยในส่วนนักลงทุนรายย่อยควรเน้นการเลือกหุ้นที่ดี และไม่เดย์เทรดจนเกินไป ซึ่งตลาดหุ้นไทยที่ขึ้นนั้นเป็นการเล่นเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ยังไม่ได้มองดีมากนัก

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...