โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เศรษฐกิจไทยไตรมาสสอง งานชิ้นแรก บนฝ่ามือ ครม.อนุทิน 2

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 04 เม.ย. เวลา 08.30 น. • เผยแพร่ 04 เม.ย. เวลา 08.29 น.

เศรษฐกิจ

ไตรมาสแรกปี 2569 มาพร้อมกับความหวัง แม้ไทยยังต้องรับมือนโยบาย “ภาษี” ป่วนโลกของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งไทยก็ไม่ได้โดดเดี่ยวประเทศเดียว เจอปัญหาลักษณะเดียวกันทั่วโลก

ขณะที่ในประเทศผ่านการเลือกตั้งไปด้วยความสงบ มาพร้อมกับความคาดหวังจะได้มืออาชีพมาบริหารด้านเศรษฐกิจประเทศ ส่งผลให้การส่งออกยังโตได้ดี และจีดีพีคาดหวังเป็นบวก

แต่ปลายไตรมาสแรก ทั่วโลกก็ช็อกกับเหตุการณ์สหรัฐโจมตีอิหร่าน ลุกลามเป็นสงครามตะวันออกกลาง เหตุการณ์โจมตีกันไปมา ได้ทำลายแหล่งน้ำมัน ปิดกั้นขนส่งทางเรือที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยิ่งนานวันยิ่งกระทบต่อราคาน้ำมัน โภคภัณฑ์ และวัตถุดิบเพื่่อใช้ในการผลิต ในไทยเจอโกลาหลกับการแบกรับภาระค่าพลังงานที่พุ่งพรวด และแทรกไปอยู่ในทุกขั้นตอนของการผลิตและการค้า

ก้าวเข้าเดือนที่สองของเหตุการณ์สู้รบในตะวันออก ที่ยังไม่ชัดว่าจะยืดเยื้อต่อเดือนที่สอง หรือทุกฝ่ายหาทางลง! ดังนั้น กูรูด้านเศรษฐกิจมองภาพเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสองปี 2569 นี้ “มืดครึม”

“ธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ภาพยังไม่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไตรมาสสองปีนี้จะติดลบ แต่มีโอกาสโตต่ำกว่าไตรมาสแรกที่คาดขยายตัวได้ 1-2% เพราะยังมีปัจจัยราคาน้ำมันโลกและราคาพลังงานในประเทศจะขึ้นอีกเท่าใด ราคาสินค้าขึ้น ต้นทุนใช้ชีวิตมากขึ้น จะส่งผลต่ออารมณ์ท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์

หากเหตุสู้รบยังยืดเยื้อ 3 เดือนและราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยทั้งปีเกิน 100-110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะกระทบต่อจีดีพี 0.4-0.9% ต่อไตรมาส เศรษฐกิจทั้งปีมองไว้ขยายตัว 2% อาจเหลือ 1-1.5%

อีกคน “ธนิต โสรัตน์” รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย กล่าวคำแรกถึงสภาพเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสองปีนี้ว่า เหนื่อยหมด ตั้งแต่รัฐบาล ธุรกิจ เกษตรกร ทำประมง ยิ่งนานวันจะส่งผลไปถึงเพิ่มภาระครัวเรือน

ครั้งนี้จะเป็นวิกฤตที่รุนแรงกว่าที่เคยเกิด ทุกครั้งมีน้ำมันใช้เพียงพอ แม้ราคาสูงขึ้นบ้าง แต่รอบนี้ภาพน้ำมันไม่พอตั้งแต่ต้น ยังลุกลามถึงปริมาณและราคาวัตถุดิบ โภคภัณฑ์หายากและตึงตัว

แค่เรื่องนี้ กว่าเศรษฐกิจจะฟื้นต้องใช้เวลากว่า 6 เดือนถึง 12 เดือน ราคาดีเซลหากปล่อยลอยตัวทุก 1 บาท กระทบขนส่ง 1.6% และน้ำมันเป็นสัดส่วน 12% ในการคำนวนดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อ) และดีเซลต้นทุนแอบแฝงไปกับทุกสินค้าและบริการ เริ่มมองเงินเฟ้อสูง 5-6% จากต้นปีประเมินไว้ต่ำแค่ 1% กระทบต่อภาคบริโภคหดตัว 4% จากเดิมบวก 2-5% ส่งออกตลาดตะวันออกกลางเป็น 0% ไทยเคยส่งไปตะวันออกปีละ 4 แสนล้านบาทก็จะหายไป เส้นทางเดินเรือต้นทุนขนส่งขึ้นแล้ว 40-45% ต่างชาติเที่ยวไทยเป้าปีนี้หวังไว้ 35 ล้านคนอาจพลาดเป้า ภาคลงทุนเข้าภาวะลังเลอีกครั้ง

“หากน้ำมันลอยตัว 3 รอบ รอบละ 3-4 บาทต่อลิตร รวม 15-16 บาท เท่ากับธุรกิจและคนไทยจะจมเงินไปกับน้ำมันแพงขึ้น และหากจากนี้มีเหตุ accident การเมือง รวมกับวิกฤตน้ำมัน-ของแพง นิยาม เศรษฐกิจไทย ในไตรมาส 2/2569 คำเดียว “เสี่ยงวิบัติ”

ด้าน “อัทธ์ พิศาลวานิช” นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ฟันธง “เศรษฐกิจไทย 2569 : วิกฤตค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต ทำ GDP ต่ำสุดในรอบ 5 ปี” อธิบายไว้ 4 ประเด็น คือ

1. สามปัจจัยเสี่ยง : ราคาดีเซล ไฟฟ้า ปุ๋ย กดเศรษฐกิจไทยปี 2026 ต่ำสุดรอบ 5 ปี ด้วยไทยเป็นหนึ่งที่เปราะบางต่อแรงกระแทกด้านพลังงาน เพราะพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศสูง เมื่อราคาน้ำมันดีเซลขึ้น ต้นทุนขนส่ง การผลิต และค่าครองชีพจะเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่ ราคาดีเซลเพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อลิตร จะทำให้ GDP ลดลง 0.15% ยิ่งรุนแรงขึ้นหากค่าไฟฟ้าและราคาปุ๋ยปรับขึ้นพร้อมกัน เพราะซ้ำเติมทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคเกษตรในเวลาเดียวกัน เสี่ยงทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2026 โตต่ำ โดยเฉพาะหากไม่มีมาตรการชดเชยจากภาครัฐเพียงพอ เศรษฐกิจจะติดลบ ต้องพิจารณาจากปัจจัยอื่น เช่น การท่องเที่ยว การใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออกด้วย

2. ไตรมาส 2 และ 3 ปี 2569 ขยายตัวต่ำ เมื่อพิจารณาในเชิงรายไตรมาส พบว่า ผลกระทบจาก 3 ปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่ ราคาน้ำมันดีเซล ค่าไฟฟ้า และราคาปุ๋ยจะทยอยส่งผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ที่รับแรงกดดันปรากฏชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากเป็นระยะที่ต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิตเริ่มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่กำลังซื้อของภาคครัวเรือนอ่อนแอลง ทั้งนี้ ไตรมาสที่ 3 มีแนวโน้มได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลกระทบสะสมถึงระดับสูงสุด ประกอบกับปัจจัยฤดูกาลที่ไม่เอื้อต่อการท่องเที่ยว และการฟื้นตัวของภาคส่งออกที่ยังจำกัด ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ หรือมีความเสี่ยงเข้าใกล้ภาวะชะงักงัน มากที่สุดในปี

3. ค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต : โจทย์หินของรัฐบาลใหม่ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้กำไรของภาคธุรกิจลดลง อาจส่งผลต่อการเลิกจ้าง ซึ่งรายได้ของประชาชนไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพ มีความเสี่ยงที่หนี้ครัวเรือนอาจเข้าใกล้ระดับ 90% ของ GDP ยิ่งจำกัดกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ เสี่ยงต่อการเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงาน และการปิดกิจการขนาดย่อม (SMEs)

ประเด็นที่ 4. นั้น อัทธ์แนะคณะรัฐมนตรีใหม่ออกมาตรการเร่งด่วนพยุงเศรษฐกิจ ตั้งแต่ 1. ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง อาจใช้กลไกโอนเงินตรงหรือบัตรคูปองสวัสดิการ 2. มาตรการดูแลราคาสินค้าจำเป็น : ตรึงราคาอุปโภคบริโภคอย่างน้อย 3 เดือน ควบคู่กับการอุดหนุนต้นทุนบางส่วนให้ SMEs 3. ลดต้นทุนพลังงานที่ต้นทาง เช่น ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า (Ft) ชั่วคราว การลดภาษีน้ำมัน จะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้พร้อมกัน และมีประสิทธิภาพมากกว่าการตรึงราคาที่ปลายทางอย่างเดียว 4. ดูแลราคาปุ๋ยและต้นทุนภาคเกษตร

และ 5. การดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท เพื่อลดแรงกดดันต่อราคานำเข้าและเงินเฟ้อ

ด้านการเมือง การเริ่มต้นเศรษฐกิจไตรมาสสองปี 2569 มาพร้อมกับ ครม.ใหม่ “อนุทิน 2” เข้าบริหารประเทศอย่างเป็นทางการหลังการเลือกตั้งใหญ่

โดยก่อนหน้านี้ เกริ่นแผนเตรียมจะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ฉุดราคาพลังงานพุ่งสูง ผ่าน 7 มาตรการบรรเทาผลกระทบพลังงาน มุ่งไปกลุ่มเปราะบางทั้งภาคประชาชน เกษตร และลงทุนทั่วไป เป็นมาตรการครบเครื่อง “ลด แลก แจก แถม”

จากนี้ต้องลุ้น ‘นโยบายไทยแลนด์ 10 พลัส’ ที่อนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมแถลงต่อรัฐสภาต้นเดือนเมษายน

จะสร้างความฮือฮาอะไรได้อีกบ้าง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เศรษฐกิจไทยไตรมาสสอง งานชิ้นแรก บนฝ่ามือ ครม.อนุทิน 2

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...