คนไทยเลิฟอาหารญี่ปุ่นเสมอ Minor Food เปิด The Stone ร้านอูด้งพรีเมียมแมส
ภาพจำของ Minor Food สำหรับหลายคน มักผูกกับร้านอาหารอิตาเลียน เกาหลี หรือแบรนด์ขนมอย่างไอศกรีมเป็นหลัก แต่ที่ผ่านมา พอร์ตของบริษัทแทบยังไม่มีร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างจริงจัง
ล่าสุด Minor Food จึงตัดสินใจขยายพอร์ตด้วยการเปิดแบรนด์ใหม่ “The Stone” เข้าสู่ตลาดอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่ารวมราว 50,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นจำนวนร้านราวๆ 5,700 ร้านทั่วประเทศ
TODAY Bizview ได้พูดคุยกับ ‘อนุพนธ์ นิธิยานันท์’ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ถึงเบื้องหลังการปั้นแบรนด์ใหม่ “The Stone” ซึ่งถือเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์แรกของ Minor Food
[ ตลาดอาหารญี่ปุ่นแข่งเดือด แต่ Minor เห็นช่องว่างใน “อูด้ง” เลยปั้น The Stone ขึ้นมา ]
‘อนุพนธ์ นิธิยานันท์’ เล่าว่า ปัจจุบัน ตลาดอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยอยู่ในช่วงอิ่มตัว คือเติบโตมาถึงจุดที่มีผู้เล่นจำนวนมากและการแข่งขันค่อนข้างสูง ในปีที่ผ่านมายังมีบางเซกเมนต์ที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะ กลุ่มบุฟเฟ่ต์ และ ตลาดแมส
หากเจาะลึกลงไป ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยสามารถแบ่งออกเป็น 5 เซกเมนต์หลัก ได้แก่
- Traditional Japanese Dining ร้านอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ที่เน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบและรสชาติแบบต้นตำรับ
[* Sushi & Sashimi เดิมเป็นตลาดระดับ High\-end แต่ปัจจุบันขยายตัวลงมาสู่ตลาดแมสมากขึ้น ทั้งในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ ร้านเชน ไปจนถึงร้านตามตลาดนัด , * Shabu & Suki เป็นเซกเมนต์ที่แข่งขันดุเดือดมาก ปัจจุบันหลายแบรนด์ปรับรูปแบบเป็น หม้อสองน้ำซุป และเน้นโมเดล บุฟเฟ่ต์ มากขึ้น , * Premium Japanese Dining ร้านที่สร้างความแตกต่างผ่าน ประสบการณ์การกิน และความเฉพาะทางของเมนู เช่น ร้านแฮมเบิร์กสไตล์ญี่ปุ่น , * Specialist & Solo Dining เทรนด์ การกินคนเดียว กำลังมาแรง รวมถึงร้านที่เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น เทปปันยากิที่มีการโชว์ทำอาหาร หรือร้านที่ชูเมนูใดเมนูหนึ่งเป็นจุดขาย ]
แม้ภาพรวมตลาดจะดูอิ่มตัว แต่ Minor มองว่ายังมี โอกาสในบางเซกเมนต์ โดยเฉพาะในกลุ่ม อาหารเส้น และหากดูในตลาด ราเมง ปัจจุบันมีเจ้าตลาดที่แข็งแกร่งและกลายเป็นตลาดแมสไปแล้ว แต่ในฝั่งของ “อูด้ง” กลับยังไม่มีแบรนด์ที่หยิบขึ้นมาสร้าง เรื่องราวของแบรนด์อย่างจริงจัง ทำให้การแข่งขันยังไม่หนาแน่นมากนัก
“Minor จะเริ่มเปลี่ยนตัวเองจากความที่เป็น operator ให้กลายเป็น innovator การเป็นผู้สร้างสรรค์สำหรับ concept ต่างๆ” อนุพนธ์ กล่าว
[ The Stone ร้านอูด้งหม้อหินร้อน ตั้งเป้าขยาย 100 สาขาใน 5 ปี ]
จึงกลายเป็นที่มาของร้าน “The Stone” ซึ่งเปิดสาขาแรกที่ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า จุดเด่นของ แบรนด์คือการเสิร์ฟอูด้งใน “หม้อหินร้อน” ที่ช่วยรักษาอุณหภูมิของซุปให้ร้อนกำลังดีในทุกคำ ระหว่างรับประทานจะได้ยินเสียงเดือดเบา ๆ ของน้ำซุป พร้อมไอร้อนและกลิ่นหอมจากซุปที่เคี่ยวนาน
มีเส้นอูด้งให้เลือกถึง 3 รูปแบบ เพื่อให้ตอบโจทย์รสนิยมที่แตกต่างของลูกค้า
- Inaniwa Udon เส้นบาง รูปทรงแบน เรียบเนียน รับประทานง่าย
[* Sanuki Udon เส้นหนาปานกลาง รูปทรงเหลี่ยม เหนียวนุ่มเป็นพิเศษ , * Mochi Udon เส้นหนาพิเศษ เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่มคล้ายโมจิ ]
เส้นทั้ง 3 แบบถูกออกแบบให้เข้ากับซุปแต่ละชนิด และเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ค้นหาเส้นทีชอบ ในแบบของตัวเอง
ในด้านของซุป The Stone ก็ไม่ได้หยุดแค่ซุปอูด้งแบบดั้งเดิม แต่ยังกล้าฉีกกรอบด้วยการนำเสนอ ซุปสไตล์ญี่ปุ่นในรูปแบบใหม่ ที่ไม่ค่อยถูกจับคู่กับอูด้งในตลาดเดิม ทั้งเมนู Non-Spicy ที่เน้นรสชาติกลมกล่อม อบอุ่น และเมนู Spicy ที่เพิ่มความจัดจ้านให้ถูกปากคนรุ่นใหม่ และชูเครื่องเคียง 7 อย่างที่เติมได้ไม่อั้นซึ่งรวมอยู่ในราคาเมนูหลักแล้ว โดยราคาเริ่มต้น ที่ 139 บาท
สำหรับเป้าการขยาย The Stone วางตัวเป็น Premium Mass คือเข้าถึงง่ายในราคาแมส แต่ให้ประสบการณ์และคุณภาพในระดับพรีเมียม ทางร้านตั้งเป้าหมายยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิล อยู่ที่ประมาณ 300 บาท และมีแผนขยาย 100 สาขาทั่วประเทศ ภายในระยะเวลา 5 ปี
[ ร้านอาหารต้นทุนสูงขึ้น โดยเฉพาะเรื่องบรรจุภัณฑ์ แต่อาจเป็นโอกาสให้ลูกค้ากลับมาทานที่ร้านมากขึ้น ]
ในอีกมุมหนึ่ง สถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก กำลังสร้างแรงกดดันต่อธุรกิจอาหารผ่าน ‘อนุพนธ์ นิธิยานันท์’ เล่าให้ฟังว่า ต้นทุนด้านต่างๆ โดยเฉพาะราคาพลังงานและโลจิสติกส์ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าขนส่งและการกระจายสินค้าไปยังสาขาต่างๆ รวมถึงความเสี่ยงเรื่องการส่งของล่าช้าหรือสินค้าบางประเภทขาดแคลนในบางพื้นที่
นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อ ราคาวัตถุดิบทางการเกษตร โดยเฉพาะผักและผลไม้ เนื่องจากตลาดปุ๋ยโลกได้รับแรงกระทบจากสงคราม ทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น และสะท้อนกลับมาที่ราคาวัตถุดิบในธุรกิจอาหาร แบรนด์อย่าง Sizzler ซึ่งใช้ผักสดจำนวนมากจึงอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนส่วนนี้โดยตรง
อีกหนึ่งต้นทุนที่ได้รับผลกระทบคือ บรรจุภัณฑ์พลาสติก เนื่องจากเป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมน้ำมัน เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ต้นทุนของกล่องอาหาร ช้อนส้อมพลาสติก หรือแก้วที่ใช้ในบริการเดลิเวอรี่ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม บริษัทพยายาม ตรึงราคาอาหารให้นานที่สุด โดยอาจทำได้ราว 1–3 เดือนตามรอบสต็อกวัตถุดิบ พร้อมปรับตัวผ่านการเปลี่ยนเมนูบางรายการหรือหันมาใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษมากขึ้น ขณะเดียวกันต้นทุนเดลิเวอรี่ที่สูงขึ้น อาจทำให้ผู้บริโภคบางส่วน กลับมาทานอาหารที่ร้านมากขึ้นในระยะต่อไป