โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“มาเลเซีย” ขึ้นแท่น Safe Haven เอเชีย เงินทุนไหลเข้า รับสงครามอิหร่าน-น้ำมันพุ่ง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 มี.ค. เวลา 09.58 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 02.58 น.

"มาเลเซีย" กลายเป็นจุดพักเงินของนักลงทุนทั่วโลก อานิสงส์จากสถานะผู้ส่งออกพลังงาน เสถียรภาพการเมือง และนโยบายดันเทคโนโลยี-Data Center ขณะที่สงครามอิหร่านเขย่าตลาดโลก

วันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 06.14 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า แม้ก่อนหน้าที่สงครามในอิหร่านจะดันราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น มาเลเซีย ก็เริ่มโดดเด่นในสายตานักลงทุนทั่วโลกอยู่แล้ว แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับยิ่งตอกย้ำสถานะของประเทศให้กลายเป็น “Safe Haven” แห่งใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปัจจัยสำคัญมาจากเสถียรภาพทางการเมืองที่หาได้ยากในภูมิภาค ประกอบกับนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทำให้มาเลเซียมีความน่าสนใจมากขึ้น เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและอินโดนีเซียที่เผชิญความไม่แน่นอนด้านนโยบายและภาระการคลัง

เมื่อสงครามอิหร่านปะทุ ตลาดการเงินทั่วโลกผันผวน แต่มาเลเซียกลับได้เปรียบ เนื่องจากเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในเอเชียที่เป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ ส่งผลให้ตลาดหุ้นมาเลเซียปรับตัวดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านในเดือนนี้ ขณะที่เงินทุนต่างชาติไหลออกน้อยกว่าหลายตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย และค่าเงินริงกิตยังคงแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์

Alexander Redman นักกลยุทธ์จาก CLSA ระบุว่า มาเลเซียเป็นตลาดที่นักลงทุนเลือกเมื่อที่อื่นมีความเสี่ยง เนื่องจากประเทศมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ส่งออกน้ำมันและก๊าซ และมีสัดส่วนพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อ (CPI) ต่ำกว่าหลายประเทศ

ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้ง ยังช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐบาลมาเลเซีย ซึ่งมีแหล่งพลังงานนอกชายฝั่งในรัฐบอร์เนียวและตรังกานู โดยคาดว่ารายได้จากภาคพลังงานจะคิดเป็นประมาณ 12.5% ของรายได้รัฐบาลในปี 2569

แม้จะมีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติราว 80 ล้านดอลลาร์ในเดือนนี้ แต่ดัชนี FTSE Bursa Malaysia KLCI ปรับตัวลดลงเพียง 1.2% เท่านั้น และภาพรวมเงินทุนไหลเข้ายังคงเป็นบวกในไตรมาสนี้ สะท้อนความแข็งแกร่งของตลาดเมื่อเทียบกับภูมิภาค

นโยบายเศรษฐกิจ-การลงทุน ดันมาเลเซียเหนือเพื่อนบ้าน

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด และการผลิต ส่งผลให้เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทำสถิติสูงสุดในปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันการค้าและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ยังช่วยให้เศรษฐกิจมาเลเซียเติบโตเร็วกว่าหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2568 และรัฐบาลยังคงเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ แม้ต้องเผชิญความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

นักลงทุนยังมองว่า มาเลเซียไม่เพียงเป็นตลาดปลอดภัย แต่ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นของการเติบโต โดยบริษัทจดทะเบียนยังคงขยายธุรกิจ และความต้องการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนยังอยู่ในระดับดี

หุ้นเด่นในตลาด ได้แก่ กลุ่มธนาคาร เช่น Malayan Banking และกลุ่มค้าปลีกอย่าง MR D.I.Y. รวมถึงหุ้นพลังงาน เช่น Petronas Chemicals และ Petronas Dagangan ที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมัน

ในขณะที่มาเลเซียโดดเด่น ประเทศอื่นในภูมิภาคกลับเผชิญความท้าทาย อินโดนีเซียถูกลดมุมมองเครดิต และเสี่ยงถูกปรับลดสถานะตลาด ไทยเผชิญหนี้ครัวเรือนสูงและเศรษฐกิจโตช้า ขณะที่ฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบจากคดีคอร์รัปชันโครงการรัฐ

ยังมีความเสี่ยง หากสงครามยืดเยื้อ

อย่างไรก็ตาม หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ อาจทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงมาเลเซียได้ อีกทั้งราคาน้ำมันที่สูงอาจเพิ่มภาระเงินอุดหนุนของรัฐบาล และกดดันเป้าหมายลดการขาดดุลงบประมาณ

นอกจากนี้ประเด็นความโปร่งใสและข้อกล่าวหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างนักธุรกิจกับหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชัน อาจกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนในระยะยาว

ศูนย์กลางใหม่ “AI-ชิป” ของเอเชีย

ในระยะยาว มาเลเซียยังถูกมองว่าเป็นผู้ได้ประโยชน์จากกระแส AI และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยประเทศมีความเชี่ยวชาญด้านการประกอบและทดสอบชิป และกำลังขยับไปสู่การออกแบบและผลิตที่มีมูลค่าสูงขึ้น

ขณะเดียวกันการลงทุน Data Center โดยเฉพาะในรัฐยะโฮร์ที่เป็นฮับสำคัญ รวมถึงโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมกับสิงคโปร์ กำลังดึงดูดเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2568 ธุรกิจศูนย์ข้อมูล AI คาดว่าสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจมาเลเซียถึง 14.1 พันล้านริงกิต หรือประมาณ 3.6 พันล้านดอลลาร์

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...