เศรษฐกิจไทยไตรมาสสอง งานชิ้นแรก บนฝ่ามือ ครม.อนุทิน 2
เศรษฐกิจ
ไตรมาสแรกปี 2569 มาพร้อมกับความหวัง แม้ไทยยังต้องรับมือนโยบาย “ภาษี” ป่วนโลกของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งไทยก็ไม่ได้โดดเดี่ยวประเทศเดียว เจอปัญหาลักษณะเดียวกันทั่วโลก
ขณะที่ในประเทศผ่านการเลือกตั้งไปด้วยความสงบ มาพร้อมกับความคาดหวังจะได้มืออาชีพมาบริหารด้านเศรษฐกิจประเทศ ส่งผลให้การส่งออกยังโตได้ดี และจีดีพีคาดหวังเป็นบวก
แต่ปลายไตรมาสแรก ทั่วโลกก็ช็อกกับเหตุการณ์สหรัฐโจมตีอิหร่าน ลุกลามเป็นสงครามตะวันออกกลาง เหตุการณ์โจมตีกันไปมา ได้ทำลายแหล่งน้ำมัน ปิดกั้นขนส่งทางเรือที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยิ่งนานวันยิ่งกระทบต่อราคาน้ำมัน โภคภัณฑ์ และวัตถุดิบเพื่่อใช้ในการผลิต ในไทยเจอโกลาหลกับการแบกรับภาระค่าพลังงานที่พุ่งพรวด และแทรกไปอยู่ในทุกขั้นตอนของการผลิตและการค้า
ก้าวเข้าเดือนที่สองของเหตุการณ์สู้รบในตะวันออก ที่ยังไม่ชัดว่าจะยืดเยื้อต่อเดือนที่สอง หรือทุกฝ่ายหาทางลง! ดังนั้น กูรูด้านเศรษฐกิจมองภาพเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสองปี 2569 นี้ “มืดครึม”
“ธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ภาพยังไม่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไตรมาสสองปีนี้จะติดลบ แต่มีโอกาสโตต่ำกว่าไตรมาสแรกที่คาดขยายตัวได้ 1-2% เพราะยังมีปัจจัยราคาน้ำมันโลกและราคาพลังงานในประเทศจะขึ้นอีกเท่าใด ราคาสินค้าขึ้น ต้นทุนใช้ชีวิตมากขึ้น จะส่งผลต่ออารมณ์ท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์
หากเหตุสู้รบยังยืดเยื้อ 3 เดือนและราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยทั้งปีเกิน 100-110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะกระทบต่อจีดีพี 0.4-0.9% ต่อไตรมาส เศรษฐกิจทั้งปีมองไว้ขยายตัว 2% อาจเหลือ 1-1.5%
อีกคน “ธนิต โสรัตน์” รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย กล่าวคำแรกถึงสภาพเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสองปีนี้ว่า เหนื่อยหมด ตั้งแต่รัฐบาล ธุรกิจ เกษตรกร ทำประมง ยิ่งนานวันจะส่งผลไปถึงเพิ่มภาระครัวเรือน
ครั้งนี้จะเป็นวิกฤตที่รุนแรงกว่าที่เคยเกิด ทุกครั้งมีน้ำมันใช้เพียงพอ แม้ราคาสูงขึ้นบ้าง แต่รอบนี้ภาพน้ำมันไม่พอตั้งแต่ต้น ยังลุกลามถึงปริมาณและราคาวัตถุดิบ โภคภัณฑ์หายากและตึงตัว
แค่เรื่องนี้ กว่าเศรษฐกิจจะฟื้นต้องใช้เวลากว่า 6 เดือนถึง 12 เดือน ราคาดีเซลหากปล่อยลอยตัวทุก 1 บาท กระทบขนส่ง 1.6% และน้ำมันเป็นสัดส่วน 12% ในการคำนวนดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อ) และดีเซลต้นทุนแอบแฝงไปกับทุกสินค้าและบริการ เริ่มมองเงินเฟ้อสูง 5-6% จากต้นปีประเมินไว้ต่ำแค่ 1% กระทบต่อภาคบริโภคหดตัว 4% จากเดิมบวก 2-5% ส่งออกตลาดตะวันออกกลางเป็น 0% ไทยเคยส่งไปตะวันออกปีละ 4 แสนล้านบาทก็จะหายไป เส้นทางเดินเรือต้นทุนขนส่งขึ้นแล้ว 40-45% ต่างชาติเที่ยวไทยเป้าปีนี้หวังไว้ 35 ล้านคนอาจพลาดเป้า ภาคลงทุนเข้าภาวะลังเลอีกครั้ง
“หากน้ำมันลอยตัว 3 รอบ รอบละ 3-4 บาทต่อลิตร รวม 15-16 บาท เท่ากับธุรกิจและคนไทยจะจมเงินไปกับน้ำมันแพงขึ้น และหากจากนี้มีเหตุ accident การเมือง รวมกับวิกฤตน้ำมัน-ของแพง นิยาม เศรษฐกิจไทย ในไตรมาส 2/2569 คำเดียว “เสี่ยงวิบัติ”
ด้าน “อัทธ์ พิศาลวานิช” นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ฟันธง “เศรษฐกิจไทย 2569 : วิกฤตค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต ทำ GDP ต่ำสุดในรอบ 5 ปี” อธิบายไว้ 4 ประเด็น คือ
1. สามปัจจัยเสี่ยง : ราคาดีเซล ไฟฟ้า ปุ๋ย กดเศรษฐกิจไทยปี 2026 ต่ำสุดรอบ 5 ปี ด้วยไทยเป็นหนึ่งที่เปราะบางต่อแรงกระแทกด้านพลังงาน เพราะพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศสูง เมื่อราคาน้ำมันดีเซลขึ้น ต้นทุนขนส่ง การผลิต และค่าครองชีพจะเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่ ราคาดีเซลเพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อลิตร จะทำให้ GDP ลดลง 0.15% ยิ่งรุนแรงขึ้นหากค่าไฟฟ้าและราคาปุ๋ยปรับขึ้นพร้อมกัน เพราะซ้ำเติมทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคเกษตรในเวลาเดียวกัน เสี่ยงทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2026 โตต่ำ โดยเฉพาะหากไม่มีมาตรการชดเชยจากภาครัฐเพียงพอ เศรษฐกิจจะติดลบ ต้องพิจารณาจากปัจจัยอื่น เช่น การท่องเที่ยว การใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออกด้วย
2. ไตรมาส 2 และ 3 ปี 2569 ขยายตัวต่ำ เมื่อพิจารณาในเชิงรายไตรมาส พบว่า ผลกระทบจาก 3 ปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่ ราคาน้ำมันดีเซล ค่าไฟฟ้า และราคาปุ๋ยจะทยอยส่งผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ที่รับแรงกดดันปรากฏชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากเป็นระยะที่ต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิตเริ่มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่กำลังซื้อของภาคครัวเรือนอ่อนแอลง ทั้งนี้ ไตรมาสที่ 3 มีแนวโน้มได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลกระทบสะสมถึงระดับสูงสุด ประกอบกับปัจจัยฤดูกาลที่ไม่เอื้อต่อการท่องเที่ยว และการฟื้นตัวของภาคส่งออกที่ยังจำกัด ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ หรือมีความเสี่ยงเข้าใกล้ภาวะชะงักงัน มากที่สุดในปี
3. ค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต : โจทย์หินของรัฐบาลใหม่ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้กำไรของภาคธุรกิจลดลง อาจส่งผลต่อการเลิกจ้าง ซึ่งรายได้ของประชาชนไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพ มีความเสี่ยงที่หนี้ครัวเรือนอาจเข้าใกล้ระดับ 90% ของ GDP ยิ่งจำกัดกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ เสี่ยงต่อการเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงาน และการปิดกิจการขนาดย่อม (SMEs)
ประเด็นที่ 4. นั้น อัทธ์แนะคณะรัฐมนตรีใหม่ออกมาตรการเร่งด่วนพยุงเศรษฐกิจ ตั้งแต่ 1. ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง อาจใช้กลไกโอนเงินตรงหรือบัตรคูปองสวัสดิการ 2. มาตรการดูแลราคาสินค้าจำเป็น : ตรึงราคาอุปโภคบริโภคอย่างน้อย 3 เดือน ควบคู่กับการอุดหนุนต้นทุนบางส่วนให้ SMEs 3. ลดต้นทุนพลังงานที่ต้นทาง เช่น ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า (Ft) ชั่วคราว การลดภาษีน้ำมัน จะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้พร้อมกัน และมีประสิทธิภาพมากกว่าการตรึงราคาที่ปลายทางอย่างเดียว 4. ดูแลราคาปุ๋ยและต้นทุนภาคเกษตร
และ 5. การดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท เพื่อลดแรงกดดันต่อราคานำเข้าและเงินเฟ้อ
ด้านการเมือง การเริ่มต้นเศรษฐกิจไตรมาสสองปี 2569 มาพร้อมกับ ครม.ใหม่ “อนุทิน 2” เข้าบริหารประเทศอย่างเป็นทางการหลังการเลือกตั้งใหญ่
โดยก่อนหน้านี้ เกริ่นแผนเตรียมจะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ฉุดราคาพลังงานพุ่งสูง ผ่าน 7 มาตรการบรรเทาผลกระทบพลังงาน มุ่งไปกลุ่มเปราะบางทั้งภาคประชาชน เกษตร และลงทุนทั่วไป เป็นมาตรการครบเครื่อง “ลด แลก แจก แถม”
จากนี้ต้องลุ้น ‘นโยบายไทยแลนด์ 10 พลัส’ ที่อนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมแถลงต่อรัฐสภาต้นเดือนเมษายน
จะสร้างความฮือฮาอะไรได้อีกบ้าง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เศรษฐกิจไทยไตรมาสสอง งานชิ้นแรก บนฝ่ามือ ครม.อนุทิน 2
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly