โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รัฐบาลใหม่มาเร็ว ลดเสี่ยงการเมือง ดันหุ้นไทยฟื้น ชู ค้าปลีก-เครื่องดื่ม-ไฟแนนซ์ เด่น

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 มี.ค. เวลา 22.51 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 00.30 น.

ต้องยอมรับว่าในเวลานี้ตลาดหุ้นไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากหลากหลายปัจจัย โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่มีความไม่แน่นอนอย่างความตึงเครียดในตะวันออกกลางและกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกจากภูมิภาคเอเชีย

ทำให้มุมมองต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่นักลงทุนให้น้ำหนัก โดยเฉพาะผลต่อกำลังซื้อในประเทศ การใช้จ่ายภาครัฐ และโอกาสฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดทุนในระยะถัดไป ทำให้ความชัดเจนทางการเมืองกำลังกลับมาเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดทุนไทย

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดมุมมองต่อการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของไทยว่า การจัดตั้งรัฐบาลไทยภายหลังการเลือกตั้งในรอบนี้มีแนวโน้มเกิดขึ้น เร็วกว่ากรอบเวลาปกติ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง และสร้างแรงสนับสนุนเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยอย่างมีนัยสำคัญ

กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงกลาง มี.ค.69 ดังนี้

  • 14 มี.ค.69 มีพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมรัฐสภา ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของกระบวนการทางนิติบัญญัติ
  • 15 มี.ค.69 มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก เพื่อเลือกประธานสภาและรองประธานสภา
  • 19 มี.ค.69 มีการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี
  • ต้น-ปลายเม.ย.69 เป็นช่วงจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) และนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ รวมถึงการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
  • พ.ค.69 รัฐบาลใหม่เริ่มบริหารประเทศอย่างเต็มรูปแบบ

ไทม์ไลน์ดังกล่าวสะท้อนว่าประเทศไทยอาจมีรัฐบาลใหม่เร็วกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้สัก 1-1.5 เดือน โดยประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง เช่น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการยุบพรรคหรือการรับรองผลเลือกตั้ง ถูกกำหนดกรอบเวลาไว้ชัดเจน ทำให้ความเสี่ยงเชิงกระบวนการลดลง

สิ่งที่หนุนเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย หลังการจัดตั้งรัฐบาลเร็วกว่ากำหนด ได้แก่

  • งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ไม่สะดุด : หากจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า งบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าไป 2-3 ซึ่งจะฉุดรั้งการลงทุนภาครัฐ แต่การได้รัฐบาลที่เร็วขึ้นทำให้กระบวนการจัดทำงบประมาณทันกรอบเวลา ช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง
  • ความเชื่อมั่นและ FDI : ตลาดหุ้นมักจะตอบรับเชิงบวก (ELECTION RALLY) เมื่อมีความชัดเจนเรื่องรัฐบาลใหม่ และนักลงทุนต่างชาติที่รอ WAIT AND SEE จะเริ่มตัดสินใจขยายฐานการผลิตในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม S-CURVE
  • การบริโภคในประเทศ : รัฐบาลใหม่ที่มาพร้อมนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ (QUICK WIN) ในช่วงกลางปี จะช่วยพยุงกำลังซื้อของครัวเรือนที่ยังเปราะบางจากหนี้สิน ทำให้ GDP ปี 2569 ที่สำนักวิจัยต่างๆ คาดการณ์ไว้อาจเปิด UPSIDE ได้

ทั้งนี้ ในมุมของสถิติอดีต ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ปี 2562 หลังจากวันที่เปิดประชุม SET บวกกว่า 100 จุด จาก 1,600 จุดสู่ระดับ 1,700 จุด ซึ่งก่อนหน้านั้นมีสงคราม TRADE WAR 1 ซึ่งคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในปัจจุบันมาก

"การจัดตั้งรัฐบาลไทยที่เร็วกว่ากำหนด ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางการเมือง แต่เป็นตัวแปรเชิงบวกเชิงโครงสร้าง ต่อเศรษฐกิจและตลาดทุน ช่วยลดความไม่แน่นอน ฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน เร่งการใช้งบประมาณภาครัฐ และเปิดทางให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเดินหน้าได้ทันเวลา"

ในด้านปัจจัยกดดันจากภายนอกอย่างสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน กดดันให้เดือนมีนาคม (MTD) ตลาดหุ้นไทยและภูมิภาคเอเชียต้องเผชิญกับแรงขายของกระแสเงินทุนต่างชาติ (FUND FLOW) ที่ไหลออกทุกแห่งในภูมิภาคเอเชียส่งผลให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นเดือน(MTD) ติดลบถ้วนหน้า

เมื่อปัจจัยภายนอกพึ่งพาได้ยากที่สุด การหันมาโฟกัสที่หุ้นอิงการบริโภคภายในประเทศจึงเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลผสม (พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย) มีความชัดเจนในการผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลดค่าครองชีพเป็นหลัก

ซึ่งหลายนโยบายมีโอกาสเกิดขึ้นจริงในระยะเวลาอันใกล้ (100 วันแรก) อาทิ

  • กลุ่มนโยบายลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้ (พรรคภูมิใจไทย) : โครงการคนละครึ่ง พลัส (รัฐช่วยจ่าย 50%), การตรึงค่าไฟไม่เกิน 3 บาท/หน่วย (200 หน่วยแรก)
  • กลุ่มนโยบายแก้หนี้-กระตุ้นรากหญ้า (พรรคเพื่อไทย) : การล้างหนี้/พักหนี้, การแจกคูปองดิจิทัล และการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง/รักษาพยาบาล

ดังนั้น กลุ่มธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์เป็นด่านแรก คือ กลุ่มค้าปลีก อย่าง CPAXT และ BJC จะได้รับอานิสงส์เต็มๆ จากนโยบายคนละครึ่ง พลัส ตามด้วยกลุ่มสินค้าเครื่องดื่ม อาทิ CBG, OSP และ ICHI เนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงที่ยอดขายเครื่องดื่มเติบโตสูงสุดในรอบปี

และสุดท้ายกลุ่มไฟแนนซ์ อาทิ MTC และ TIDLOR ที่ความเสี่ยงเรื่องหนี้เสีย (NPL) อาจลดลงจากการที่ประชาชนมีสภาพคล่องมากขึ้น

การจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็วขึ้นมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยในหลายมิติ ทั้งการลดความไม่แน่นอนทางการเมือง การเดินหน้ากระบวนการงบประมาณภาครัฐ และการเปิดทางให้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มดำเนินการได้เร็วขึ้น

ในขณะเดียวกันปัจจัยภายนอกยังคงเป็นความเสี่ยงที่ควบคุมได้ยาก ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศและนโยบายภาครัฐกลายเป็นปัจจัยที่มีบทบาทต่อบรรยากาศการลงทุนมากขึ้นในระยะต่อไป

สำหรับนักลงทุน ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง แต่คือจังหวะและประสิทธิภาพของนโยบายเศรษฐกิจหลังการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะสะท้อนผ่านกำลังซื้อของประชาชน การใช้จ่ายภาครัฐ และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ

ดังนั้น การติดตามทิศทางนโยบาย การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และผลกระทบต่อภาคธุรกิจต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จะเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินภาพเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยในระยะถัดไป.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...