ก.พาณิชย์ เข้มปราบนอมินีต่างชาติ จ่อออกคำสั่งใหม่ 1 เม.ย. เน้นตรวจสอบผู้ถือหุ้นไทยมากขึ้น
ก.พาณิชย์ เตรียมออกคำสั่งใหม่เข้มปราบการใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ เน้นตรวจสอบผู้ถือหุ้นไทยมากขึ้น พร้อมใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลคัดกรองบริษัทเสี่ยง คาดเริ่มใช้ 1 เม.ย.69
วันที่ 16 มีนาคม 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดถึงความคืบหน้ามาตรการตรวจสอบการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ (นอมินี) ว่า หลังจากก่อนหน้านี้ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการตรวจสอบเอกสารทางการเงินและแหล่งที่มาของเงินลงทุนตั้งแต่ต้นปี 2569 ส่งผลให้การจดทะเบียนบริษัทในลักษณะดังกล่าวลดลงถึง 66 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่ามาตรการคัดกรองการถือหุ้นที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน
แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงของการใช้นอมินีได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังพบช่องโหว่บางส่วนที่อาจเปิดโอกาสให้มีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติได้อยู่ ทั้งนี้ มาตรการที่ผ่านมาได้กำหนดให้มีการเรียกเอกสารทางการเงินจากธนาคารของผู้ร่วมลงทุนชาวไทย เพื่อตรวจสอบว่ามีศักยภาพทางการเงินจริงและมีการโอนเงินเข้ามาลงทุนในบริษัทจริงหรือไม่ ซึ่งช่วยลดช่องทางการใช้คนไทยเป็นนอมินีได้ในระดับหนึ่ง จากการเปรียบเทียบข้อมูลการจดทะเบียนธุรกิจลักษณะดังกล่าวในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2568 กับช่วงเดียวกันของปี 2569 หลังเริ่มบังคับใช้มาตรการ พบว่าการจดทะเบียนที่เข้าข่ายลักษณะดังกล่าวลดลงถึง 66%
อย่างไรก็ตาม ยังพบว่ามีอีกประมาณ 34% ที่อาจยังมีช่องทางใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ จึงจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในคำสั่งฉบับใหม่ โดยหลักการสำคัญคือจะไม่สร้างภาระให้กับนักลงทุนต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง แต่จะมุ่งตรวจสอบคนไทยที่เข้ามามีชื่อร่วมลงทุนให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อบรรยากาศการลงทุนของประเทศ
ดังนั้น กรมเตรียมออกคำสั่งใหม่เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ โดยจะเน้นการตรวจสอบฝั่งผู้ถือหุ้นคนไทยเป็นหลัก เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้ามาลงทุนและดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยคาดว่าจะประกาศใช้ประมาณวันที่ 1 เมษายนนี้ พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีและระบบวิเคราะห์ข้อมูลเข้ามาช่วยตรวจสอบ โดยบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อคัดกรองบริษัทที่มีความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำมากขึ้น และจะมีการประกาศล่วงหน้าเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องเตรียมตัว
สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภาคการเกษตร และธุรกิจขนส่ง รวมถึงกรณีการตั้งบริษัทเพื่อถือครองที่ดินหรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาว่าเข้าข่ายการกระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือไม่
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังติดตามโครงสร้างการถือหุ้นของชาวต่างชาติในธุรกิจไทยอย่างใกล้ชิด โดยพบว่า ปัจจุบันมีบริษัทประมาณ 780,000 แห่งที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้นในสัดส่วนต่ำกว่า 50% ซึ่งถือเป็นรูปแบบการร่วมลงทุนตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังต้องเฝ้าระวังกรณีที่อาจเข้าข่ายการใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ โดยเฉพาะในจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ และระยอง ซึ่งธุรกิจจำนวนหนึ่งเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์และบริการรองรับชาวต่างชาติ ในบางพื้นที่ เช่น จันทบุรีและราชบุรี พบว่าการร่วมลงทุนมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจเกษตรและผลไม้
นอกจากนี้ภาครัฐยังอยู่ระหว่างการพิจารณานโยบายในระยะยาวเกี่ยวกับการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูงเข้ามาพำนักในประเทศไทย โดยอาจต้องทบทวนกติกาการถือครองอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยระยะยาว เช่น การปรับสัดส่วนการถือครองคอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติจากปัจจุบันที่กำหนดไว้ 49% หรือกำหนดมูลค่าขั้นต่ำของห้องชุดในระดับสูง เพื่อดึงดูดผู้มีกำลังซื้อและไม่ให้กระทบต่อคนไทยระดับรายได้น้อย
ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา โดยการเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติพำนักระยะยาวในประเทศไทยไม่ใช่การ “ขายชาติ” แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศกับการคำนึงถึงความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว
อ้างอิง : www.moc.go.th