"ไวรัสฮันตา" ระบาดบนเรือสำราญ! ภัยเงียบจากสัตว์ฟันแทะที่ทั่วโลกต้องจับตา
เกิดเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก ถึงการแพร่ระบาดของ “ไวรัสฮันตา” หรือ “Hantavirus” ที่วงการสุขภาพทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย กำลังติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด ด้วยการระบาดของไวรัสดังกล่าว เริ่มมีผู้เสียชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ
สถานการณ์ไวรัสฮันตา ถูกขับความชัดเจนมากขึ้น โดยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลก (WHO) ออกแถลงการณ์ถึง “ไวรัสฮันตา” โดยระบุว่า WHO ได้รับรายงานเมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมาว่าบนเรือสำราญเอ็มวี ฮอนดิอุส (MV Hondius) เรือสัญชาติเนเธอร์แลนด์ที่เดินทางออกมาจากประเทศอาร์เจนตินา มีกลุ่มผู้โดยสารที่มีอาการป่วยทางเดินหายใจรุนแรง โดยเรือลำดังกล่าวมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 147 คน
ต่อมาในวันที่ 4 พ.ค. 2569 ได้ตรวจพบว่ามีผู้ป่วยรวม 7 ราย ซึ่งแบ่งเป็นผู้ป่วยยืนยันที่ติดเชื้อฮันตาไวรัส 2 ราย และผู้ป่วยสงสัย 5 ราย และในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย ผู้ป่วยอาการวิกฤต 1 ราย และผู้มีอาการเล็กน้อย 3 ราย ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 ใหญ่ WHO ได้ออกแถลงการณ์เพิ่มเติมว่าขณะนี้มีผู้ป่วยแล้ว 8 ราย และมีผู้เสียชีวิต ราย โดยผู้ป่วย 5 ใน 8 รายได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อฮันตาไวรัส
ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรง แต่ WHO ประเมินว่าความเสี่ยงด้านสาธารณสุขยังอยู่ในระดับต่ำ และยังไม่มีแนวโน้มที่จะเกิดการแพร่ระบาดในระดับเดียวกันกับโควิด – 19 แม้ว่าจะพิจารณาจากระยะฟักตัวแล้วคาดว่าจะมีรายงานจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมาในอนาคต แต่ไวรัสฮันตาแพร่กระจายได้ยากกว่ามาก ต้องอาศัยการสัมผัสสารคัดหลั่งที่ใกล้ชิดจริงๆ
ไวรัสฮันตาคืออะไร ทำไมถึงควรระวัง
ไวรัสฮันตาเป็นไวรัสที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูทุกชนิด กระรอก เม่น และคาปิบาร่า เป็นต้น ซึ่งเชื้อที่อยู่ในตัวของสัตว์เหล่านี้สามารถแพร่ระบาดมายังคนทั่วไปได้ ผ่านการสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ และน้ำลายของหนูที่มีเชื้อ
นอกจากนี้ ยังสามารถแพร่ระบาดผ่านการสัมผัสเชื้อแล้วนำมือไปสัมผัสบริเวณจมูก ปาก หรือดวงตา และบางกรณีอาจติดเชื้อจากการถูกหนูกัดแต่โอกาสเกิดมีน้อย แต่อย่างไรก็ตาม ความน่ากังวลสำหรับสถานการณ์ในครั้งนี้คือ ไวรัสฮันตาที่พบเจอคือสายสายพันธุ์ไวรัสแอนเดส (Andes virus : ANDV) ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวของไวรัสฮันตาที่สามารถ แพร่กระจายจาก “คนสู่คน” ได้ผ่านการใกล้ชิดกันในที่ปิดเป็นเวลานาน
ในส่วนของอาการ เมื่อเชื้อไวรัสฮันตาเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 8 สัปดาห์ โดยอาการเริ่มแรกจะคล้ายไข้หวัด มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ ท้องเสีย หรืออาเจียน
ต่อมา อาจพัฒนาเป็นอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ ซึ่งอาการของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ (Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome: HCPS) พบในแถบทวีปอเมริกา มีความรุนแรงสูง ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะน้ำท่วมปอด และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
และ 2. กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวาย (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome: HFRS) พบในแถบทวีปยุโรป และเอเชีย ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติทำให้เลือดออกง่าย และมีภาวะไตวาย
ความรุนแรงของโรคขึ้นกับสายพันธุ์ของไวรัส โดยเฉพาะกลุ่มอาการที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ อาจมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 20 – 40% ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก น้ำท่วมปอด เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกันโรคฮันตาไวรัส การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือการฟอกไตในรายที่มีภาวะไตวาย ดังนั้น การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วเมื่อมีอาการ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้
สถานการณ์ล่าสุด และการรับมือของหลายประเทศ
ล่าสุดรัฐบาลกลางสเปนตัดสินใจให้เรือเดินทางเข้าจอดที่ เกาะเตเนรีเฟ ในหมู่เกาะคะแนรี ประเทศสเปน ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เพื่อให้หน่วยงานสาธารณสุขของสเปน ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญของ WHO และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าประเมินสถานการณ์ ตรวจคัดกรองผู้โดยสารและลูกเรือ รวมถึงวางแนวทางดูแลผู้ป่วย ผู้มีความเสี่ยง
ทั้งนี้ หลังจากที่เรือเทียบท่าแล้ว ผู้ที่มีความเสี่ยงจะได้รับการตรวจคัดกรอง โดยสำหรับผู้ที่มีอาการหรือมีความเสี่ยงจะถูกแยกเข้าสู่ระบบดูแลและเฝ้าระวัง ส่วนผู้ที่ไม่มีอาการจะถูกจัดให้เดินทางกลับประเทศของตนเอง และจากนั้นจะต้องทำการเฝ้าระวังใกล้ชิดในประเทศ รวมทั้งต้องคอยติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ว่า WHO จะมีมาตรการรองรับด้วยการให้เรือลำนี้ไปพักจอดที่ประเทศสเปนแล้ว แต่ก่อนที่สถานการณ์การระบาดจะถูกกระจายให้ทราบในวงกว้าง และชัดเจนขึ้นมา มีผู้โดยสารบางส่วนลงจากเรือและเดินทางกระจายไปยังหลายประเทศแล้ว
ทั้งนี้ Oceanwide Expeditions ผู้ให้บริการเรือสำราญเอ็มวี ฮอนดิอุส กำลังดำเนินการรวบรวมรายละเอียดของผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดที่ขึ้นและลงจากเรือเอ็มวี ฮอนดิอุส ตามจุดแวะต่าง ๆ นับตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. 2569 เป็นต้นมา ซึ่งข้อมูลเบื้องต้น ระบุว่า มีผู้โดยสารประมาณ 30 คนที่ลงจากเรือสำราญ โดยผู้โดยสารเหล่านี้เดินทางต่อไปยัง 12 ประเทศ ประกอบด้วย 1. อาร์เจนตินา 2. เยอรมนี 3. เนเธอร์แลนด์ 4. สหรัฐอเมริกา 5.สหราชอาณาจักร 6. สวิตเซอร์แลนด์ 7. สเปน 8. สิงคโปร์ 9. เดนมาร์ก 10. แอฟริกาใต้ 11. แคนาดา 12.ฝรั่งเศส
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของการจัดการเหตุการณ์นี้ในทุกประเทศ ไม่ใช่การยกระดับสู่มาตรการจำกัดการเดินทางหรือการควบคุมโรคในวงกว้าง แต่เป็นการควบคุมคลัสเตอร์เฉพาะกลุ่มอย่างเข้มข้น โดยเน้นการแยกผู้มีอาการ ให้ตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ(แล็บ) ว่าเป็นผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาจริงหรือไม่ และหากติดเชื้อเป็นเชื้อชนิดใด
รวมถึง ได้ให้ติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด เฝ้าระวังผู้โดยสารที่เดินทางกลับประเทศตามระยะฟักตัว และการประสานข้อมูลระหว่างประเทศผ่านกลไกของ WHO เพื่อป้องกันไม่ให้การติดเชื้อที่เริ่มจากเรือสำราญลำเดียวขยายวงออกไปเป็นการระบาดข้ามพรมแดน
และจากการติดตามรายงานการระบาดพบว่า ขณะนี้ในบางประเทศพบผู้ที่ได้สัมผัส หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสฮันตานี้แล้ว โดยประเทศที่พบผู้ติดเชื้อได้แก่ 1. สหราชอาณาจักรพบผู้ติดเชื้อ 1 ราย 2. ประเทศสวิตเซอร์แลนด์พบผู้ติดเชื้อ 1 ราย ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการรักษา
ไวรัสฮันตาในประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่เคยมีรายงานการระบาดของโรคนี้ในระบบเฝ้าระวังโรค รวมทั้งยังไม่มีสัญญาณการระบาดภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคได้สั่งการให้ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศทุกแห่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพิ่มการเฝ้าระวังผู้เดินทางจากพื้นที่ที่มีรายงานโรค
นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการประสานข้อมูลกับสายการบิน ท่าเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ได้แจ้งเตือนหน่วยบริการสาธารณสุขทั่วประเทศให้เพิ่มการคัดกรองและสอบสวนโรคในผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับโรค โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะ หรือเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง
อย่างไรก็ดี แนะนำประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสหนูและสารคัดหลั่งของหนู รักษาความสะอาดบ้านเรือนและสถานที่ทำงาน เก็บอาหารในภาชนะปิดมิดชิด กำจัดขยะอย่างเหมาะสม และปิดช่องทางที่หนูสามารถเข้ามาอาศัยได้ หากจำเป็นต้องทำความสะอาดพื้นที่ที่อาจมีหนู ควรเปิดให้อากาศถ่ายเทก่อน และใช้ผ้าชุบน้ำหรือน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดทำความสะอาด พร้อมสวมหน้ากากและถุงมือทุกครั้ง เพื่อลดการฟุ้งกระจายของเชื้อในอากาศ
พร้อมกันนี้ ยังได้แนะนำเพิ่มเติมว่าหากประชาชนมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อย หรือหอบเหนื่อยผิดปกติ หลังสัมผัสสัตว์ฟันแทะหรือเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง ควรรีบพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางและประวัติสัมผัสสัตว์ เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่รวดเร็ว
ชมคลิป
อ่านข่าวเพิ่มเติม