โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กรมพัฒนาฯ บุกเชือด 5 นอมินี เกาะลันตา เลี่ยงกฎหมายหลบทำธุรกิจนำเที่ยว

เดลินิวส์

อัพเดต 30 มีนาคม 2569 เวลา 5.58 น. • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดปฏิบัติการเชิงรุกปราบ “นอมินี” ธุรกิจท่องเที่ยว ลงพื้นที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ตรวจเข้มกลุ่มเป้าหมายที่เสี่ยงสูงกลุ่มธุรกิจโรงแรม บริษัทนำเที่ยว ธุรกิจดำน้ำและธุรกิจร้านอาหาร พบ 5 ราย

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 26-27 มีนาคม 2569 กรมฯ ได้ส่งทีมปราบนอมินีลงพื้นที่ ณ เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว โดยสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคใต้ เขต 2 สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดกระบี่ เพื่อตรวจสอบนอมินีและผู้ประกอบการต่างด้าวที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยลงพื้นที่เป้าหมายที่เป็นสถานประกอบการในกลุ่มธุรกิจโรงแรม บริษัทนำเที่ยว ธุรกิจดำน้ำ และธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งธุรกิจดังกล่าวถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงจากข้อมูลเชิงลึกด้านทะเบียนนิติบุคคลและธุรกรรมทางการเงิน

อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “ผลการลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจในจังหวัดกระบี่ พบว่า มี 5 ธุรกิจที่เข้าข่ายกระทำความผิด สำหรับพฤติการณ์ของธุรกิจนอมินีที่ตรวจพบส่วนใหญ่จะเป็นการให้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ หรือบริหารกิจการแทนโดยไม่มีอำนาจที่แท้จริง ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 รวมถึงกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวและการประกอบธุรกิจโรงแรม และ พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

ประกอบกับจากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า บางรายมีการจัดทำเอกสารทางบัญชีและโครงสร้างผู้ถือหุ้นเพื่ออำพรางแหล่งที่มาของเงินลงทุน และมีการโยกย้ายผลประโยชน์กลับไปยังต่างประเทศอย่างเป็นระบบ สะท้อนให้เห็นถึงเครือข่ายการดำเนินธุรกิจที่มีลักษณะซับซ้อน และอาจเชื่อมโยงกับการหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งกรมฯ จะส่งข้อมูลที่ตรวจพบในครั้งนี้ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกรมสรรพากร เพื่อดำเนินการทางกฎหมายขั้นสูงสุดต่อไป”

“การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งรักษาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ โดยการจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวไทยเดินหน้าเข้าสู่เฟสเข้มข้น เร่งตรวจสอบการดำเนินธุรกิจที่เข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการใช้นอมินีอำพรางการถือหุ้นของชาวต่างชาติ ซึ่งถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจท่องเที่ยวของไทย ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงการฝ่าฝืนกฎหมายเท่านั้น แต่ยังบิดเบือนโครงสร้างธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรมของธุรกิจไทย โดยธุรกิจที่มีทุนต่างชาติแฝงมักมีความได้เปรียบด้านเงินทุน ทำให้สามารถตัดราคา หรือขยายกิจการได้รวดเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบในระยะยาว การปล่อยให้ธุรกิจนอมินีขยายตัวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย ทั้งในด้านการแข่งขันด้านราคา การเข้าถึงทรัพยากร และการผูกขาดตลาดในบางพื้นที่ท่องเที่ยว ขณะเดียวกันยังทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีจำนวนมาก และบั่นทอนภาพลักษณ์ความโปร่งใสของประเทศในสายตานักลงทุนต่างชาติ”

“อย่างไรก็ดี การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดทั้งทางอาญาและทางปกครอง โดยผู้กระทำความผิดมีโทษตามกฎหมาย จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในกรณีที่ยังฝ่าฝืนต่อเนื่องมีโทษปรับรายวันเพิ่มเติม นอกจากนี้ ผู้ที่ให้การสนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจ เช่น ผู้ถือหุ้นนอมินี นักบัญชี หรือที่ปรึกษาทางกฎหมาย อาจถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิด และกรมฯ ขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการถือหุ้นและการบริหารกิจการที่ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง พร้อมเตือนว่าการรับจ้างเป็นนอมินี แม้ว่าจะได้รับผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย แต่ไม่คุ้มค้ากับความเสี่ยงสูงต่อการถูกดำเนินคดีและผลกระทบในอนาคตตามมา” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...