โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สภาอุตฯสั่งโรงงานลดใช้พลังงาน 20% รับวิกฤตน้ำมันโลก ชู AI–Pooling กดต้นทุน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิกฤตราคาพลังงานโลกกลับมาสั่นสะเทือนเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง หลังสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านมีแนวโน้มยืดเยื้อและทวีความรุนแรง ส่งผลให้เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันกว่า 20% ของโลก เผชิญความเสี่ยงจากการโจมตี จนทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะยานขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

สถานการณ์ในประเทศ บรรยากาศความกังวลเรื่องราคาพลังงานได้กระจายไปทั่ว ประชาชนจำนวนมากแห่เติมน้ำมันล่วงหน้า หลังมาตรการตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาลจะสิ้นสุดในวันที่ 16 มีนาคม 2569 และมีแนวโน้มปรับขึ้นราคาแบบขั้นบันไดเพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องชดเชยราคาน้ำมันมากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อวัน จนฐานะกองทุนติดลบเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนดังกล่าว ภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มเร่งปรับตัวเพื่อลดผลกระทบด้านต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานโลกใน 2 มิติหลัก คือเรื่องราคา และความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน แม้ขณะนี้ยังไม่เกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน แต่ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเร่งประหยัดการใช้พลังงาน เพราะไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสงครามจะยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างเพียงใด

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“สิ่งที่อุตสาหกรรมกังวลคือราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องซื้อน้ำมันผ่านจ็อบเบอร์ ซึ่งไม่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐเหมือนการขายปลีกหน้าปั๊ม ทำให้ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นทันทีหลายบาทต่อลิตร” นายเกรียงไกร กล่าว

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม เซรามิก ปูนซีเมนต์ เยื่อกระดาษ และอุตสาหกรรมพลังงาน จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากต้นทุนพลังงานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 35–50% ของต้นทุนการผลิต ขณะที่อุตสาหกรรมทั่วไปมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานประมาณ 10–20%

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว สภาอุตสาหกรรมฯ ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการสมาชิกทั่วประเทศให้เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยตั้งเป้าลดการใช้พลังงานเฉลี่ยลงให้ได้อย่างน้อย 20% ในทุกโรงงาน แนวทางดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากมาตรการที่เคยดำเนินการในช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครน ซึ่งโรงงานหลายแห่งสามารถลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 10% และในสถานการณ์ปัจจุบันต้องเพิ่มความเข้มข้นในการลดการใช้พลังงานให้มากขึ้น

“ทุกโรงงานต้องกลับไปดูว่าจุดไหนมีความสูญเสียหรือใช้พลังงานเกินจำเป็น ต้องเพิ่มประสิทธิภาพให้มากที่สุด การลดใช้พลังงาน 20% จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมรับมือสถานการณ์ระยะสั้นได้ทันที” นายเกรียงไกร กล่าว

นอกจากนี้อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตคือการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในกระบวนการผลิต สภาอุตสาหกรรมฯ ได้ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดำเนินโครงการ AI for Manufacturing หรือ AFTI เพื่อส่งเสริมให้โรงงานใช้ AI ในการบริหารจัดการกระบวนการผลิต ทั้งนี้ผลจากโครงการนำร่องพบว่า โรงงานที่นำ AI มาใช้สามารถลดต้นทุนและความสูญเสียในกระบวนการผลิตลงได้รวมถึง 30% ทั้งจากการเพิ่มความแม่นยำในการผลิต ลดปริมาณสต็อก และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

“ตอนนี้เรากำลังเร่งขยายโครงการเข้าสู่เฟส 2 และเฟส 3 เพื่อให้ผู้ประกอบการจำนวนมากขึ้นสามารถใช้ AI มาช่วยลดต้นทุนได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนพลังงานสูงแบบนี้”

นอกจากการลดต้นทุนด้านพลังงานแล้ว ภาคอุตสาหกรรมยังเร่งเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ โดยเสนอแนวคิดระบบ “Pooling” หรือการรวมการขนส่งสินค้า แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการหลายรายสามารถใช้พื้นที่ขนส่งร่วมกัน ทำให้รถบรรทุกออกเดินทางแบบเต็มคัน และลดปัญหารถบรรทุกวิ่งเที่ยวเปล่าขากลับ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของเที่ยวรถทั้งหมด โดยสภาอุตสาหกรรมฯ อยู่ระหว่างผลักดันการพัฒนาแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชัน เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการให้สามารถใช้ระบบขนส่งร่วมกันได้มากขึ้น

ในด้านนโยบายพลังงาน นายเกรียงไกรระบุว่า ภาคเอกชนเห็นด้วยกับแนวทางของภาครัฐในการเพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยและเมียนมา เพื่อทดแทนการนำเข้า LNG ที่มีราคาสูง ขณะเดียวกันยังควรเพิ่มการซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะสั้น เนื่องจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทยยังพึ่งพา LNG นำเข้าประมาณ 40% หากราคาก๊าซในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลต่อค่าไฟฟ้าในงวดถัดไป โดยเฉพาะงวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569

ในระยะยาว สภาอุตสาหกรรมฯ เสนอให้รัฐบาลยกระดับการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น เอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง ให้เป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน โดยประเทศไทยมีศักยภาพด้านวัตถุดิบชีวภาพสูง ทั้งอ้อย มันสำปะหลัง และพืชพลังงาน ซึ่งสามารถนำมาผลิต Biofuel ได้ในระดับอุตสาหกรรม

“เราควรเรียนรู้จากโมเดลของบราซิล ที่สามารถใช้พืชพลังงานผลิตเชื้อเพลิงทดแทนได้เกือบทั้งหมด ประเทศไทยก็มีศักยภาพแบบเดียวกัน หากผลักดันจริงจังจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานได้”

สภาอุตสาหกรรมฯ ยังได้ทำแบบจำลองสถานการณ์ (Simulation) ประเมินผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกต่อเศรษฐกิจไทย หากราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ระดับประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจเติบโตได้ราว 1.6% แต่หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสู่ระดับ 100–125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสถานการณ์ยืดเยื้อ อัตราการเติบโตของ GDP อาจลดลงเหลือเพียงประมาณ 1.3%

“สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมกังวลที่สุดไม่ใช่แค่ราคา แต่คือความเสี่ยงที่จะเกิดการขาดแคลนพลังงาน เพราะหากพลังงานขาดจนโรงงานต้องหยุดการผลิต ผลกระทบจะรุนแรงกว่ามาก โดยสรุปท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ภาคอุตสาหกรรมไทยจึงต้องเร่งปรับตัว ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน นำเทคโนโลยีมาลดต้นทุน และพัฒนาโครงสร้างพลังงานทางเลือก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและประคองเศรษฐกิจไทยผ่านวิกฤตครั้งนี้” นายเกรียงไกร กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...