โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

โรคแอสเพอร์เกอร์ คืออะไร? เข้าใจอาการภาวะมกมุ่น วิธีรักษาออทิสติกสเปกตรัม

Thaiger

อัพเดต 3 เมษายน 2569 เวลา 21.03 น. • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thaiger ข่าวไทย

ทำความเข้าใจโรคแอสเพอร์เกอร์ แพทย์ชี้ปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มออทิสติกสเปกตรัม ตรวจสอบอาการและวิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

ในทางการแพทย์ปัจจุบัน ต้องพูดให้ตรงก่อนว่า Asperger’s syndrome ไม่ใช่ชื่อวินิจฉัยแยกเหมือนในอดีตแล้ว แพทย์ส่วนใหญ่จัดให้อยู่ในกลุ่ม ออทิสติกสเปกตรัม หรือ Autism Spectrum Disorder (ASD) แทน โดย DSM-5 ของสมาคมจิตแพทย์อเมริกันรวม Asperger’s disorder เข้าไว้ในกลุ่ม ASD และ NHS ของสหราชอาณาจักรระบุชัดว่าแพทย์ไม่ได้วินิจฉัยคนใหม่ว่าเป็น Asperger’s แยกต่างหากอีกแล้ว แม้คนที่เคยได้วินิจฉัยเดิมอาจยังใช้ชื่อนั้นต่อได้

พูดแบบเข้าใจง่าย “แอสเพอร์เกอร์” คือคำเก่าที่สังคมคุ้นหู สำหรับคนในกลุ่มออทิสติกที่มักมีสติปัญญาเฉลี่ยหรือสูงกว่าค่าเฉลี่ย และไม่ได้มีความบกพร่องด้านการเรียนรู้แบบเดียวกับออทิสติกบางราย แต่ยังมีความยากในการสื่อสารทางสังคม การอ่านสีหน้า น้ำเสียง ภาษากาย การตีความมุกหรือประชดประชัน รวมถึงมีความสนใจเฉพาะด้านหรือพฤติกรรมซ้ำ ๆ บางอย่าง

NIMH อธิบายว่าออทิสติกสเปกตรัมเป็นความผิดปกติด้านพัฒนาการของระบบประสาทที่มีผลต่อการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การสื่อสาร การเรียนรู้ และพฤติกรรม ส่วน CDC ระบุลักษณะสำคัญ 2 แกน คือ ปัญหาด้านการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม กับพฤติกรรมหรือความสนใจที่จำกัดและเป็นแบบซ้ำ ๆ

ใครเป็นได้บ้าง

ภาวะนี้เกิดได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ และทุกฐานะทางเศรษฐกิจ NIMH ระบุชัดว่าคนทุกช่วงอายุสามารถได้รับการวินิจฉัยได้ แม้อาการมักเริ่มตั้งแต่ช่วงต้นชีวิต ส่วน WHO ระบุว่าออทิสติกเป็นกลุ่มภาวะที่มีความหลากหลายมาก บางคนใช้ชีวิตอิสระได้ดี ขณะที่บางคนต้องการการดูแลระยะยาว

ถ้าจะตอบแบบตรง ๆ ว่า “ใครเสี่ยงกว่าคนอื่น” งานวิชาการยังไม่ชี้สาเหตุเดียวตายตัว แต่ NIMH ระบุว่าปัจจัยด้านพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมบางอย่างอาจเกี่ยวข้อง และมีปัจจัยที่สัมพันธ์กับโอกาสพบภาวะนี้มากขึ้น เช่น มีพี่น้องเป็นออทิสติก พ่อแม่อายุมาก ภาวะทางพันธุกรรมบางชนิด หรือมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำมาก

ภาพประกอบบทความ

อาการที่พบได้บ่อย

คนในกลุ่มนี้อาจมีลักษณะหลายแบบ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคน แต่อาการที่พบบ่อยคือคุยโต้ตอบไปมาได้ยาก อ่านสีหน้าหรือภาษากายคนอื่นไม่คล่อง สบตาน้อย ใช้น้ำเสียงแปลกจากบริบท สนใจหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งอย่างเข้มข้น ชอบกิจวัตรเดิมมาก และอาจไวต่อเสียง แสง สัมผัส หรือสิ่งเร้าบางอย่างมากกว่าคนทั่วไป

ในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ อาการอาจไม่ได้เด่นแบบเด็กเล็กเสมอไป CDC ระบุว่าหลายคนเริ่มมีปัญหาชัดเมื่อเข้าสังคมยากขึ้น เช่น สร้างหรือรักษาเพื่อนไม่ได้ สื่อสารกับเพื่อนหรือผู้ใหญ่ได้ลำบาก หรือไม่เข้าใจว่าในโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือที่ทำงาน ควรวางตัวแบบไหน

วินิจฉัยอย่างไร

การวินิจฉัยไม่ได้อาศัยคำบอกเล่าลอย ๆ และไม่ได้ใช้ผลตรวจเลือดเพียงอย่างเดียว แต่แพทย์จะประเมินจาก พฤติกรรม พัฒนาการ ประวัติในวัยเด็ก การสื่อสาร การเข้าสังคม ความไวต่อสิ่งเร้า และพฤติกรรมซ้ำ ๆ โดยอาจต้องอาศัยทีมสหวิชาชีพ เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา กุมารแพทย์พัฒนาการ นักแก้ไขการพูด หรือผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการตามช่วงวัย

ในผู้ใหญ่ การวินิจฉัยมักยากกว่าเด็ก เพราะอาการบางส่วนทับกับภาวะอื่น เช่น วิตกกังวล หรือ ADHD และผู้เชี่ยวชาญอาจต้องย้อนดูประวัติพัฒนาการตั้งแต่วัยเด็กด้วย จึงจะประเมินได้แม่นขึ้น

รักษาอย่างไร

คำตอบที่ไม่ขายฝันคือ ไม่มีวิธีรักษาแบบเม็ดเดียวแล้วหายขาด และไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน NIMH ระบุว่าการดูแลต้องเลือกให้เหมาะกับแต่ละราย เพราะความต้องการต่างกันมาก ส่วน WHO ระบุว่าการช่วยเหลือทางจิตสังคมที่มีหลักฐานรองรับสามารถช่วยเรื่องการสื่อสาร ทักษะทางสังคม และคุณภาพชีวิตได้

แนวทางดูแลที่ใช้กันจริง ได้แก่ การบำบัดพฤติกรรม การบำบัดทางจิตวิทยา การฝึกทักษะการสื่อสารและภาษา การช่วยด้านการเรียน การทำกิจกรรมบำบัด การฝึกทักษะชีวิต และการสนับสนุนในบ้าน โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือที่ทำงาน เป้าหมายไม่ใช่ “เปลี่ยนให้เป็นคนอื่น” แต่ช่วยให้เจ้าตัวใช้ชีวิตได้ดีขึ้นในแบบของตัวเอง

ส่วนยา แพทย์อาจใช้ในบางรายเพื่อจัดการ “อาการร่วม” หรือปัญหาเฉพาะ เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า สมาธิสั้น หงุดหงิด ก้าวร้าว หรือพฤติกรรมซ้ำที่รบกวนชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ยาที่รักษาออทิสติกหรือ “แอสเพอร์เกอร์” โดยตรง

สิ่งที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิด

NHS ระบุชัดว่าออทิสติก ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูที่ผิดพลาด ไม่ได้เกิดจากวัคซีน และไม่ได้เกี่ยวกับอาหาร อีกทั้งไม่ใช่โรคติดเชื้อที่แพร่จากคนสู่คน

อีกเรื่องที่ควรแยกให้ออกคือ การมีคำวินิจฉัยในกลุ่มออทิสติก ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะมีพฤติกรรมเหมือนกัน เพราะออทิสติกเป็น “สเปกตรัม” ที่มีทั้งจุดแข็ง ความต้องการ และข้อจำกัดต่างกันมากในแต่ละคน ดังนั้นการใช้ชื่อภาวะนี้ไปเหมารวมคนทั้งกลุ่ม หรือใช้เป็นคำอธิบายสำเร็จรูปกับพฤติกรรมรายกรณี จึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทางการแพทย์นัก

สรุปให้สั้นที่สุด คำว่า โรคแอสเพอร์เกอร์ ที่คนไทยยังเรียกกันอยู่ทุกวันนี้ คือชื่อเก่าของกลุ่มอาการที่ปัจจุบันแพทย์รวมไว้ใน ออทิสติกสเปกตรัม ผู้ที่มีภาวะนี้อาจฉลาด เรียนดี พูดคล่อง หรือใช้ชีวิตได้ค่อนข้างอิสระ แต่ยังมีความยากด้านสังคม การสื่อสาร และความยืดหยุ่นบางเรื่อง การดูแลที่ถูกต้องคือการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญและออกแบบการช่วยเหลือให้เหมาะกับแต่ละคน ไม่ใช่เดาสุ่มจากคำพูดในโซเชียลหรือเอาชื่อโรคมาใช้แทนข้อเท็จจริงทั้งหมด

อ่านข่าวเพิ่มเติม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...