“มาเลเซีย” ขึ้นแท่น Safe Haven เอเชีย เงินทุนไหลเข้า รับสงครามอิหร่าน-น้ำมันพุ่ง
"มาเลเซีย" กลายเป็นจุดพักเงินของนักลงทุนทั่วโลก อานิสงส์จากสถานะผู้ส่งออกพลังงาน เสถียรภาพการเมือง และนโยบายดันเทคโนโลยี-Data Center ขณะที่สงครามอิหร่านเขย่าตลาดโลก
วันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 06.14 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า แม้ก่อนหน้าที่สงครามในอิหร่านจะดันราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น มาเลเซีย ก็เริ่มโดดเด่นในสายตานักลงทุนทั่วโลกอยู่แล้ว แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับยิ่งตอกย้ำสถานะของประเทศให้กลายเป็น “Safe Haven” แห่งใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ปัจจัยสำคัญมาจากเสถียรภาพทางการเมืองที่หาได้ยากในภูมิภาค ประกอบกับนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทำให้มาเลเซียมีความน่าสนใจมากขึ้น เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและอินโดนีเซียที่เผชิญความไม่แน่นอนด้านนโยบายและภาระการคลัง
เมื่อสงครามอิหร่านปะทุ ตลาดการเงินทั่วโลกผันผวน แต่มาเลเซียกลับได้เปรียบ เนื่องจากเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในเอเชียที่เป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ ส่งผลให้ตลาดหุ้นมาเลเซียปรับตัวดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านในเดือนนี้ ขณะที่เงินทุนต่างชาติไหลออกน้อยกว่าหลายตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย และค่าเงินริงกิตยังคงแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์
Alexander Redman นักกลยุทธ์จาก CLSA ระบุว่า มาเลเซียเป็นตลาดที่นักลงทุนเลือกเมื่อที่อื่นมีความเสี่ยง เนื่องจากประเทศมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ส่งออกน้ำมันและก๊าซ และมีสัดส่วนพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อ (CPI) ต่ำกว่าหลายประเทศ
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้ง ยังช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐบาลมาเลเซีย ซึ่งมีแหล่งพลังงานนอกชายฝั่งในรัฐบอร์เนียวและตรังกานู โดยคาดว่ารายได้จากภาคพลังงานจะคิดเป็นประมาณ 12.5% ของรายได้รัฐบาลในปี 2569
แม้จะมีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติราว 80 ล้านดอลลาร์ในเดือนนี้ แต่ดัชนี FTSE Bursa Malaysia KLCI ปรับตัวลดลงเพียง 1.2% เท่านั้น และภาพรวมเงินทุนไหลเข้ายังคงเป็นบวกในไตรมาสนี้ สะท้อนความแข็งแกร่งของตลาดเมื่อเทียบกับภูมิภาค
นโยบายเศรษฐกิจ-การลงทุน ดันมาเลเซียเหนือเพื่อนบ้าน
รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด และการผลิต ส่งผลให้เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทำสถิติสูงสุดในปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันการค้าและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ยังช่วยให้เศรษฐกิจมาเลเซียเติบโตเร็วกว่าหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2568 และรัฐบาลยังคงเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ แม้ต้องเผชิญความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
นักลงทุนยังมองว่า มาเลเซียไม่เพียงเป็นตลาดปลอดภัย แต่ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นของการเติบโต โดยบริษัทจดทะเบียนยังคงขยายธุรกิจ และความต้องการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนยังอยู่ในระดับดี
หุ้นเด่นในตลาด ได้แก่ กลุ่มธนาคาร เช่น Malayan Banking และกลุ่มค้าปลีกอย่าง MR D.I.Y. รวมถึงหุ้นพลังงาน เช่น Petronas Chemicals และ Petronas Dagangan ที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมัน
ในขณะที่มาเลเซียโดดเด่น ประเทศอื่นในภูมิภาคกลับเผชิญความท้าทาย อินโดนีเซียถูกลดมุมมองเครดิต และเสี่ยงถูกปรับลดสถานะตลาด ไทยเผชิญหนี้ครัวเรือนสูงและเศรษฐกิจโตช้า ขณะที่ฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบจากคดีคอร์รัปชันโครงการรัฐ
ยังมีความเสี่ยง หากสงครามยืดเยื้อ
อย่างไรก็ตาม หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ อาจทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงมาเลเซียได้ อีกทั้งราคาน้ำมันที่สูงอาจเพิ่มภาระเงินอุดหนุนของรัฐบาล และกดดันเป้าหมายลดการขาดดุลงบประมาณ
นอกจากนี้ประเด็นความโปร่งใสและข้อกล่าวหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างนักธุรกิจกับหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชัน อาจกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนในระยะยาว
ศูนย์กลางใหม่ “AI-ชิป” ของเอเชีย
ในระยะยาว มาเลเซียยังถูกมองว่าเป็นผู้ได้ประโยชน์จากกระแส AI และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยประเทศมีความเชี่ยวชาญด้านการประกอบและทดสอบชิป และกำลังขยับไปสู่การออกแบบและผลิตที่มีมูลค่าสูงขึ้น
ขณะเดียวกันการลงทุน Data Center โดยเฉพาะในรัฐยะโฮร์ที่เป็นฮับสำคัญ รวมถึงโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมกับสิงคโปร์ กำลังดึงดูดเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2568 ธุรกิจศูนย์ข้อมูล AI คาดว่าสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจมาเลเซียถึง 14.1 พันล้านริงกิต หรือประมาณ 3.6 พันล้านดอลลาร์
อ้างอิง : www.bloomberg.com