5 เซียน VI เปิดประสบการณ์ ลงทุนท่ามกลาง ‘วิกฤตสงคราม’
ความผันผวนในตลาดหุ้นเป็นบททดสอบ ทั้งความเชื่อมั่นและวินัยของนักลงทุน โดยเฉพาะเมื่อปัจจัยภายนอก อย่างความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เข้ามากระทบต่อบรรยากาศการลงทุน ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ในวงเสวนา “SET Zooom in Live ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน” ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จัดขึ้นในหัวข้อ “พอร์ตแบบนี้… พี่ว่าไง” เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 มีมุมมองจากนักลงทุนสายเน้นคุณค่า (VI) ที่ได้ร่วมแบ่งปันแนวคิดในการรับมือกับความผันผวนและมองหาโอกาสการลงทุนไว้อย่างน่าสนใจ
เรียนรู้อดีต-ถือเงินสด
เริ่มจาก “วิบูลย์ พึงประเสริฐ” ที่ปรึกษาสมาคมนักลงทุนหุ้นไทย กล่าวว่า แม้ตลาดจะผันผวน แต่หากเข้าใจธรรมชาติของตลาด เข้าใจธุรกิจ และควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ นักลงทุนก็ยังสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนเหล่านี้ได้ อย่างในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงอย่างหนักจนเกิดการใช้มาตรการพักการซื้อขายชั่วคราว หรือ Circuit Breaker นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในอดีตตลาดหุ้นเคยเผชิญแรงกระแทกจากวิกฤตระดับโลกหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสงครามตะวันออกกลางในอดีต หรือวิกฤตโควิด-19 ซึ่งล้วนทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงหนึ่ง
“ประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นมักสะท้อนรูปแบบคล้ายกัน คือ หากความขัดแย้งหรือเหตุการณ์วิกฤตไม่ได้ขยายวงกว้างจนกระทบระบบเศรษฐกิจโลกในระยะยาว ตลาดหุ้นก็มักจะฟื้นตัวกลับมาในที่สุด”
ทั้งนี้ แม้จะไม่ได้คาดการณ์ล่วงหน้าว่าวิกฤตจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่นักลงทุนควรมีการเตรียมตัวอยู่เสมอ หนึ่งในหลักการสำคัญคือ การมีเงินสดในพอร์ต เงินสดเหล่านี้อาจมาจากเงินปันผล เงินออมจากการทำงาน หรือการขายหุ้นบางตัวออกมาเมื่อเห็นว่าพื้นฐานธุรกิจเปลี่ยนไป “การมีเงินสดทำให้นักลงทุนสามารถใช้โอกาสในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงได้ โดยไม่ต้องรีบร้อน”
ส่วนกรณีที่เงินสดไม่เพียงพอ “วิบูลย์” ชี้ว่า มาร์จิ้นสามารถใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการลงทุนได้ โดยการใช้มาร์จิ้นต้องมีความรู้และใช้ในปริมาณจำกัด นักลงทุนหลายคนใช้มาร์จิ้นในช่วงตลาดขาขึ้นเพื่อเพิ่มกำไร แต่เมื่อแนวโน้มตลาดกลับทิศ กลับไม่กล้าขายหรือปรับพอร์ต ทำให้เกิดการขาดทุนหนัก และบางกรณีถึงขั้นต้องนำทรัพย์สินส่วนตัวมาใช้ชำระหนี้ ดังนั้น หากจะใช้มาร์จิ้น ก็ควรใช้ในสัดส่วนที่จำกัด เช่น 10-20% ของพอร์ต และต้องมีวินัยในการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด
มองวิกฤตให้ลึกกว่า “ข่าวร้าย”
“อมร โควานิชเจริญ” กรรมการสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ความผันผวนของตลาดหุ้นที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สิ่งแรกที่ตนทำไม่ใช่การตื่นตระหนกขายหุ้น แต่เป็นการกลับไปสำรวจพอร์ตของตัวเองอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าแต่ละธุรกิจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด
“แนวคิดสำคัญของคือ การมองให้ลึกกว่าปฏิกิริยาของตลาดในระยะสั้น เพราะในหลายกรณี เหตุการณ์ที่ดูเหมือนเป็นข่าวร้าย อาจซ่อนโอกาสทางการลงทุนไว้ หากนักลงทุนสามารถวิเคราะห์ผลกระทบต่อธุรกิจได้อย่างรอบด้าน”
โดยในช่วงที่ตลาดปรับตัวลง เนื่องจากตนไม่ได้มีเงินสดสำรองจำนวนมากสำหรับการลงทุนเพิ่มเติม วิธีที่ใช้จึงเป็นการสับเปลี่ยนการลงทุน (Switching) ภายในพอร์ต โดยเลือกขายหุ้นบางตัวที่ราคาปรับขึ้นมาแล้ว และนำเงินไปลงทุนในหุ้นที่มองว่ายังมีโอกาสเติบโตหรือมีส่วนต่างราคาที่น่าสนใจมากกว่า จากนั้นเมื่อมีเงินทุนใหม่เข้ามาในอนาคต ก็อาจกลับไปสะสมหุ้นตัวเดิมอีกครั้ง
อีกหนึ่งเครื่องมือที่ใช้ คือการสับเปลี่ยนเงินลงทุนจากกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนตลาดเงิน หรือกองทุนตราสารหนี้ ไปสู่กองทุนหุ้นอย่าง SET50 เพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นในช่วงที่ราคาปรับตัวลง
“หัวใจสำคัญของการออกแบบพอร์ตลงทุนคือการเข้าใจระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้ เพราะนักลงทุนแต่ละคนมีความสามารถในการรับความผันผวนไม่เท่ากัน บางคนอาจรู้สึกกังวลแม้พอร์ตจะขาดทุนเพียง 1-3% หากนักลงทุนรับความเสี่ยงได้น้อย พอร์ตการลงทุนอาจต้องมีสัดส่วนหุ้นเพียงเล็กน้อย เช่น 5% ขณะที่ส่วนใหญ่เป็นตราสารหนี้หรือกองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้รายได้จากดอกเบี้ยหรือเงินปันผลช่วยรักษาเสถียรภาพของพอร์ต”
ป้องกันความเสี่ยง “หมดตัว”
ขณะที่ “สุธน สิงหสิทธางกูร” นักลงทุนเน้นคุณค่า-กรรมการ และผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนต่างประเทศ สมาคมนักลงทุนประเทศไทย กล่าวว่า นักลงทุนที่อยู่ในตลาดมานาน จะคุ้นเคยกับความรู้สึก “เสี่ยงหมดตัว” อยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่มีข่าวลบหรือวิกฤตเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปีของการลงทุน ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เริ่มมองหาวิธีจัดการพอร์ตที่สามารถรับมือได้กับทุกสภาวะ ไม่ว่าจะเป็นช่วงขาขึ้นหรือขาลง จนนำไปสู่การปรับแนวคิดเรื่องการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) และการจัดโครงสร้างพอร์ตในรูปแบบใหม่
“นักลงทุนจำนวนมากมักใช้เครื่องมืออย่างฟิวเจอร์ส หรือออปชั่นในลักษณะของการ ‘ซื้อประกัน’ เพื่อป้องกันความเสี่ยงของพอร์ต เช่น การซื้อสถานะขาลงหรือซื้อสัญญาประกันความผันผวน ซึ่งต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันเป็นประจำ แต่จากการศึกษาแนวคิดการลงทุนของกองทุนระดับโลก พบว่าการซื้อประกันอย่างต่อเนื่อง อาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว เพราะในระบบตลาดการเงิน ผู้ที่ได้กำไรสม่ำเสมอมักเป็น ‘ผู้ขายประกัน’ มากกว่าผู้ซื้อ”
ตะแกรงร่อนหุ้นเพิ่มโอกาสลงทุน
ด้าน “ชัชวนันท์ สันธิเดช” นายกสมาคมนักลงทุนหุ้นไทย กล่าวว่า แนวคิดหนึ่งที่ตนใช้ในการคัดเลือกหุ้น คือ “ตะแกรงร่อนหุ้น” หรือเกณฑ์สำหรับคัดกรองบริษัทที่น่าสนใจ เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ตลาดปรับตัวลง นักลงทุนสามารถใช้หลักเกณฑ์เหล่านี้ในการค้นหาโอกาสลงทุนได้ ในช่วงเวลาที่ตลาดผันผวน
“เกณฑ์หนึ่งที่ให้ความสำคัญ คืออัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล โดยหุ้นที่มีเงินปันผลราว 6.5% ขึ้นไป จะเริ่มน่าสนใจในภาวะตลาดผันผวน เมื่อใช้เกณฑ์ดังกล่าวร่วมกับการวิเคราะห์พื้นฐานธุรกิจ ทำให้สามารถคัดเลือกหุ้นออกมาได้เพียงไม่กี่ตัว แม้จะมีหุ้นจำนวนมากที่ราคาปรับตัวลงในตลาด”
เข้าใจความผันผวน
“วราพรรณ วงศ์สารคาม” กรรมการและเลขานุการ สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) กล่าวว่า การลงทุนในตลาดหุ้นไม่ใช่เพียงการแสวงหาผลตอบแทน แต่เป็นกระบวนการบริหารเงินเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายของชีวิต โดยมองว่าก่อนที่ใครคนหนึ่งจะก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจธรรมชาติของตลาด รวมถึงความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะความผันผวนเป็น “สัจธรรม” ของการลงทุนที่ทุกคนต้องเผชิญ
“หากนักลงทุนเตรียมตัวและทำความเข้าใจความเสี่ยงตั้งแต่ต้น เมื่อเกิดเหตุการณ์จริงในตลาด ก็จะสามารถรับมือได้อย่างมีสติ และไม่ตื่นตระหนกไปกับการขึ้นลงของราคา เพราะท้ายที่สุดแล้ว การลงทุนเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยบริหารเงินเพื่อให้ชีวิตในระยะยาวมั่นคงขึ้น”
ทั้งหมดนี้ เป็นประสบการณ์ของเหล่าบรรดานักลงทุนที่มาถ่ายทอดให้ได้รับฟังกันผ่าน “SET Zooom in Live ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน” ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดขึ้น นอกจาก นี้ ยังมี session บ่าย กับหัวข้อ ‘ถามมาตอบไว เจาะใจสายเทรด’ รับชมย้อนหลังและติดตามได้ที่ Facebook และ Youtube SET Zooom in
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 5 เซียน VI เปิดประสบการณ์ ลงทุนท่ามกลาง ‘วิกฤตสงคราม’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net