ถอดรหัสความเสี่ยง พบรอยเลื่อนมีพลังใกล้ไทยมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวได้ทุกเมื่อ
นักวิชาการ ย้ำ อนาคตไทยยังเสี่ยงจาก 3 รอยเลื่อน โดยเฉพาะ ”แนวมุดตัวอาระกัน” ที่อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนขนาดมหึมาได้ทุกเมื่อ ชี้ กทม.อยู่ในพื้นที่แอ่งดินอ่อนขนาดใหญ่ ขยายความรุนแรงแผ่นดินไหวได้มากกว่าปกติ 3 เท่า เสนอเร่งยกระดับ มาตรฐานการก่อสร้างตึกสูง ให้แข็งแรงกว่าเดิม
ศ.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ กล่าวว่า ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลา 06:20 น. ตามเวลาสากลเชิงพิกัด (UTC) หรือเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด Mw 7.7 บริเวณเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา แม้จุดศูนย์กลางจะอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครนับพันกิโลเมตร แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกลับสร้างความโกลาหลครั้งใหญ่ ภาพน้ำในสระว่ายน้ำบนชั้นดาดฟ้ากระฉอกรุนแรง ประชาชนและพนักงานออฟฟิศต่างพากันอพยพหนีตายลงมารวมตัวกันบนท้องถนน ไปจนถึงความเสียหายรุนแรงอย่างการพังทลายของสะพานเชื่อมอาคาร (Skybridge Failure)
“ผมอยู่ที่ AIT กำลังง่วง ๆ อยู่ ก็นั่งอยู่ในห้องแล้วอยู่ ๆ เอ๊ะ รู้สึกถูกเหวี่ยงไปถูกเหวี่ยงมา ก็สักพักนึงถึงรู้สึกว่านี่น่าจะเป็นแผ่นดินไหวนะ แล้วรู้สึกว่ามันไม่หยุดซะที พอหลังจากมันหยุดก็มั่นใจเลยว่าจากนี้ไปยุ่งแน่สิ่งเดียวที่ผมรู้สึกคือตั้งแต่ทำงานมายังไม่เคยเจอแผ่นดินไหวไหนที่รู้สึกชัดได้ขนาดนี้ มั่นใจว่าตัวนี้รุนแรงสุดตั้งแต่เราสร้างตึกสูงกันมา
คำถามที่ตามมาคือ ทำไมเมืองที่อยู่ห่างไกลจากรอยเลื่อนนับพันกิโลเมตร ถึงได้รับผลกระทบหนักหน่วงเช่นนี้ ความจริงที่คนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญคือ กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลตั้งอยู่ภายใน “แอ่งดินอ่อนขนาดใหญ่” ซึ่งมีความลึกของชั้นหินดาน ในบริเวณกรุงเทพฯ ลึกถึงช่วง 770 – 840 เมตร และบางจุดลึกไปถึง 840 – 910 เมตร โดยลักษณะทางธรณีวิทยาแอ่งดินมีรูปทรงเหมือนกับกระทะธรรมดา โดยที่ก้นกระทะอยู่ตรงกรุงเทพฯ พอดี แล้วมีความลึกประมาณซัก 800 เมตร ส่วนขอบกระทะ บริเวณขอบแอ่งก็อยู่ที่ฉะเชิงเทรา นครนายก อยุธยา สมุทรสงคราม สภาพแอ่งดินอ่อนในกรุงเทพฯ สามารถขยายความรุนแรงของแผ่นดินไหวได้มากกว่าปกติ ถึง 3 เท่า
“หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า สถานีวัดความเร่งพื้นดินนอกแอ่งกรุงเทพฯ วัดค่าได้เพียง 3.74 ถึง 6.52 milli-g แต่เมื่อคลื่นเดินทางเข้าสู่ภายในแอ่งดิน สถานีวัดอย่าง BKSI หรือ KMUA กลับวัดค่าความเร่งได้สูงถึง 18.84 และ 22.17 milli-g ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด”
จับตาอนาคตรอยเลือนที่อาจสะเทือนกรุงเทพฯ และปริมณฑล
จากการประเมินสถานการณ์แผ่นดินไหวที่เป็นอันตรายต่ออาคารสูงในกรุงเทพฯ มี 3 แหล่งกำเนิดหลักที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
- แผ่นดินไหวขนาด 7 – 7.5 ที่ จ.กาญจนบุรี
- แผ่นดินไหวขนาด 8 ที่แนวรอยเลื่อนสะกายในประเทศพม่า
- แผ่นดินไหวขนาด 8.5 – 9 แนวมุดตัวในทะเลอันดามันที่รอยเลื่อนอาระกัน (ชายฝั่งตะวันตกประเทศพม่า)
“แนวมุดตัวอันดามัน โดยเฉลี่ยแล้ว ระยะเวลาการเกิดตัวใหญ่ ๆ ประมาณสัก 500 ปีทีนี้ของเราเนี่ย ที่ไม่เกิดมาเนี่ย มันไม่เกิดมานานประมาณ 260 ปีแล้ว เราก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดเร็วกว่ากำหนด หรือว่าตามค่าเฉลี่ย หรือช้ากว่าค่าเฉลี่ย”
ปรากฏการณ์ “Super Shear” และ 3 คาบความถี่
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้เป็นแผ่นดินไหวชนิด super shear ซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก โดยแผ่นดินไหวชนิด super shear เกิดขึ้นเมื่อการแตกของเปลือกโลกหรือการเคลื่อนที่ของรอยเลื่อนนั้นเคลื่อนที่เร็วกว่าคลื่นแผ่นดินไหว (seismic waves) ที่สามารถเดินทางผ่านโลกได้ หมายความว่าพลังงานจากการแตกเปลือกโลกจะสะสมและปล่อยออกมาในลักษณะที่มีความรุนแรงและกว้างกว่าปกติ การแตกของเปลือกโลกนั้นมีความเร็วสูงถึง 5 กิโลเมตรต่อวินาที หรือเทียบเท่ากับเครื่องบินความเร็วเหนือเสียง
ศ.เป็นหนึ่ง อธิบายถึงหลักการสั่นพ้อง (Resonance Effect) ที่ทำให้อาคารระฟ้าในกรุงเทพฯ โยกตัวรุนแรง แผ่นดินไหวขนาด Mw 7.7 เมื่อปี 2568 มีลักษณะที่ผิดแผกไปจากแผ่นดินไหวทั่วไป คือเป็นคลื่นที่มีคาบการสั่นยาว (Long period: 1.6 < T < 6.3 s) และสั่นสะเทือนยาวนานกว่า 130 วินาที นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังพบว่า รอยเลื่อนสะกายเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Super Shear” ซึ่งเป็นการไถลตัวของรอยเลื่อนที่มีความเร็วมากกว่าคลื่นเฉือน (Shear wave) ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนรุนแรงกว่าปกติ เมื่อคลื่นเหล่านี้เดินทางมาถึงแอ่งดินกรุงเทพฯ ข้อมูลจากการแยกองค์ประกอบคลื่นพบว่า แอ่งดินได้ขยายความถี่ออกมาเป็น 3 โหมดหลัก
- $T_A = 1.6-1.9$ วินาที (The Second Shear Wave Mode)
- $T_B = 2.8$ วินาที (The First Shear Wave Mode)
- $T_C = 6.3$ วินาที (The First Surface Wave Mode)
“แอ่งเรามันเขย่าที่ 3 ความถี่ 3 คาบความถี่ ตัวไหนตรง มันก็ไปเขย่าตรงนั้นอาคารสูงซัก 50 ชั้น คาบการโยกตัวประมาณ 5 วินาที แล้วมันเขย่าด้วยพื้นดินที่มีจังหวะประมาณ 5 วินาที มันก็จะเกิดการกำทอนทำให้อาคารสูงมันสั่นแรง”
อาคารสูงในประเทศไทยส่วนใหญ่ใช้โครงสร้างผนังและแกนคอนกรีตเสริมเหล็ก ในการรับแรงด้านข้าง ผนังเหล่านี้มักถูกใช้เป็นปล่องลิฟต์ ซึ่งหากเกิดความเสียหาย จะถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายทางวิศวกรรม
ตัวผนังคอนกรีตเสริมเหล็กก็คือกระดูกในโครงสร้างอาคารถ้าเผื่อผนังอิฐไม่ใช่โครงสร้าง ผนังคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นโครงสร้างถ้าเผื่อผนังคอนกรีตเสริมเหล็กพวกนี้ ร้าว Crush เหล็กดุ้ง อันนี้คืออาคารอันตรายแล้ว เพราะนี่คือกระดูกของโครงสร้าง กระดูกมันร้าว
หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว มีการสำรวจพบอาคารระบุระดับความเสียหายขั้น “Heavy Damage” ซึ่งมีลักษณะคอนกรีตแตกหลุดร่อน เหล็กเสริมคดงอ และเกิดการเสียรูปอย่างถาวร ความเสียหายระดับนี้ กรมโยธาธิการและผังเมือง (DPT) กำหนดให้ใช้ป้ายเตือน “สีแดง” หรือ “ห้ามใช้งานอาคาร” โดยเด็ดขาด
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตึกโยกตัวแรง คือ อัตราการสลายพลังงาน หรือ Damping Ratio ซึ่งการศึกษาพบว่า หากอาคารมี Damping สูงถึง 5.0% การโยกตัวจะลดลงมหาศาล แต่ความจริงที่น่ากังวลคือ อาคารสูงหลายแห่งอาจมีค่า Damping ต่ำเพียง 1.0% ถึง 2.5% เท่านั้น
“กฎหมายแผ่นดินไหวไทย” จุดเริ่มต้นสร้างมาตรฐานตึกระฟ้า
1 ปีที่ผ่านมาหลังรอยเลื่อนสะกายส่งคลื่นเขย่าตึกสูงกลางกรุง ความจริงที่ถูกเปิดเผยคือ “มาตรฐานเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไปย้อนรอยเส้นทางกฎหมายควบคุมอาคารต้านแผ่นดินไหวจากปี 2540 สู่ปัจจุบัน และเจาะลึกทิศทางอนาคตที่เราต้อง “รื้อ-ปรับ-เสริม” กระดูกสันหลังของตึกระฟ้าให้แกร่งกว่าเดิม
หากย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ประเทศไทยเพิ่งเริ่มนำข้อมูลแผ่นดินไหวมาสร้าง “แผนที่เสี่ยงภัย” ในยุคนั้นพื้นที่ที่น่ากังวลที่สุดคือภาคเหนือและฝั่งตะวันตกของประเทศ นำมาสู่การคลอด “กฎกระทรวงฉบับแรก ในปี 2540” ที่บังคับให้ออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวครอบคลุมเพียง 10 จังหวัด และเน้นควบคุมเฉพาะอาคารสาธารณะ อาคารเก็บวัสดุอันตราย หรืออาคารทั่วไปที่สูงเกิน 15 เมตรขึ้นไปเท่านั้น
แต่เมื่อนักวิจัยค้นพบว่า “กรุงเทพมหานครและปริมณฑล” ตั้งอยู่บนแอ่งดินอ่อนขนาดมหึมา (Soft Soil Basin) ที่ลึกกว่า 800 เมตร ที่ขยายคลื่นแผ่นดินไหวระยะไกลได้ 3-4 เท่า กฎหมายจึงต้องวิ่งตามให้ทัน
นำมาสู่การปรับปรุง กฎกระทรวง ปี 2550 ที่ขยายพื้นที่ควบคุมเพิ่มเข้ามาครอบคลุม กรุงเทพฯ, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ และสมุทรสาคร พร้อมลดเพดานความสูงของอาคารที่เข้าข่ายต้องควบคุมลงมาเหลือระดับ 3 ชั้นขึ้นไป เพื่ออุดช่องโหว่ความเสี่ยง
ต่อมา หลังบทเรียนแผ่นดินไหวรุนแรงที่แม่ลาว จ.เชียงราย ในปี 2557 ภาครัฐใช้เวลาทบทวนราว 7 ปี จนคลอด กฎกระทรวงฉบับอัปเดต ปี 2564 ที่ขยายอาณาเขตการควบคุมไปถึงกว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงลดหลั่นกันลงมา เพื่อเป็นบรรทัดฐานความปลอดภัยระดับชาติ
ความท้าทายใหม่เมื่อ “คลื่นคาบยาว” กระทบกำแพงมาตรฐานเดิม
เหตุการณ์แผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนสะกายเมื่อ 1 ปีที่แล้ว คือ “จุดเปลี่ยน” สำคัญ ศ.เป็นหนึ่ง อธิบายว่า คลื่นที่เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ มีความซับซ้อนและยาวนานผิดปกติ (Long duration > 2 นาที)
ที่น่าตกใจคือ เมื่อนำสัญญาณมาถอดรหัส พบว่าแอ่งดินกรุงเทพฯ ขยายคลื่นความถี่ออกมาเป็น 3 โหมดหลัก คือ 1.6 วินาที, 2.8 วินาที และ 6.3 วินาที
> “ตอนนี้แบบจำลองและมาตรฐาน (Design Spectrum) ที่เรามี สามารถอธิบายและรองรับคลื่นความถี่ 1.6 และ 2.8 วินาทีได้ค่อนข้างดี แต่แบบจำลองเรายังอธิบายตัวที่ 3 (6.3 วินาที) ไม่ได้ ซึ่งมันไปส่งผลให้เกิดการสั่นพ้อง (Resonance) กับตึกสูงระฟ้าบางระดับ”
“นี่คือรอยรั่วสำคัญที่บ่งชี้ว่า มาตรฐานการออกแบบอาคารในปัจจุบัน กำลังเผชิญหน้ากับพฤติกรรมแผ่นดินไหวรูปแบบใหม่ ที่ยังไม่ถูกบรรจุไว้ในเส้นกราฟประเมินความเสี่ยงอย่างสมบูรณ์”
ผ่าตัด “กระดูกสันหลัง” อาคารมาตรฐานใหม่ที่ต้องเร่งคลอด
เพื่อรับมือกับอนาคตที่ 3 รอยเลื่อนยักษ์ (โดยเฉพาะรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์, สะกาย และแนวมุดตัวอันดามัน) ที่รอวันปะทุ ศ.เป็นหนึ่ง ได้ชี้เป้าหมายสำคัญในการปรับปรุงมาตรฐานวิศวกรรมโครงสร้าง ดังนี้
1. ยกเครื่องการออกแบบ “ผนังคอนกรีตเสริมเหล็ก” (Shear Walls): ผนังคอนกรีตบริเวณปล่องลิฟต์เปรียบเสมือน “กระดูกสันหลัง” ของอาคาร หากแผ่นดินไหวทำให้ผนังอิฐร้าว อาคารยังปลอดภัย แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาพบว่า ผนังคอนกรีตเสริมเหล็กในบางอาคารเกิดการแตกร้าวถึงขั้นเหล็กเส้นดุ้ง อนาคตต้องมีการปรับปรุงกระบวนการออกแบบ (Design codes) และควบคุมคุณภาพการก่อสร้างเนื้อคอนกรีตของแกนลิฟต์ให้เข้มงวดและเหนียวแน่นยิ่งขึ้น ห้ามเกิดความเสียหายในจุดนี้เด็ดขาด
2. อุดจุดตายเรื่อง “อัตราการสลายพลังงาน” (Damping Ratio) มาตรฐานเดิมมักประเมินว่าอาคารสูงมีค่าการสลายพลังงาน (Damping) อยู่ที่ประมาณ 2.5% แต่ข้อมูลจริงหลังเกิดเหตุชี้ว่า ตึกสูงบางแห่งอาจมีค่า Damping ต่ำเพียง 1% ซึ่งทำให้ตึกโยกตัวรุนแรง (Roof Drift Ratio สูง) อนาคต ต้องผลักดันให้มีการคำนวณค่า Damping ที่แม่นยำขึ้นในเกณฑ์การออกแบบอาคารใหม่
3. นวัตกรรม “อุปกรณ์ลดการสั่นสะเทือน” (Dampers) นี่คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ในต่างประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือไต้หวัน การใส่ Damper (เช่น Fluid Damper, Metallic Damper หรือ Viscous Wall) เป็นเรื่องปกติ อนาคต ประเทศไทยควรส่งเสริมหรือตั้งเป็นมาตรฐานทางเลือกให้มีการติดตั้ง Damper ทั้งในอาคารสร้างใหม่ และการปรับปรุงอาคารเก่า (Retrofit) เพื่อดันค่า Damping ให้สูงกว่า 5% ซึ่งจะช่วยซับแรงสั่นสะเทือนได้อย่างมหาศาล
เทคโนโลยีและทางรอด ที่ “ต้องทำ”
เมื่อเราหนีธรรมชาติไม่ได้ การปรับตัวและนำนวัตกรรมมาใช้จึงเป็นทางออกเดียว ศ. เป็นหนึ่ง ได้เสนอแนวทางปฏิบัติที่สามารถทำได้จริงเพื่อปกป้องชีวิตประชาชน
1. ติดตั้งอุปกรณ์ลดการสั่นสะเทือน (Damper Technology) อุปกรณ์อย่าง Fluid Viscous Damper (FVD) หรือ Metallic Damper สามารถนำมาติดตั้งเสริมในอาคารที่สร้างเสร็จแล้ว (Retrofit) ได้ โดยอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยเพิ่มอัตราการสลายพลังงาน (Damping) ให้อาคารทะลุ 5% ช่วยลดความรุนแรงของการโยกตัวได้อย่างชะงัด
2. ระบบตรวจวัดสุขภาพโครงสร้างอัจฉริยะ (Structural Health Monitoring – SHM) มีการริเริ่มติดตั้งเซนเซอร์วัดความเร่ง (Acceleration Sensors) เช่น MEMS และ Raspberry Shake ในอาคารต่างๆ รวมถึงโรงพยาบาลในจังหวัดเชียงราย และเริ่มขยายผลในกรุงเทพฯ
“เราจะรู้เลยว่าทั้งตัวอาคารเนี่ยมันยังปลอดภัยอยู่หรือเปล่า ตรงไหนจะมีความเสียหายบ้างการตัดสินใจตรงนี้มีความสำคัญมากสำหรับอาคารบางประเภท เช่น โรงพยาบาลการที่จะย้ายผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ป่วยจำนวนมากที่ Handicap ลงมาเนี่ย เป็นเรื่องใหญ่มาก”
3. ระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Earthquake Early Warning System) เนื่องจากกรุงเทพฯ อยู่ไกลจากศูนย์กลางแผ่นดินไหว คลื่น P Wave จะเดินทางมาถึงก่อนคลื่น S Wave เสมอ ส่วนต่างของเวลานี้สร้าง “นาทีชีวิต” ให้ระบบสามารถแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าได้ประมาณ 1 นาทีเศษ ก่อนที่ตึกจะเริ่มสั่นสะเทือนรุนแรง
โรดแมป 3-5 ปี กฎหมายต้องเร็วกว่าภัยพิบัติ
จากอดีตที่ประเทศไทยใช้เวลาถึง 7 ปี (จากปี 2557 สู่ 2564) ในการแก้กฎหมาย ศ.เป็นหนึ่ง มองว่า สำหรับเหตุการณ์สะเทือนกรุงเทพฯ ครั้งล่าสุด เราต้องเร่งสปีดให้ทันโลกในต่างประเทศเขาใช้สปีดเร็วกว่านี้ 3-5 ปีคงจะมีการอัปเดตกฎหมายใหม่ มาแทนกฎหมายเก่า มีทั้งการปรับปรุงมาตรฐาน ปรับปรุง Design Spectrum และปรับปรุงกระบวนการออกแบบก่อสร้างทั้งหมด
แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาด “การสนับสนุนทุนวิจัยอย่างต่อเนื่อง” ภาครัฐต้องเลิกให้ทุนวิจัยแบบ “มาตามกระแสแล้วก็หายไป” เพราะการปรับปรุงรหัสการก่อสร้างระดับชาติ ต้องอาศัยการเก็บข้อมูลที่แม่นยำ ทั้งการพัฒนาโมเดลแอ่งดิน 3 มิติ และการประเมินอาคารนอกจากนี้ การติดตั้ง ระบบตรวจวัดสุขภาพโครงสร้าง ในอาคารสำคัญอย่างโรงพยาบาล เพื่อประเมินความปลอดภัยทันทีหลังเกิดเหตุ ก็เป็นอีกหนึ่งมาตรฐานที่กำลังผลักดันให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ
“ขณะที่วิวัฒนาการของกฎหมายแผ่นดินไหวไทย เดินทางมาไกลจากจุดที่ไม่มีอะไรเลย สู่การคลุมพื้นที่กว่าครึ่งประเทศ บทเรียน 1 ปีที่ผ่านมา คือใบเบิกทาที่จะนำไปสู่ “การรื้อและสร้างมาตรฐานใหม่” เพราะในอนาคต หากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สิ่งที่จะปกป้องชีวิตคนกรุงเทพฯ นับล้าน ไม่ใช่ความโชคดีแต่คือ “กฎหมายที่เข้มแข็ง” และ โครงสร้างวิศวกรรมที่เตรียมพร้อมมาอย่างดีที่สุด”
จุดอ่อนที่กลายเป็นข้อได้เปรียบของคนกรุง คือกรุงเทพฯ อยู่ห่างไกลจากรอยเลื่อนหลักนับพันกิโลเมตร ระยะทางที่ไกลแสนไกลนี้กลับกลายเป็น “เกราะป้องกันด้านเวลา”
ศ.เป็นหนึ่ง อธิบายกลไกทางธรรมชาติว่า ทุกครั้งที่เกิดแผ่นดินไหว พลังงานจะถูกปล่อยออกมาในรูปแบบของคลื่น 2 ชนิดหลัก ที่เดินทางด้วยความเร็วต่างกันอย่างชัดเจน
- คลื่นปฐมภูมิ (P-wave): คือ “คลื่นนำสาร” เป็นคลื่นขนาดเล็กที่เดินทางรวดเร็วที่สุด พุ่งทะยานจากจุดกำเนิดมาถึงเราก่อน คลื่นนี้แม้จะไม่รุนแรงและไม่ทำให้อาคารพังทลาย แต่เซนเซอร์ตรวจจับแผ่นดินไหวจะรับรู้ความผิดปกตินี้ได้ทันที!
- คลื่นทุติยภูมิ (S-wave) และคลื่นพื้นผิว (Surface wave): นี่คือ “เพชฌฆาต” ตัวจริง เป็นคลื่นที่เดินทางช้ากว่า แต่มีพลังทำลายล้างสูง เป็นตัวการที่ทำให้พื้นดินแกว่ง และตึกระฟ้าในกรุงเทพฯ เกิดการสั่นพ้อง (Resonance) จนโยกตัวรุนแรง
“สำหรับกรุงเทพฯ เราอยู่ห่างจากรอยเลื่อนอย่างสะกายในพม่าเกือบพันกิโลเมตร คลื่น P-wave จะเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ก่อนคลื่น S-wave ประมาณ 1 นาทีเศษ เวลาตรงนี้แหละ คือนาทีชีวิตที่ทำให้เรามีเวลาพอที่จะแจ้งเตือนล่วงหน้าได้”
หลักการของ ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า คือการใช้ประโยชน์จาก “ส่วนต่างของเวลา” (Time Gap) ระหว่างคลื่นสองชนิดนี้ แผ่นดินไหวระยะไกล (Distant Earthquake): ยิ่งจุดกำเนิดอยู่ไกล ส่วนต่างเวลาระหว่างคลื่น P และ S ก็ยิ่งกว้างขึ้น หากจุดศูนย์กลางอยู่ที่ทะเลอันดามัน หรือตอนกลางของเมียนมา เซนเซอร์ที่ติดตั้งไว้ใกล้รอยเลื่อนจะตรวจจับคลื่น P-wave ได้ทันที และคอมพิวเตอร์จะคำนวณขนาดความรุนแรง พร้อมส่งสัญญาณเตือนภัยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (ซึ่งเร็วกว่าความเร็วคลื่นแผ่นดินไหว) พุ่งตรงมายังสมาร์ตโฟนของคนกรุงเทพฯ
ทำให้ประชาชนมีเวลา 1-2 นาที ในการหยุดลิฟต์ ปิดวาล์วแก๊ส หลบใต้โต๊ะ หรืออพยพผู้ป่วยลงจากตึกแผ่นดินไหวระยะใกล้ ในทางกลับกัน หากเหตุการณ์เกิดขึ้นใต้ฝ่าเท้า หรือห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร (เช่น กรณีรอยเลื่อนแม่จัน หรือรอยเลื่อนแม่ทาในภาคเหนือ) คลื่น P-wave และ S-wave จะเดินทางมาถึงแทบจะพร้อมๆ กันในเสี้ยววินาที ระบบคอมพิวเตอร์จะไม่มีเวลาประมวลผลและส่งสัญญาณเตือนได้ทัน ทำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงระยะประชิด แทบไม่มีโอกาสได้รับสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าเลย
ถอดบทเรียน “ญี่ปุ่น” เมื่อเทคโนโลยีนำหน้าภัยพิบัติ
หากมองไปที่ประเทศมหาอำนาจด้านแผ่นดินไหวอย่าง ประเทศญี่ปุ่น, ไต้หวัน หรือเม็กซิโก ระบบ EEWS ไม่ใช่แค่เรื่องในห้องทดลอง แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่ปกป้องชีวิตคนนับล้าน ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อเครือข่ายเซนเซอร์นับพันจุดทั่วประเทศ ตรวจจับคลื่น P-wave (คลื่นเล็ก) ได้ ระบบอัจฉริยะจะสั่งการโดยอัตโนมัติภายในไม่กี่วินาที
- รถไฟความเร็วสูง (Shinkansen) จะถูกสั่งเบรกฉุกเฉินทันทีก่อนที่รางจะเริ่มบิดเบี้ยว
- วาล์วท่อก๊าซหลักของเมืองจะถูกตัดการทำงานอัตโนมัติเพื่อป้องกันไฟไหม้ใหญ่
- โทรศัพท์มือถือทุกเครื่องของประชาชนจะดังลั่น พร้อมข้อความเตือนให้หาที่กำบังตัว “ก่อนที่ตึกจะเริ่มสั่น”
- นี่คือผลลัพธ์ของการลงทุนเปลี่ยนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ให้กลายเป็นเกราะคุ้มกันภัยระดับชาติ
แม้ในทางเทคนิค “กรุงเทพมหานคร” จะเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการใช้ระบบเตือนภัยล่วงหน้า (เนื่องจากภัยหลักมาจากระยะไกล) แต่ความเป็นจริงในปัจจุบันกลับน่าเป็นห่วง ปัจจุบันประเทศไทย โดยหน่วยงานของรัฐ ยังไม่มีระบบแจ้งเตือนแบบ “เรียลไทม์” ก่อนเกิดเหตุ สิ่งที่เรามีคือการประมวลผลและออกประกาศแจ้งเตือน “หลังจากเกิดแผ่นดินไหวไปแล้วประมาณ 10 นาที” ซึ่งสายเกินไปสำหรับการรักษาชีวิตและทรัพย์สินเมื่อตึกเริ่มโยกตัว
ข้อเสนอเชิงนโยบายสู่อนาคตแห่งความปลอดภัยที่ยั่งยืน
หนึ่งปีที่ผ่านมา คือบททดสอบครั้งใหญ่ที่กระชากให้เราเห็นจุดอ่อนของเมืองหลวง ทว่าการจะอุดรอยรั่วเหล่านี้ได้ ต้องอาศัยเจตจำนงระดับชาติ ศ.เป็นหนึ่ง
ปัญหาคือทุนวิจัยมันมาตามกระแส ถ้ากระแสหมดก็หายไปหมด ทำวิจัยแบบนี้ไม่ได้ ทำลำบากมาก แต่ถ้ามีเงินทุนซัปพอร์ตอย่างต่อเนื่อง นักวิจัยก็เรียนรู้ พัฒนาความรู้ไปเรื่อยๆ พอถึงขั้นนึงก็ได้ดอกได้ผลเอาไปใช้ปรับปรุงกฎหมายได้ในต่างประเทศเขาใช้สปีดเร็วกว่านี้หน่อย 3-5 ปีคงจะมีการอัปเดตกฎหมายใหม่ มาแทนกฎหมายเก่า มีทั้งการปรับปรุงมาตรฐาน ปรับปรุง Design Spectrum ปรับปรุงกระบวนการออกแบบก่อสร้างทั้งหมด