เตือนภัยสงกรานต์ “ยาแก้เมารถ” ไม่ช่วยแก้เมาเหล้า เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต
เมื่อพิจารณาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ พบว่ายังคงเป็นปัจจัยเดิมซ้ำ ๆ ได้แก่ การขับรถเร็ว การดื่มแล้วขับ และการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย ขณะที่รถจักรยานยนต์ยังคงเป็นพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุด สะท้อนให้เห็นว่าผู้ขับขี่กลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มเปราะบางบนท้องถนนไทยมากที่สุด
นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดอยู่ระหว่าง 15.00–21.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนเดินทางกลับหลังจากร่วมกิจกรรมหรือสังสรรค์ในช่วงบ่ายถึงเย็น โดยกลุ่มอายุที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือวัยรุ่นและวัยทำงาน อายุระหว่าง 20–29 ปี ซึ่งมีสัดส่วนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอย่างต่อเนื่องในทุกปี
ขณะเดียวกัน กฎหมายได้กำหนดบทลงโทษกรณีเมาแล้วขับไว้อย่างเข้มงวด โดยในกรณีความผิดครั้งแรก หากตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 20,000 บาท และอาจถูกพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบขับขี่ ส่วนกรณีกระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี จะมีโทษหนักขึ้น โดยจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับตั้งแต่ 50,000 ถึง 100,000 บาท และศาลจะสั่งทั้งจำและปรับ พร้อมพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบขับขี่
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางตัวเลขอุบัติเหตุและมาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวด กลับยังมีความเชื่อผิด ๆ ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความเชื่อว่า “กินยาแก้เมาแล้วสามารถขับรถต่อได้” หรือยาจะช่วยลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดก่อนผ่านด่านตรวจ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ไม่เพียงไม่เป็นความจริง แต่ยังอาจทำให้ผู้ขับขี่ประมาทมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว และกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงซ้ำเติมปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน
Thai PBS Verify สอบถามเภสัชกรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยรังสิต เกี่ยกวับประเด็นความเชื่อดังกล่าวว่าเป็นแค่ความเชื่อ หรือว่าคือเรื่องจริง
ยาแก้เมารถ ทำงานยังไง และทำไมถึงอันตราย
เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมการกินยาแก้เมารถแล้วดื่มเหล้าต่อถึงอันตราย ต้องเริ่มจากทำความเข้าใจว่ายานี้ทำงานอย่างไรก่อน
ภก.พงศ์ศิริ กุลชนะวิเชียร จากวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เสริมในประเด็นเดียวกันว่า ในกรณีที่รุนแรง การใช้ยาร่วมกับแอลกอฮอล์ปริมาณมากอาจ กดการหายใจได้เลย ซึ่งเป็นภาวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
นอกจากนี้ ยาแก้เมารถยังไม่ได้ช่วยแก้อาการเมาเหล้าแต่อย่างใด ตรงกันข้าม อาจทำให้อาการ แฮงก์โอเวอร์รุนแรงขึ้นเพราะร่างกายต้องจัดการกับสารสองชนิดพร้อมกัน
[caption id="attachment_10774" align="aligncenter" width="1999"]
อาจารย์ เภสัชกรพงศ์ศิริ กุลชนะวิเชียร อาจารย์ประจำวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต[/caption]
ขณะที่ รศ.ภก.ดร.วิศรุต บูรณสัจจะ จากภาควิชาเภสัชวิทยาและสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายในทิศทางเดียวกันว่า ท ยาแก้เมารถที่วางขายทั่วไปในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ไหน มักมีตัวยาสำคัญชื่อ "ไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate)"ซึ่งออกฤทธิ์โดยการ กดระบบประสาทส่วนกลางเพื่อลดสัญญาณที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้และเวียนหัวจากการเคลื่อนไหว
ตรงนี้คือจุดที่หลายคนมองข้าม เพราะ แอลกอฮอล์ก็กดระบบประสาทส่วนกลางเช่นเดียวกันเมื่อกินยาแก้เมารถพร้อมกับดื่มแอลกอฮอล์ ฤทธิ์กดประสาทจะทับซ้อนกันและเสริมฤทธิ์กัน
ผลที่ตามมาคือ ง่วงซึมหนักขึ้น การตอบสนองช้าลง และเกิดอาการสะลึมสะลือซึ่งเพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุอย่างมากหากยังฝืนขับรถต่อ
[caption id="attachment_10775" align="aligncenter" width="1660"]
รศ.ภก.ดร.วิศรุต บูรณสัจจะ จากภาควิชาเภสัชวิทยาและสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[/caption]
โกงเครื่องเป่าแอลกอฮอล์ได้ไหม
ความเชื่อเรื่องการกินยาแก้เมาแล้วจะโกงเครื่องเป่าได้นั้น แพร่กระจายในกลุ่มคนดื่มมานานมากแล้ว บางคนกินยาก่อนขับรถเป็นประจำด้วยความเชื่อนี้ ทั้งที่ในความเป็นจริง มันไม่ได้ผลเลย
เครื่องวัดแอลกอฮอล์ทำงานโดยการวัดปริมาณแอลกอฮอล์จาก ลมหายใจซึ่งสะท้อนระดับแอลกอฮอล์ในเลือดโดยตรงและแม่นยำมาก ยาแก้เมารถไม่มีกลไกใดที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงระดับแอลกอฮอล์ในเลือดหรือลมหายใจได้ ไม่ว่าจะกินกี่เม็ดก็ตาม
ทั้ง รศ.ภก.ดร.วิศรุต และ ภก.พงศ์ศิริ ยืนยันตรงกันว่า ตัวยาไดเมนไฮดริเนตไม่มีผลต่อกระบวนการเผาผลาญแอลกอฮอล์ในร่างกายแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ลดแอลกอฮอล์ในเลือดได้คือ เวลาเท่านั้น
ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาแก้เมารถ ทำยังไงถึงปลอดภัย
ยาแก้เมารถไม่ใช่ยาอันตราย ถ้าใช้ถูกวิธีและถูกจุดประสงค์ สำหรับคนที่เมารถเมาเรือจริง ๆ และต้องการใช้ยาเพื่อเดินทางสะดวก มีแนวทางที่ควรทำดังนี้
รับประทานก่อนเดินทางประมาณ 30 นาทีเพื่อให้ยาออกฤทธิ์ทันก่อนที่จะเริ่มรู้สึกไม่สบาย และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ขับรถเองเพราะยาจะทำให้ง่วงและตอบสนองช้าลงอยู่แล้วแม้ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์
สำหรับคนที่ต้องขับรถเองและกังวลเรื่องแพ้ท้องหรืออาการอื่น ควรปรึกษาเภสัชกรก่อน เพราะปัจจุบันมียาแก้แพ้บางชนิดที่ ไม่ทำให้ง่วงและเหมาะกับผู้ขับขี่มากกว่า
และถ้าระหว่างขับรถรู้สึกง่วงขึ้นมาไม่ว่าจะมาจากยาหรือความเหนื่อยล้า อย่าฝืน ให้ หยุดพักในที่ปลอดภัยก่อนเดินทางต่อเสมอ เพราะการถึงที่หมายช้าลงสักชั่วโมงสำคัญน้อยกว่าการไม่ถึงที่หมายเลย
ยาแก้เมารถมีไว้แก้เมารถ ไม่ใช่แก้เมาเหล้า ไม่ช่วยโกงเครื่องเป่าแอลกอฮอล์ และถ้ากินพร้อมดื่มแล้วขับ มีโอกาสอันตรายกว่าไม่กินยาเสียอีก