"เอกนิติ" เผยมติ คตร. ให้โรงกลั่นนำกำไรส่วนเกิน โอนเข้ากองทุนน้ำมันฯ ลดราคาขายปลีกหน้าปั๊มช่วยประชาชนก่อน "สงกรานต์"
"เอกนิติ" เผยมติ คตร. ให้โรงกลั่นนำกำไรส่วนเกิน โอนเข้ากองทุนน้ำมันฯ ลดราคาขายปลีกหน้าปั๊มช่วยประชาชนก่อน "สงกรานต์"
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ว่า จากการหารือผลการตรวจสอบ “ค่าการกลั่น” และต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่นน้ำมัน พบว่าในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ราคามีความผันผวนสูง อยู่ที่ระดับ 13–14 บาทต่อลิตร และสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7.30 บาทต่อลิตร
ทั้งนี้ แม้จะมีการนำปัจจัย “ค่าความเสี่ยงภัยสงคราม” หรือ War Premium เข้ามาคำนวณเป็นต้นทุนส่วนเพิ่มของน้ำมันดิบแล้ว แต่กำไรจากการกลั่นยังคงอยู่ในระดับที่สูงผิดปกติ สะท้อนถึงการเกิด “กำไรส่วนเกิน” ในระบบ
คตร. จึงมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเร่งเจรจากับผู้ประกอบการโรงกลั่น เพื่อตรวจสอบตัวเลขกำไรส่วนเกินอย่างละเอียด คำนวณต้นทุนที่แท้จริง และนำกำไรส่วนเกินดังกล่าวมาหาแนวทางปรับลดราคาน้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระของประชาชนโดยเร็วที่สุด
ในส่วนของแนวทางการบริหารจัดการ “กำไรส่วนเกิน” คณะกรรมการ คตร. ได้พิจารณาภายใต้กรอบกฎหมายปัจจุบันที่มีอยู่ โดยอ้างอิงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565 ซึ่งเคยใช้ช่วยเหลือประชาชนในช่วงสถานการณ์สงครามรัสเซีย–ยูเครน พร้อมทั้งเชิญสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้าร่วมหารือ และเห็นว่าการนำค่าการกลั่นส่วนเกินของโรงกลั่นมาใช้ช่วยเหลือประชาชนสามารถดำเนินการได้
นายเอกนิติ ระบุว่า กระทรวงพลังงานขอความร่วมมือกับกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันนำส่งกำไรส่วนหนึ่งที่เป็นกำไรกรณีพิเศษจากค่าการกลั่น เพื่อนำมาช่วยเหลือประชาชนโดยส่งผ่านไปที่ราคาน้ำมันเพื่อลดผลกระทบในทันที ทั้งนี้ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปคำนวณตัวเลขรายละเอียดต้นทุนและรายได้ที่แท้จริง รวมถึงเจรจากับโรงกลั่นแต่ละแห่ง เนื่องจากแต่ละโรงมีต้นทุนการซื้อน้ำมันดิบที่ต่างกัน
โดยเตรียมเสนอแนวทางต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 6 เมษายนนี้ และคาดว่าจะสามารถปรับลดราคาน้ำมันได้ทันที เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์
สำหรับมาตรการ “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการศึกษา โดยประเมินว่าเป็นมาตรการที่ให้ผลเพียงครั้งเดียว ขณะที่ราคาน้ำมันมีความผันผวนขึ้นลงตลอดเวลา จึงเลือกใช้แนวทางนำกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาช่วยเหลือโดยตรง ซึ่งถือเป็นวิธีที่รวดเร็วและตรงจุดที่สุด โดยไม่ต้องรอกระบวนการออกกฎหมายใหม่
นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ยอมรับว่าการขนส่งน้ำมันผ่านพื้นที่เสี่ยง เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ จำเป็นต้องมี “ค่าความเสี่ยงสงคราม” หรือ War Premium ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงเพิ่มเติม ทำให้สามารถนำเรือบรรทุกน้ำมันผ่านออกมาได้ โดยคณะกรรมการฯ ได้ให้โรงกลั่นชี้แจงรายละเอียดต้นทุนส่วนนี้อย่างชัดเจน เพื่อนำมาคำนวณขอบเขตการช่วยเหลือ ว่าจะสามารถช่วยเหลือได้ในวงเงินเท่าใด และระยะเวลานานเพียงใด
ทั้งนี้ การช่วยเหลือจะพิจารณาเป็นรายเดือน เนื่องจากไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์สงครามจะยืดเยื้อไปในทิศทางใด โดยกลไกการส่งผ่านความช่วยเหลือจะดำเนินการผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
นอกจากนี้ คตร. ยังได้พิจารณากำหนดค่าการตลาดน้ำมันทุกชนิดไม่เกิน 2.45 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาขายปลีกมากเกินไป พร้อมเสนอการใช้กลไก “เพดานราคา” (Ceiling) และ “ราคาขั้นต่ำ” (Floor) ให้กระทรวงพลังงานนำไปพิจารณา รวมถึงข้อเสนอการใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือในการดูแลราคาน้ำมัน ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ข่าวดี ที่ประชุม กบน. มีมติตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล
- สรุปประเด็น “น้ำมันหาย” 57 ล้านลิตร รัฐบาลยอมรับพบการกักตุน-ประวิงเวลาขนส่ง-ปฏิเสธจ่ายน้ำมัน
- "ราคาน้ำมัน" จ่อทะลุ 150 ดอลลาร์/บาเรล หาก "ช่องแคบฮอร์มุซ" สะดุดถึงพ.ค.
- "วิกฤตประดิษฐ์" น้ำมันหายแต่กำไรพุ่ง เสนอ 7 ข้อฝ่าทางตันพลังงาน
- เอกนิติ ลุยรื้อโครงสร้างน้ำมัน จี้โรงกลั่นเปิดต้นทุนจริง