กระแสยังอยู่ แต่โมเดลเปลี่ยน ‘อี้จาสุกี้หม่าล่า’ เปลี่ยนเกม ปีนี้เปิดหม่าล่าทั่งเพิ่ม 10 สาขา
ย้อนไปในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา‘สุกี้หม่าล่าสายพาน’ สำหรับหลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงแฟชั่นอาหารที่มาไวไปไว แต่ในมุมของ ‘อี้จาสุกี้หม่าล่า’ ที่ได้พูดคุยกับ TODAY Bizview ที่ผ่านมายืนยันว่า หม่าล่าฟีเวอร์ยังคงอยู่ แต่เป็นความนิยมในรูปแบบใหม่ ซึ่งก็คือ ‘หม่าล่าทั่ง’
‘ณัฐณิชา เกษรสังข์’ CMO อี้จาสุกี้หม่าล่า ได้เผยกับเราในงาน BOOTCAMP DAY 2026 ที่ผ่านมาว่า หม่าล่ายังไม่ตาย แค่ปีนี้เปลี่ยนร่างจากสายพานมาเป็นหม่าล่าทั่ง ซึ่งโมเดลธุรกิจรูปแบบนี้จะเริ่มมี ‘ความเร็ว’ เข้ามาเป็นปัจจัยหลัก รวมไปถึง ‘ราคาประหยัด’ สำหรับผู้บริโภคยุคนี้ด้วย
[ อี้จาสุกี้ฯ หนึ่งในผู้บุกเบิกหม่าล่าสายพาน ]
ณัฐณิชา ได้เล่าว่า ได้ย้อนไป 3 ปีก่อน ‘ธนวรรธน์ ชินประภากร’ ผู้ก่อตั้งร้านอี้จาสุกี้หม่าล่า ได้หยิบไอเดียจากมณฑลเสฉวนมาเปิดร้านเป็นร้านหม่าล่าสายพานโดยเฉพาะ เป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่เป็นของคนไทย
แต่เดิมผู้ก่อตั้งทำธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับ ‘บริษัททัวร์’ ไม่ใช่อุตสาหกรรมร้านอาหาร เพียงแต่เห็นโอกาสว่าในตลาดไทยยังไม่มีอาหารที่รสชาติเผ็ดร้อนชา มองว่าน่าจะถูกปากคนไทยที่ชอบทานเผ็ดอยู่แล้ว
ขณะที่ช่วงนั้นในไทยมีร้านที่เป็นหม่าล่าไม่กี่ร้าน แต่ไม่ใช่ของคนไทย ทำให้มีราคาสูง เป็นเหตุผลว่าทำไมอี้จาสุกี้หม่าล่าเปิดตัวขึ้น ด้วยความที่เป็นร้านของคนไทยนั่นเป็นข้อได้เปรียบทำให้ อี้จาสุกี้ฯ ทำราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าในตลาด
[ กระแสหม่าล่าทั่งมาแรง ปีนี้เตรียมเปิดเพิ่มหลายที่ ]
ในวันนี้บริบทของตลาดเปลี่ยนไป พฤติกรรมผู้บริโภคคนเมือง/คนรุ่นใหม่ ต้องการความเร็ว ความสะดวก และราคาประหยัดมากขึ้น จากเดิมที่เป็นโมเดลสายพานก็ปรับมาเป็น ‘หม่าล่าทั่ง’
โดยอี้จาสุกี้ฯ ได้ปรับตัวอยู่เรื่อยๆ ทำให้ปัจจุบันร้านมีโมเดลที่เป็นทั้งบุฟเฟ่ต์, หม่าล่าสายพาน และหม่าล่าทั่ง ที่กำลังกลายมาเป็น core business ของปีนี้ โดยแบ่งสัดส่วน ดังนี้
โมเดลบุฟเฟ่ต์มี 4 สาขา
โมเดลสายพานมี 6 สาขา
โมเดลหม่าล่าทั่งมี 20 สาขา
ขณะที่แผนในปีนี้ก็คือ การขยายเพิ่มโมเดลหม่าล่าทั่งของอี้จาสุกี้ฯ ให้ครบอีก 10 แห่งตามเป้า เพื่อให้แบรนด์สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ใกล้ชิดขึ้น
สาเหตุที่ ‘หม่าล่าทั่ง’ กลายเป็นหัวหอกสำคัญของธุรกิจในปีนี้ เพราะตอบโจทย์ pain point ของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนทำงานออฟฟิศที่ต้องการความเร็วและคุมงบประมาณได้ ต่างจากหม่าล่าสายพานที่เน้นประสบการณ์การทานแบบนั่งนานกว่า
ณัฐณิชา แชร์เล่า โดยปกติหม่าล่าทั่งมีงบ 150 บาท ก็สามารถทานได้แล้ว ซึ่งที่ร้านราคาเริ่มต้นเพียงขีดละ 30 บาท ขณะที่ร้านอื่นส่วนใหญ่เริ่มต้นที่ 35-40 บาทต่อขีด
ที่น่าสนใจอีกอย่างในปีนี้ก็คือ โมเดลแบบ hybrid มี 2 โซนคือ โซนที่เป็นหม่าล่าสายพานกับโซนหม่าล่าทั่งอยู่ในสาขาเดียวกัน โดยตอนนี้อี้จาสุกี้ฯ กำลังรีโนเวท ‘สาขารัชโยธิน’ ให้เป็นโมเดลใหม่นี้ คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปีนี้
นอกจากนี้ อี้จาสุกี้หม่าล่า เตรียมจะขยายสาขาออกไปนอกเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปีนี้เช่นกัน โดยปักหมุดที่แรกก็คือ ‘นครปฐม’ เป็นสาขานำร่อง
“กระแสหม่าล่าทั่งมาแรงมากๆ ขนาดที่ว่าตรงไหนที่มีร้านเราเปิด ก็มีอีกร้านคนอื่นมาเปิดเทียบคู่เสมอ”
“ด้วยความแรงของหม่าล่าทั่งส่งผลให้ยอดขายออนไลน์ของอี้จาสุกี้ฯ ทุกวันนี้มากกว่าหน้าร้านอยู่ที่ 60:40 ซึ่งประสบการณ์ต่อลูกค้าทั้งหน้าร้านและออนไลน์สำคัญมาก”
สำหรับเป้าการเติบโตของปีนี้อี้จาสุกี้ฯ คาดหวังว่า ยอดขายจะเพิ่มขึ้นประมาณ 40% จากปี 2025 ที่ยอดขายแตะ 27 ล้านบาท
โดยปีนี้เฉพาะ 2 เดือนแรกยอดขายอยู่ที่ 30 ล้านบาท (ให้สัมภาษณ์ก่อนที่จะมีสงครามตะวันออกกลาง)
นอกจากนี้ ณัฐณิชา ได้กล่าวถึง กลยุทธ์ First impression ว่ามีความสำคัญมากต่อการเติบโต โดย 3 เรื่องที่อี้จาสุกี้ฯ ทำมาตลอดก็คือ
- take action ลูกค้าไว
- ใช้ LINE OA เพื่อกระตุ้นลูกค้า เช่น โปรโมชั่น
- ใช้ LINE official คุยกับลูกค้าเสมอ ทำให้รู้สึกว่าอยู่กับลูกค้าเสมอ ไม่ลืมลูกค้า
ปัจจุบันสมาชิกใน LINE official อยู่ที่ประมาณ 20,000 คน ทั้งยังพบว่าลูกค้าราว 15,000 คนซื้อในระบบเป็นลูกค้าประจำกลับมาใช้บริการซ้ำ โดยใช้บริการ 3 ครั้งต่อสัปดาห์
จุดแข็งของอี้จาสุกี้ฯ ในยุคที่ลูกค้ามีตัวเลือกเยอะไปหมด ก็คือ วัตถุดิบหลากหลายกว่า 90 ประเภท และรสชาติน้ำจิ้มที่เป็นจุดเด่น
พูดได้ว่าในธุรกิจอาหาร “ความเก๋า” จากการเป็นเจ้าแรกอาจไม่ใช่หลักประกันความสำเร็จที่ยั่งยืน แต่คือ “การปรับตัว” ต่างหากที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดในวันที่กระแสลมเปลี่ยนทิศ